ชีวิตหนี้ท่วมหัวและคนอดตายในเมืองไทย

วันที่ 12 พ.ค. 2563 เวลา 22:05 น.
ชีวิตหนี้ท่วมหัวและคนอดตายในเมืองไทย
ชีวิตของคนยากจนในเมืองไทยเมื่อ 100 กว่าปีก่อนกับตอนนี้ต่างกันหรือไม่ มีคนอดตายไหมและหนี้สินยังท่วมหัวหรือไม่

ปีไหนที่เกิดภัยแล้งร้ายกาจ มักจะมีข่าวชาวนาฆ่าตัวตายเพราะหมดสิ้นหนทางทำมาหากินเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว เป็นการฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนคนลืมๆ กันไปแล้วว่ามันคือสิ่งที่ควรใส่ใจพอๆ กับแนวโน้มที่คนจะฆ่าตัวตายเพราะหมดสิ้นหนทางจากวิกฤตเศรษฐกิจ

ในเวลานี้เริ่มมีการแบ่งปันอาหาร "ตู้ปันสุข" เกิดขึ้นหลายมุมของเมืองไทย เป็นการแสดงน้ำใจในช่วงที่ผู้คนตกทุกข์ได้ยาก แม้ว่าจะมีคนฉวยโอกาสกอบโกยจากตู้แห่งการแบ่งปันจนคนก่นด่าไปทั่วตั้งแต่ริมถนนไปจนถึงทำเนียบรัฐบาล แต่การริเริ่มนี้แสดงให้เห็นว่าคนไทยไม่ยอมปล่อยให้คนไทยด้วยกันต้องอดอยากปากแห้ง หรือถึงขั้นต้องอดตายไม่มีใครเหลียวแล

ในช่วงเวลาสงครามย่อมไม่แปลกที่จะมีคนอดตาย เมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พระเจ้าเอกทัศน์ที่ทรงหนีจากกรุงมาได้ยังทรงอดข้าวจนสวรรคตในพุ่มไม้ที่ซ่อนพระองค์จากพม่า ประสาอะไรกับประชาชนทั่วไปที่ต้องอดตายกันเป็นเบือและตายมากกว่าถูกพม่าฆ่าเสียอีกจากบันทึกของบาทหลวงชาวฝรั่งเศส

แต่ในช่วงเวลาสันติ เมืองไทยเราแทบไม่เคยมีคนตายเพราะอดตาย แต่ย้อนกลับสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อรัชกาลที่ 6 เกิดภัยแล้ง 2 ปีติดต่อกัน ผลผลิตปี 2454 - 2455 เสียหายหนัก บางครอบครัวมีข้าวกินวันละมื้อ ชาวนาที่อยุธยาที่ว่ามีกินมีใช้ยังต้องขนข้าวเปลือกในยุ้งมากินจนหมด หมดแล้วก็ต้องขุดเผือกขุดมันกินไปตามยถากรรม หมดแล้วก็อพยพเข้าพระนครมาหางานทำ นับเป็นการอพยพของแรงงานข้ามถิ่นในสยามครั้งแรกๆ ก็ว่าได้

ก่อนหน้านั้น ประเทศสยามประสบกับภัยธรรมชาติคร้ังใหญ่ติดต่อกัน ปัญหามาเริ่มเกิดเอาเมื่อปี 2453 ในหนังสือความเชื่อพระศรีอาริย์และกบฏผู้มีบุญในสังคมไทย กล่าวว่า "มีรายงานว่าบางแห่งชาวนาไม่มีข้าวกินต้องกู้เงินหลวงมาซื้อข้าวกินและบางแห่งถึงกับอดตาย" และ " บางแห่งเช่นที่มณฑลปัตตานี ราษฎรต้องอพยพออกนอกประเทศ"

ในปี 2454 มีข่าวว่า ครอบครัวหนึ่งอดข้าวตายเป็นคนชรากับเด็กๆ ข่าวนี้แพร่กระจายไปทั่วประเทศ ซึ่งน่าจะสร้างความหวั่นใจให้กับรัฐบาลไม่น้อย เพราะดังมีรายงานของเจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ กราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวว่า ข่าวคนอดตายน่าจะเป็นข่าวลือ แต่แล้วก็มีคนอดตายอีกหลายคนในปีนั้นจนถึงปี 2455

ที่ผู้เขียนว่ารัฐบาลน่าจะหวั่นใจนั้นเพราะคาดว่าคงกลัวราษฎรจนทนไม่ไหว ก่อการท้าทายรัฐบาลขึ้นมา ซึ่งก็เกิดขึ้นจริงๆ คือกบฎหมอเหล็งในรัชกาลที่ 6 แต่ปราบลงได้โดยเหตุการณ์นี้ไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยตรง แต่เกิดจากความรู้สึกบีบคั้นเรื่องอื่นของผู้ก่อการ

ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 7 รัฐบาลสยามได้ว่าจ้าง ดร. คาร์ล ซี. ซิมเมอร์แมน (Carle C. Zimmerman) ให้มาทำการสำรวจเศรษฐกิจในชนบทของประเทศสยามจนได้เป็นหนังสือ Siam: Rural Economic Survey, 1930-31 ซึ่งมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างหาใดเปรียบ เพราะบันทึกวิถีชีวิต ความรวยความจนของคนไทยเอาไว้อย่างละเอียดตามหลักสถิติเป็นครั้งแรก

ผลการสำรวจอาจจะเซอร์ไพร์สคนในยุคเราว่า เมื่อปีพ.ศ. 2473 คนไทยภาคกลางเป็นหนี้ต่อครอบครัวละ 190 บาท ส่วนภาคเหนือรองมาแค่ 30 บาท ภาคอีสาน 14 บาท และภาคใต้ 10 บาท

อย่าลืมว่าเงิน 190 บาทในปีพ.ศ. นั้นมีค่ามากมายมหาศาล เงินแค่ 1 สตางค์ในยุคนั้นก็มากพอที่จะซื้อกินอาการได้อิ่ม ดังที่อาจารย์สมบัติ พลายน้อย หรือส. พลายน้อยที่เกิดในรัชกาลที่ 7 เล่าไว้ในหนังสือ "เกิดในเรือ" ว่า "ค่าของสตางค์ 1 สตางค์สมัยนั้น ซื้อหมี่กะทิกินได้อิ่มทีเดียว"

จะเห็นได้ว่าภาคกลางที่มีข้าวปลาอุมดมนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีหนี้แถมยังมีมากกว่าภาคอื่นเป็นสิบเท่า และทุกๆ 100 ครัวเรือนในภาคกลางจะเป็นหนี้เสีย 49 ราย หรือครึ่งหนึ่ง ภาคอื่นมีแค่หลักสิบเท่านั้น

ปัญหาที่ดร. ซิมเมอร์แมนพบว่า ชาวนาไร้ที่ดินมีสูง คนเป็นเจ้าของที่ดินก็สะสมที่ดินไว้ไม่ได้เพาะปลูก ส่วนใหญ่เจ้าของที่ดินอยู่ในกรุงเทพฯ นั่นเอง

แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เจ้าที่ดินเท่านั้น ราษฎรทั่วไปก็เป็นปัญหาด้วย จากการสำรวจพบว่า "มิได้ปลูกพืชผลหรือทำการงานอุตสาหกรรมในเวลาที่ว่าง เมื่อข้าวได้ผลงามแล้ว ก็ตั้งหน้าแต่ใช้จ่ายอย่างเดียว มิได้คิดถึงวันหลังเลย" และ "เอาไปเล่นพะนันบ้าง"

เบื้องต้น ดร. ซิมเมอร์แมนพบว่าคนไทยป่วยเป็นโรคขาดธาตุอาหารถึง 1 ใน 3 ของประชากรที่รับการตรวจร่างกาย แต่ที่น่าสนใจคือไม่ว่าจะชาวนามีอันจะกิน พอมีกิน หรือยากจนล้วนแต่ขาดสารอาหารเหมือนกัน ดังนั้นดร. ซิมเมอร์แมนจึงบสรุปว่า "โรคขาดธาตุอาหารเกี่ยวเนื่องกับการขาดความรู้ในเรื่องอาหารมากกว่าความขาดแคลนอาหาร"

แต่ดร. ซิมเมอร์แมนไม่พบว่ามีคนอดตายแต่ราษฎรชาวสยามเป็นหนี้เป็นสินมากเกินไป เข้าถึงสินเชื่อน้อยเหลือเชื่อและมักจะกู้เฉพาะหน้าไม่กู้เงินมามากๆ เพื่อยกระดับชีวิต

หลังจากนั้นแล้วไม่นานโลกของเราเกิดวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก หรือ Great Depression ปรากฎว่าเศรษฐกิจสหรัฐและประเทศร่ำรวยอื่นๆ พังพินาศเพราะกู้หนี้ยืมสินมากเกินไป ส่วนสยามที่ระบบหนี้เป็นแค่การกู้ระหว่างผู้เช่ากับเจ้าที่ดินไม่ทำให้เกิดวิกฤตอะไร ประชาชนยังมีชีวิตแบบอยู่ไปวันๆ เหมือนเดิม

ทว่า ในที่สุดพิษเศรษฐกิจก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้นมาจนได้ ในปี 2475 (แต่เป็นพิษกับชนชั้นกลาง-ขุนนางถูกดุลมากกว่า) ดังในประกาศคณะราษฎรก็ยังบอกไว้ชัดว่า ในระบบใหม่น้ัน "ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะมีงานทำไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน" และตามมาโดยการเสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (นายปรีดี พนมยงค์) ที่ชี้ให้เห็นถึงภัยจาก "ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้" และ "นโยบายเศรษฐกิจที่ไม่เที่ยงแท้"

แต่รัชกาลที่ 7 ทรงโต้แย้งเค้าโครงนี้ว่า “ราษฎรของเราตลอดจนชั้นคนขอทานยังมิปรากฏเลยว่าอดตาย คนที่อดตายจะมีก็แต่คนที่กลืนไม่ลงเพราะความเจ็บไข้เท่านั้น แม้แต่สุนัขตามวัดก็ปรากฏยังไม่มีอดตาย...ราษฎรของเรามีน้อยคนหรือเกือบจะไม่มีก็ได้ที่นอนกลางคืนแล้วนึกว่ารุ่งขึ้นเช้าจะหากินไม่ได้ นอกจากผู้นั้นจะกระดุกกระดิกตัวไม่ได้ หาไม่ฉะนั้น คงหากินได้เสมอ”

เป็นเรื่องที่ยอกย้อนที่คนจ้างดร. คาร์ล ซี. ซิมเมอร์แมนมาสำรวจความเหลื่อมล้ำในประเทศสยามคือรัฐบาลพระปกเกล้าฯ แต่คนแปลหนังสือของดร. ซิมเมอร์แมนให้คนไทยได้รับรู้เรื่องคนไทยในชนบทนั้น คือหนึ่งในสมาชิกคณะราษฎร ชื่อนายซิม วีระไวทยะ

นายซิม วีระไวทยะนั้นถึงกับใส่ความเห็นส่วนตัวในเชิงอรรถในทำนองโจมตีรัฐบาลพระปกเกล้าฯ แถมยังวิจารณ์ว่าดร. ซิมเมอร์แมนเอนเอียงเข้าข้างรัฐบาล ซึ่งผู้อ่านงานแปลของนายซิมพึงตระหนักเรื่องนี้เอาไว้

ครั้งถึงปลายทศวรรษที่ พ.ศ. 2490  - พ.ศ. 2500 หลังผ่านความผันผวนทางการเมืองหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ขาดแคลนสินค้าและความตายจากสงคราม ดูเหมือนว่าชีวิตของคนไทยจะดีขึ้น จากรายงานของสำนักงานความสัมพันธ์ด้านเกษตรกรรม ( Office of Foreign Agricultural Relations) ของรัฐบาลสหรัฐ ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับประเทศไทยไว้ว่า

"ที่แน่นอนก็คือ ภัยอดอยากไม่เป็นที่รู้จักกันในสยาม แม้แต่ในหมู่ชาวนาที่ยากจนที่สุดก็ไม่อดตาย ... อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงยังคงมีอยู่ คือคุณภาพชีวิตของชาวนาสยามนั้นต่ำอย่างมาก ยกเว้นอาหารแล้ว เขาไม่มีอะไรอื่นที่บ่งบอกคุณภาพชีวิตที่ดี หากจะวัดกันที่บ้านเรือน โรงนา เครื่องมือกสิกรรม ปศุสัตว์ที่มากมาย และสุขภาพและการศึกษาที่ดี รายได้จากกสิกรรมนั้นต่ำและการเป็นหนี้เป็นสินในระดับรุนแรงเกิดขึ้นทั่วไป"

นี่คือความจริงจากอดีต ในปัจจุบันนี้เรายังคิดว่าเป็นเช่นนั้นหรือไม่?

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน