ไม่มีที่ยืนให้กับคนเห็นต่างในกัมพูชา

วันที่ 08 มิ.ย. 2563 เวลา 20:53 น.
ไม่มีที่ยืนให้กับคนเห็นต่างในกัมพูชา
ไม่ว่าไทย กัมพูชา หรือว่าประเทศไหนๆ ในอาเซียนไม่มีแห่งใดที่ปลอดภัยสำหรับผู้ลี้ภัยทางการเมืองอีกต่อไป

1. การหายตัวไปของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ของเพจเฟซบุ๊ก "กูต้องได้ 100 ล้านจากทักษิณแน่ ๆ" ทำให้คนไทยจำนวนหนึ่งออกมากดดันรัฐบาลไทยให้แสดงความรับผิดชอบในฐานะที่วันเฉลิมเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เป็น "ฝ่ายตรงข้าม" กับรัฐบาลโดยตรงและเชื่อกันว่ารัฐบาลไทยน่าจะมีส่วนรู้เห็นกับการอุ้มในครั้งนี้

2. แต่ก็มีเสียงติติงจากบางฝ่ายว่าวันเฉลิมหายตัวไปในกัมพูชาจึงควรที่จะไปกดดันรัฐบาลกัมพูชามากกว่า ในวันที่ 8 มิถุนายนจึงมีนักเคลื่อนไหวชาวไทยบางส่วนไปชุมนุมที่ด้านหน้าสถานเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำกรุงเทพฯ แต่ก็ไม่แคล้วมีการกดดันรัฐบาลไทยไปในตัว

3. แต่กัมพูชาแสดงท่าทีไม่ยี่หระเอาเลยกับการอุ้มวันเฉลิม สถานทูตไม่ได้ออกมารับจดหมายของผู้ชุมนุม และเจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาอ้างว่าไม่รู้เกี่ยวกับการลักพาตัว เนต สาเวือน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติบอกปัดให้นักข่าวของ VOA โทรหาโฆษกเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม แต่โฆษกสำนักงานตำรวจกัมพูชาบอกปัดนักข่าวของ VOA เช่นกัน

4. ท่าทีของตำรวจกัมพูชาแสดงออกชัดเจนว่าไม่สนใจคดีนี้ จากการสนทนากับนักข่าวของ VOA ฉาย คึมเขือน โฆษกสำนักงานตำรวจกัมพูชาแสดงอาการ "ของขึ้น" โดยบอกว่า “ทำไมคุณต้องโทรหาบิ๊กบอส (ผบ.ตร.) ผมไม่ต้องการที่จะร่วมมือ [กับคุณ] ตำรวจไม่รู้ [เกี่ยวกับการลักพาตัว] คุณมีข้อมูลอะไรก็รายงานไปตามนั้นเถอะ”

5. ไม่ใช่แค่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกัมพูชา แต่ เขียว โสภาค โฆษกกระทรวงมหาดไทยก็ไม่รู้ เคียต จันทถาริทธิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก็ไม่รู้ กูย เคือง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศก็ไม่รู้ แล้วยังโยนให้กลับไปถามสำนักงานตำรวจฯ อีกครั้ง

6. การโยนไปโยนมาของรัฐบาลกัมพูชานั้นรัฐบาลไทยเห็นแล้วยังต้องอาย และตอกย้ำว่าการจะรอคำตอบจากกัมพูชานั้นแทบจะเป็นไปมาได้ ยิ่งวัดจากความโปร่งใสทางการเมืองในกัมพูชาด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องหวัง เพราะขนาดนักการเมือง/นักเคลื่อนในกัมพูชายังไม่รอด

7. กรณีที่ชัดเจนคือพรรคสงเคราะห์ชาติ (CNRP) ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน "หนามยอกอก" ของฮุน เซน เพราะเป็นพรรคเดียวที่ลงสมัรครเลือกตั้งใหญ่ปี 2013 เป็นการท้ายพรรคของฮุน เซนโดยตรง ระหว่างนั้น กึม สุขา (Kem Sokha) หัวหน้าพรรคชูธงเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจนดึงคนหน่มสาวมาเป็นพวกมากมาย

8. พรรค CNRP กลายเป็นตัวสั่นคลอนฮุน เซน ที่น่ากลัวที่สุดในรอบทศวรรษ และยังนำการชุมนุมใหญ่เมื่อปี 2013 - 2014 ที่ต่อต้านการโกงเลือกตั้งปีนั้นซึ่งเล็งเป้าหมายที่การโค่นล้ม ฮุน เซน มีผู้ชุมนุมมากว่าครึ่งล้านคน ฮุน เซน ปราบผู้ประท้วงอย่างรุนแรงจนนักการเมืองสหรัฐบางคนถึงกับบอกให้ฮุน เซน ลาออกเสียดีกว่า

9. ไม่มีครั้งไหนที่ฮุน เซนจะถูกคุกคามเท่าตอนนี้ หลังจากสถานการณ์สงบ ฮุน เซนก็ดำเนินการกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามครั้งใหญ่ จับกุมตัว กึม สุขา หัวหน้าพรรค CNRP แล้วดำเนินคดีในข้อหากบฎและสายลับ ฐานสมคบคิดกับสหรัฐ จากนั้น CNRP ก็ถูกศาลฎีกาสั่งยุบ สมาชิกก็กระจัดกระจายหนีมายังไทย

10. แต่ไทยไม่ใช่ที่พักพิงที่ปลอดภัยของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลฮุน เซน เช่น สูน จำเริน (Soun Chamroeun) สมาชิก CNRP วัย 37 ปีที่หนีมาไทยแล้ว "ลี้ภัย" อยู่ในกรุงเทพ แต่เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2562 เขาถูกไอ้โม่งจู่โจมทำร้ายร่างกายและคนเหล่านี้พยายามอุ้มเขาไปแต่ไม่สำเร็จ

11. มู สุขฮวา (Mu Sochua) รองประธานพรรค CNRP หนีจากกัมพูชาหลังจากที่ กึม สุขา หัวหน้าพรรคถูกจับจากนั้นไปกบดานอยู่ในมาเลเซีย ในเดือนตุลาคม 2019 มู สุขฮวา เดินทางมายังประเทศไทยผ่านสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อเตรียมการที่จะรับ สมรัง สี ประธานพรรค CNRP เดินทางมาไทยเพื่อเตรียม "บุก" กัมพูชา

12. ปรากฎว่าทางการไทยผลักดันมู สุขฮวา ออกไปโดยให้เหตุผลว่าการปรากฎตัวของเธอจะทำให้เกิดความวุ่นวายในสังคมและส่งผลกระทบต่อความมั่นคง (และต่อมายังพยายามไม่ให้สม รังสีเดินทางเข้าไทยด้วย)

13. เป็นเรื่องที่ยอกย้อนที่ มู สุขฮวาแสดงความเห็นในแง่ดีว่าจะตกลงกับรัฐบาลไทยได้ เพราะเธอบอกว่าไทยมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นหลังมีการเดือนมีนาคมปีนั้น และบอกด้วยว่า “รัฐบาลไทยในปัจจุบันไม่ได้ถูกควบคุมโดยกองทัพอีกต่อไปแล้ว เป็นรัฐบาลที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งที่มีความหลากหลาย ซึ่งมีทั้งกลุ่มเสรีนิยมและประชาธิปไตยนิยมที่ชื่นชมการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย”

14. การประเมินความเป็นประชาธิปไตยในไทยของของมู สุขฮวา อาจจะไม่ตรงกับความจริงนัก และที่ยิ่งไม่ตรงมากกว่านั้นคือความเชื่อมั่นว่าไทยจะเป็นที่พักพิงของฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองจากประเทศเพื่อนบ้าน แน่นอนว่า มู สุขฮวาไม่ได้คิดเองเออเอง เพราะไทยเคยเป็นที่พักพิงของผู้ตกทุกข์ได้ยากทางการเมืองจริงๆ แต่นั่นมันเกิดขึ้นในทศวรรษที่ 1990

15. ในทศวรรษที่ไทยเผชิญกับความรุนแรงทางการเมือง ไม่มีอะไรแน่นอนสำหรับคนไทยอีกต่อไป ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้ลี้ภัยทางการเมืองในไทย

16. เช่น กรณีของราต รัตต์ มุนี (Rath Rott Mony ) ล่ามชาวกัมพูชาที่ช่วยผลิตสารคดีให้กับช่อง Russia Today เปิดโปงการการทารุณทางเพศเด็กชาวกัมพูชา เขากลับถูกดำเนินคดีฐานทำให้กัมพูชาเสื่อมเสียชื่อเสียง ราต รัตต์ มุนีพยายามหนีไปประเทศที่ 3 คือเนเธอร์แลนด์พร้อมกับครอบครัว ระหว่างที่แวะในไทยเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2562 เขากลับถูกตำรวจไทยจับกุมโดยอ้างหมายจับจากกัมพูชาในข้อหาให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ จนเขาถูกส่งตัวกลับและ 27 มิถุนายน 2562 เขาถูกตัดสินจำคุก 2 ปี

17. กรณีของราต รัตต์ มุนีเป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยของความไม่ปลอดภัยของผู้ลี้ภัยที่หวังพึ่งไทย พวกเขาประเมินสถานการณ์ของไทยผิดไป โดยคิดว่าไทยยังเป็นที่พึ่งได้เหมือนในทศวรรษที่ผ่านๆ มา แต่เงื่อนไขในไทยแตกต่างไปโดยสิ้นเชิงแล้ว

18. และเป็นไปได้ว่าความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยทางการเมืองในไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับหลักการด้านสิทธิมนุษยชน แต่ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์กับประเทศเพื่อนบ้าน หากข้อสรุปนี้เป็นจริง ยังอาจใช้อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ลี้ภัยในกัมพูชาด้วย

ภาพ - ผู้ประท้วงกับภาพของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นอกสถานเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำกรุงเทพ เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2563 (ภาพถ่ายโดย Mladen ANTONOV / AFP) 

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

 

บทความแนะนำ