แจกเงินไปทำไม แจกแล้วได้อะไร แล้วเราจะรอดไหม

วันที่ 23 มี.ค. 2563 เวลา 20:33 น.
แจกเงินไปทำไม แจกแล้วได้อะไร แล้วเราจะรอดไหม
ต่อไปนี้การแจกเงินจะเป็นนโยบายยอดฮิต ดังนั้นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าเขาแจกกันทำไม

การระบาดของ COVID-19 ตามมาด้วยการปิดเมือง ธุรกิจหยุดชะงัก เศรษฐกิจติดลบ โลกกำลังเข้าสู่ภาวะชะลอตัว ขณะที่ประเทศต่างๆ ต้องต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายในสงครามต้านไวรัส รัฐบาลต่างก็ต้องทำสงครามกับการถดถอยตัวทางเศรษฐกิจด้วย

เพราะแม้ว่าเราจะรอดพ้นจากไวรัส แต่อาจจะไม่รอดพ้นจากเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งมีผลกระทบที่เลวร้ายมาก โดยเฉพาะการปิดตัวของธุรกิจ การตกงาน ผู้คนไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอย ทำให้ประชาชนอยู่อย่างสิ้นหวัง และอาจถึงขั้นฆ่าตัวตายเพราะอับจนหนทาง

ดังนั้นการแก้ไขผลพวงทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโคโรนาไวรัสจึงเป็นงานเร่งด่วนเช่นกัน หลายประเทศใช้มาตรการต่างๆ กันไป แต่ที่นิยมมากที่สุดในตอนนี้ คือ "แจกเงิน"

หลายคนๆ คนอาจคิดว่าการแจกเงินเป็นวิธีการที่ "สิ้นคิด" แต่จริงๆ แล้วมันคือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ซับซ้อนด้วยวิธีที่ง่ายเหนือเชื่อ และไม่ใช่เรื่องสิ้นคิดแต่อย่างใด เพราะมันเป็นหนึ่งในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์ (Keynesian Economics) อันเป็นทฤษฎีที่หลายประเทศใช้กัน

ควรจะแจกเงินตอนไหน?

เรามักเข้าใจว่าการแจกเงินเป็นนโยบายประชานิยมที่ใช้เงินหว่านเพื่อหวังคะแนนเสียง ซึ่งมันก็เป็นไปได้หากผู้ใช้นโยบายมีความคิดไม่บริสุทธิ์ แต่หากมีเจตนาเพื่อความสุขของประชาชนอย่างแท้จริงแล้ว การแจกเงินเป็นการพยุงระบบทั้งระบบเอาไว้ไม่ให้ล่มสลาย

ในปี 1929 เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ หรือ Great Depression ตลาดเงิน ธุรกิจ และการค้าพังพินาศไปทั่วโลก มีคนตกล้านนับล้านคน

ตามแนวคิดแบบทุนนิยม ระบบเศรษฐกิจควรจะขับเคลื่อนด้วยตัวเอง ผลักดันด้วยความต้องการ (อุปสงค์) และการผลิตสินค้าและบริการ (อุปทาน) แต่พอตลาดพังพินาศอุปสงค์ก็หายไปในทันที เพราะคนตกงาน หรือหากไม่ตกงานก็กลัวที่จะใช้จ่าย

มาถึงจุดนี้ ระบบเศรษฐกิจไม่สามารถขับเคลื่อนเองได้ รัฐบาลจึงต้องกระโจนเข้ามาไขลานให้มันต่อไปได้ รัฐบาลจึงใช้งบประมาณขาดดุลโดยผันงบประมาณมหาศาลมาลงทุนเสียเองเพราะภาคธุรกิจไม่มีเงินหรือไม่กล้าลงทุน

นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ เขียนหนังสือชื่อ The General Theory of Employment, Interest and Money ในปี 1936 เพื่ออธิบายวิธีแก้ปัญหาโดยรับฐาลต้องแทรกแซงระบบ แทนที่จะให้มันขับเคลื่อนด้วยตัวเองแบบ เพราะเรารู้แล้วว่าเมื่อระบบเศรษฐกิจสะดุดกว่าที่มันจะกลับมาเดินได้เองอีกครั้ง ประเทศอาจจะล้มละลายเสียก่อน และประชาชนอาจจะอดตายเสียก่อน

แจกเงินไปทำไม?

คำตอบก็คือแจกเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายอีกครั้ง รัฐบาลจะลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้ภาคธุรกิจกู้เงินไปลงทุนได้ง่ายขึ้น ในเวลาเดียวกันก็รัฐก็จะลงทุนด้วยตนเองด้วย วิธีการอย่างหลังอาจให้ผลชัดเจนกว่า เพราะไม่แน่เสมอไปที่การลดดอกเบี้ยจะทำให้ภาคธุรกิจกล้าลงทุนอีก

ในช่วง Great Depression รัฐบาลสหรัฐใช้วิธีลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจำพวกเมกะโปรเจกต์ เช่น สร้างเขื่อนหรือเส้นทางคมนาคม การลงทุนแบบนี้กระตุ้นการจ้างงาน ช่วยรองรับคนตกงานให้มีกินมีใช้ ในเวลาเดียวกันก็กระตุ้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องให้ลืมตาอ้าปากได้ ผลลัพธ์ที่ได้คือเศรษฐกิจจะหมุนเวียนอีกครั้ง พร้อมๆ กับมีสาธารณูปโภคพื้นฐานเอาไว้ใช้

ยังอีกวิธีคือการแจกเงินโดยตรงให้ประชาชนไปเลย ซึ่งวิธีนี้ใช้กันมากในวิกฤตการเงินปี 2007 - 2008 หรือที่เรียกว่า Great Recession รัฐบาลสหรัฐ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และไทยใช้วิธีการนี้

อาจเป็นเพราะการแจกเงินเป็นวิธีที่เร็วที่สุด ง่ายที่สุด ให้ผลทันตาที่สุด ไม่ต้องเสียเวลาตั้งโครงการเมกะโปรเจกต์และเหมาะสำหรับประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานครบครันแล้ว เหลือแต่กระตุ้นให้คนใช้จ่ายเท่านั้น

ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์สำนักเคนส์ หากรัฐบาลจะแจกเงินแล้วและผู้คนนำไปใช้จ่ายจริง เงินเหล่านั้นจะกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานอีกครั้ง เพราะเงินจะไหลเข้าสู่ภาคธุรกิและปลุกภาคนี้ให้ฟื้นคืนชีพจากความซบเซา

แจกกันอย่างไร?

"การแจกเงินไม่ได้มีแค่การแจกเงิน" ประโยคนี้อาจฟังแล้วงงๆ แต่มันคือเรื่องจริง เพราะการแจกเงินทั้งการให้เงินตรงๆ ในรูปแบบเช็คช่วยชาติ ในรูปแบบคูปอง มีทั้งส่วนลดให้ธุรกิจ มีทั้งการคืนภาา ลดหย่อนภาษี และอีกมากมาย

ในวิกฤต COVID-19 หลายแห่งใช้เสนอวิธีแก้ปัญหาด้วยการแจกเงินกันแล้ว คือฮ่องกง สหรัฐ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย รวมถึงไทยที่ชักเข้าชักออกแผนนี้จนสับสนไปหมด

ในปี 2008 - 2009 ออสเตรเลียทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ งบประมาณที่สูงที่สุดอันดับ 2 (อันดับที่ 1 คือการปฏิรูปการศึกษา) คือการแจกเงินรวม 1.27 หมื่นล้านเหรียญออสเตรเลีย ใช้ไปในด้านโครงสร้างพื้นฐานแค่ 890 ล้านเหรียญ แต่มันได้ผลเกินคาด ออสเตรเลียไม่เพียงรอดภาวะถดถอยแต่ยังโตวันโตคืน ตัวเลขตกงานค่อนข้างต่ำ จึงเป็นโครงการแจกเงินที่ได้รับคำชมจาก IMF

ในปี 2008 เกาหลีใต้ลดหย่อนภาษีให้กับผู้ที่นำรถเก่ามาแลกรถยนต์ใหม่ เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ให้ขับเคลื่อนต่อไปได้ เพราะอุตสาหกรรมเหล่านี้คือกระดูกสันหลังของชาติและในเวลานั้นอุตสาหกรรมรถยนต์ของโลกพังเป็นทอดๆ ในยุโรปเองก็ต้องใช้วิธีแจกเงินทางอ้อมแบบนี้ รวมถึงรัฐบาลไทยในสมัยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ใช้นโยบายกระตุ้นทางอ้อมผ่านนโยบายรถคันแรกและบ้านหลังแรก

ในปี 2552 (2009) สมัยรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐบาลใช้วิธีแจกเงินที่เรียกว่า "เช็คช่วยชาติ" โดยแจกให้ประชาชนกลุ่มที่กำหนดไว้ เช่น ผู้มีรายได้น้อยและผู้ตกงานคนละ 2,000 บาทเพื่อการกระตุ้นการบริโภค ซึ่งได้ผลในระดับหนึ่ง แต่ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเปล่าประโยชน์

แจกเงินใครได้ประโยชน์?

เสียงวิจารณ์ว่าเป็นการแจกเงินเป็นการผันเงินเข้ากระเป๋านายทุนเสียมากกว่า โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาล คสช. และรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ที่ปล่อยนโยบายประเภทออกมาถี่เหลือเกิน ทั้ง "ลงทะเบียนคนจน" และ "ช็อปช่วยชาติ" ไปจนถึง "ชิม ช็อป ใช้" สองนโยบายหลังถูกตำหนิว่าเอื้อนายทุนและไม่ได้ประโยชน์โพดผลนัก

นี่คือโจทย์ของนโยบายแจกเงิน (และแผนลดหย่อนต่างๆ ) ที่จะต้องมีคำตอบให้ชัดว่าแจกแล้วเศรษฐกิจหมุนเวียนแน่และดีกับทุกคนไม่ใช่แค่บางคน และต้องแจกแจงให้ประชาชนเคลียร์ว่าพวกเขาไม่ใช่แค่คนกลางถือเงินของรัฐไปมอบให้กับนายทุนไม่กี่คน

ต้องให้ประชาชนรู้สึกว่า พวกเขาไม่ใช่คนที่ถูกหลอกใช้ให้นำเงินรัฐ (อันที่จริงคือเงินของประชาชนทุกคน) ไปมอบให้กับคนอื่นโดยอ้างว่าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ว่ากันตามทฤษฎีแล้วการแจกเงินมีเป้าหมายที่กระตุ้นการจ้างงาน ดังนั้นเงินต้องไปถึงมือนายทุนอยู่แล้ว เพราะนายทุนคือผู้จ้างงาน รัฐบาลจึงต้องแน่ใจว่าเงินที่จ่ายไปให้ดอกให้ผลจริงต่อคนทั้งชาติ ไม่ใช่เข้ากระเป๋าภาคธุรกิจแล้วเงียบกริบ