โลกมองไทย

วันที่ 07 ม.ค. 2553 เวลา 15:04 น.
วานนี้ เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ชิคาโก ทรีบูล เขียนรายงานหนึ่งสะท้อนถึงสถานการณ์ในไทย โดยเน้นไปที่แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของไทย ซึ่งเป็นที่รู้จักท่ามกลางชาวต่างชาติอย่าง ภูเก็ต และเกาะพีพี

ซึ่งในบทความดังกล่าวแสดงความเห็นว่า ประเทศไทยนั้นอยู่ในสถานการณ์ที่ผันผวนอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากได้รับผลกระทบที่หลากหลายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นจากภัยธรรมชาติ โรคร้าย หรือความขัดแย้งภายในประเทศเอง ซึ่งแต่ละครั้งก็ย่อมมีผลต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นนั้นๆ โดยเฉพาะกับธุรกิจ

ทั้งนี้ รายได้หลักของผู้ที่อยู่ในพื้นที่ภูเก็ตและเกาะพีพีก็ล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพาการท่องเที่ยว และความเปลี่ยนแปลงหรือเหตุการณ์ต่างๆ รวมถึงความวุ่นวาย และสภาพความเป็นอยู่ในสังคม ย่อมมีผลต่อการท่องเที่ยวอยู่เสมอ

ในรายงานมองว่า ภูเก็ตได้รับผลกระทบเกือบตลอดทุกปี ไล่เรียงตั้งแต่ข่าวโรคซาร์สในช่วงปี 2545 ตามมาด้วยโรคไข้หวัดนกในปี 2546 และที่ร้ายแรงที่สุดคือเหตุการณ์สึนามิในปี 2547 ซึ่งชาวบ้านที่รอดชีวิตมาได้ก็ต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่จากศูนย์ ผู้ประกอบการอยู่ในภาวะวิกฤต จนเกิดข่าวแผ่นดินไหวในประเทศเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์ในปี 2548 อีก

แต่ทว่าเมื่อเหตุการณ์ต่างๆ ก็ดูจะเว้นว่างไปช่วงหนึ่ง พอมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวขึ้นก็ต้องมาเจอกับความวุ่นวายทางสังคม การเมือง และวิกฤตเศรษฐกิจโลกซ้ำตามมาอีก

นอกจากนี้ ผู้เขียนรายงานยังได้เล่าถึงประสบการณ์ในการเดินทางมายังภูเก็ตหลังจากที่พื้นที่ดังกล่าวได้รับการฟื้นฟูจากมหันตภัยธรรมชาติคลื่นยักษ์สึนามิว่า ทุกอย่างยังดูสวยงาม โรงแรมสร้างใหม่จำนวนมากเกิดขึ้น แต่ทว่าผู้ประกอบการกลับรู้สึกว่าทุกอย่างยังคงไม่เหมือนเดิม เพราะนักท่องเที่ยวใช้จ่ายน้อยลง

ในช่วงท้ายของรายงาน ผู้เขียนก็ยังย้ำว่าภูเก็ตและเกาะพีพีก็ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเจอกับภาวะความผันผวนและผลกระทบหรือไม่ก็ตาม

ด้านเว็บไซต์ของไฟแนนเชียลไทมส์และสำนักข่าวเอเอฟพี รายงานเรื่องกรณีที่เป็นที่กังขาในเรื่องการขนสัมภาระราว 400 กิโลกรัม จากญี่ปุ่นเข้ามาภายในไทยโดยไม่ผ่านขั้นตอนของศุลกากร และการประกาศขอลาออกของ วัลลภ พุกกะณะสุต ประธานกรรมการบริหารบริษัท การบินไทย หลังจากที่เรื่องนี้อื้อฉาวจนต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ ได้รายงานข่าวเรื่องของการอนุมัติงบประมาณจำนวน 7.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 248.7 ล้านบาท) ทุ่มให้กับกองทัพในการซื้ออาวุธและอุปกรณ์เพิ่มเติมในการจัดการจลาจล โดยในรายงานข่าวดังกล่าวมีการโยงในเรื่องของความสงบภายในประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังคาดการณ์ว่าการชุมนุมและความขัดแย้งภายในประเทศอาจจะยืดเยื้อออกไปอีกจนทำให้ต้องมีการเตรียมพร้อมรับมือ