จุดจบซาร์องค์สุดท้าย ฉากต่อฉากวันสังหารราชวงศ์โรมานอฟ

  • วันที่ 17 ก.ค. 2562 เวลา 14:21 น.
  • Exclusive

จุดจบซาร์องค์สุดท้าย ฉากต่อฉากวันสังหารราชวงศ์โรมานอฟ

 

ราชวงศ์โรมานอฟ เป็นราชวงศ์สุดท้ายของรัสเซีย ปกครองจักรวรรดิรัสเซียตั้งแต่ปี 1613-1917 และมีจุดสิ้นสุดของราชวงศ์เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 1918 หรือ 101 ปีที่แล้ว ล่าสุด Neflix ปล่อยซีรีส์เกี่ยวกับฉากสุดท้ายของราชวงศ์โรมานอฟออกมาให้ชมกันพอดิบพอดี นั่นคือเรื่อง 'The Last Czars' แต่ปรากฎว่าได้รับเสียงตอบรับในด้านลบจากชาวรัสเซียที่ชี้ถึงความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์ บิดเบือนข้อมูลอย่างน่าเกลียด (เช่น ฉากการเปลือยล่อนจ้อนและการมีเซ็กส์วิตถารของบุคคลสำคัญ) และนำเอาเรื่องที่่เป็นตำนานเล่าขานมาเล่าใหม่ราวกับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง

แล้วความจริงเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 17 กรกฎาคม 1918?

ย้อนไป 101 ปีที่แล้ว ราชวงศ์โรมานอฟซึ่งประกอบด้วย พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 พระมเหสีอเล็กซานดรา ฟอโดรอฟนา พระธิดา 4 พระองค์ คือ โอลกา นิโคเลฟนา, ทาเทียนา นิโคเลฟนา, มาเรีย นิโคเลฟนา, อานาสตาเซีย นีคาไลยีฟนา และพระโอรส คือมกุฏราชกุมารอเล็กซี ถูกบอลเชวิคสังหารหมู่อย่างเลือดเย็นที่บ้านอีปาเตียฟ ในเมืองเยคาเทรินบุร์ก และเนื่องในโอกาสครบ 1 ศตรรษกับอีก 1 ปี เราจะมาย้อนรอยเหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้แบบชั่วโมงต่อชั่วโมงกัน

ภาพถ่ายสุดท้ายของบรรดาเจ้าหญิงแห่งราชวงศ์โรมานอฟระหว่างถูกคุมตัว

หลังการโค่นล้มระบอบราชาธิปไตย พระเจ้าซาร์และราชวงศ์โรมานอฟ ถูกพวกบอลเชวิก หรือพวกคอมมิวนิสต์โซเวียตควบคุมตัวเอาไว้ที่เมืองเยคาเทรินบุร์ก เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 1918 ที่ประชุมโซเวียตแห่งภูมิภาคอูราล (หรือคณะกรรมการบริหารพรรคบอลเชวิคเขตอูราล) มีมติว่าควรดำเนินการประหารสมาชิกราชวงศ์โรมานอฟ และในวันที่ 3 กรกฎาคม มีคำสั่งมาจากมอสโกยืนยันให้ประหารชีวิตซาร์และพระบรมวงศานุวงศ์

ระหว่างนั้นพวกบอลเชวิกต้องเผชิญกับการโจมตีของฝ่ายนิยมซาร์ หรือพวกเมนเชวิก วันที่ 16 กรกฎาคม โซเวียตแห่งภูมิภาคอูราลได้รับแจ้งว่ากองทัพบอลเชวิกต้องล่าถอยในทุกแนวรบ และจำเป็นต้องกำจัดสมาชิกราชวงศ์โรมานอฟอย่างเร่งด่วน จึงโทรเลขแจ้งเลนินที่กรุงมอสโก เมื่อเวลา 6:00 น. แม้ไม่มีบันทึกว่าเลนินตอบมาว่าอย่างไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาน่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า คำตอบคือการประหาร

ที่บ้านอีปาเตียฟ ในเมืองเยคาเทรินบุร์ก

• วันที่ 16 ก.ค. 1918

เวลา 11.30 น.

หลังจากนำตัวราชวงศ์โรมานอฟมายังบ้านกักกันพิเศษ คาคอฟ ยูรอฟสกี จากพรรคบอลเชวิค ซึ่งเป็นผู้บัญชาการที่บ้านหลังนี้ ได้สั่งให้สมาชิกราชวงศ์ทำกิจวัตรประจำวันตามปกติเพื่อไม่ให้ใครคนใดคนหนึ่งสงสัยว่ากำลังจะมีภัยมาเยือน โดยพระราชธิดาโอลกาและพระมารดาได้ใช้เวลาว่างแอบเก็บของมีค่า เพชรนิลจินดาต่างๆ ไว้ในเครื่องแต่งกาย เพื่อเป็นหลักประกันว่าครอบครัวจะไม่ต้องอดตายในการย้ายที่อยู่ครั้งหน้า

เวลา 12.30 น.

คาคอฟ ยูรอฟสกี บอกกับลูกน้องของเขาว่าจะสังหารหมู่ราชวงศ์โรมานอฟในวันนี้ เขาเลือกมือสังหารมา 11 คน ให้พอดีกับจำนวนคนที่จะถูกสังหาร โดยคนที่จะถูกสังหารรวมถึงแพทย์ประจำราชวงศ์ คนทำครัว แม่บ้าน และคนใช้ด้วย ยูรอฟสกีเลือกสถานที่จะทำการสังหารที่ห้องใต้ดินของบ้าน เพราะเก็บเสียงปืนได้ดี และสามารถทำความสะอาดคราบเลือดเจิ่งนองได้ง่าย โดยได้ว่าจ้างวาน ปีเตอร์ เออร์มาคอฟ ให้ทำหน้าที่ทำลายศพ ซึ่งเออร์มาคอฟเป็นโจรปล้นธนาคารที่เคยติดคุกในยุคของพระเจ้าซาร์นิโคลัสนาน 9 ปี และคาดว่าน่าจะมีความแค้นกับพระเจ้าซาร์ ในฐานะผู้นำบ้านเมืองที่เคยลงโทษเขามาก่อน

เวลา 20.00 น.

ทหารบอลเชวิคเตรียมปืนพกให้พร้อมแทนปืนไรเฟิลที่เสียงดังและเป็นที่สังเกตเห็นได้ง่าย พวกเขาไม่อยากให้เป้าหมายตื่นตูมไปก่อน

เวลา 22.00 น.

ยูรอฟสกีวิตกกังวลว่ารถขนศพจะมาถึงเมื่อไหร่ เพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงพระอาทิตย์ก็จะขึ้น และอาจมีคนเห็นได้ จึงกระวนกระวายที่จะต้องทำภารกิจให้เสร็จก่อนรุ่งสาง

เวลา 22.15 น.

พระมเหสีอเล็กซานดรา ฟอโดรอฟนา เขียนบันทึกประจำวันตามปกติ ใจความว่า “เข้านอนอุณหภูมิ 15 องศาฯ” โดยพระองค์ยังได้เขียนวันที่ของวันพรุ่งนี้เผื่อไว้ด้วย ถึงแม้มันจะไม่มีวันพรุ่งนี้สำหรับพระองค์และครอบครัวก็ตาม

ห้องใต้ถุนบ้านที่ราชวงศ์โรมานอฟถูกสำเร็จโทษ

• วันที่ 17 ก.ค. 1918

เวลา 02.15 น.

เมื่อรถขนศพมาทันกำหนด ยูรอฟสกีจึงบอกให้แพทย์ประจำราชวงศ์ไปปลุกสมาชิกราชวงศ์ และบอกว่าทุกคนต้องย้ายไปพักที่อื่นเนื่องจากมีการจลาจลกลางเมือง โดยทุกคนแต่งพระองค์และถูกลำเลียงตัวมาที่ห้องใต้ดิน พระธิดาทั้ง 4 มีอาการยิ้มแย้มและร่าเริงที่จะได้ย้ายที่อยู่ ทุกคนยังไม่ทราบในชะตากรรมที่กำลังต้องเผชิญ

เวลา 02.25 น.

ยูรอฟสกีเริ่มต้นอ่านการตัดสินใจของคณะกรรมการบริหารพรรคบอลเชวิคเขตอูราล ที่ตัดสินว่าทุกคนในราชวงศ์โรมานอฟต้องถูกประหาร ท่ามกลางความงุนงงของทุกคน พระเจ้าซาร์นิโคลัสถามขึ้นมาว่า “อะไรนะ อะไรนะ” แล้วหันมองสมาชิกในครอบครัว ก่อนที่พระองค์จะถูกยิงสวรรคตในทันทีโดยกระสุนเข้าที่บั้นพระองค์และที่พระอุระอย่างน้อย 3 นัด พระนางอเล็กซานดรา และแกรนด์ดัชเชสโอลกาพยายามที่ตะสวดอ้อนวอนพระเจ้า แต่ไม่ทันการณ์ หลังจากนั้นทุกพระองค์พยายามหนี กรีดร้อง แต่ก็ไม่เป็นผล พระนางอเล็กซานดร้าถูกยิงเข้าที่พระเศียร เจ้าหญิงมาเรียที่พยายามหนีไปที่ประตูถูกยิงเข้าที่บั้นพระองค์ สมาชิกในราชวงศ์ทุกพระองค์ถูกยิงสิ้นพระชนม์ทั้งหมดโดยมือสังหารที่สาดกระสุนอย่างโกลาหล และยังลั่นกระสุนใส่ร่างต่อไปเพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนตายสนิท

มกุฏราชกุมารที่นั่งตกตะลึงไม่ไปไหน ถูกกราดยิงอย่างเหี้ยมโหดจนกระสุนหมดแมกกาซีน เจ้าหญิงทาเทียนา, ถูกยิงเข้าที่ด้านหลังพระเศียร เจ้าหญิงอนาสตาเซียเป็นรายสุดท้ายที่สิ้นพระชนม์ เพราะในครั้งแรกมือสังหารยิงไม่เข้า เนื่องจากฉลองพระองค์มีเพชรเก็บซ่อนไว้หนักหลายปอนด์ ซึ่งเพชรมีความแข็งแกร่งมาช่วยป้องกันกระสุนได้ในระบหนึ่ง แต่สุดท้ายเจ้าหญิงก็ถูกยิงและแทงซ้ำด้วยดาบปลายปืนสิ้นพระชนม์ ทว่า การที่เจ้าหญิงอนาสตาเซียถูกยิงแต่ไม่สิ้นพระชนม์ในทันที ทำให้มีผู้แต่งเรื่งสวมรอยในภายหลังว่าเป็นเจ้าหญิงที่รอดชีวิตจากการสังหารหมู่

หลังจากนั้นมือสังหารทำการปล้นทรัพย์สินจากพระศพ และบางคนยังกระทำอนาจารด้วยการสัมผัสลูบคลำและกล่าววาจาล่วงเกินทางเพศต่อพระศพของพระนางอเล็กซานดรา

หนึ่งในมือสังหารชื่อ ปีเตอร์ เออร์มาคอฟ

• วันที่ 19 ก.ค. 1918

หลังจากตรวจสอบสถานที่กำจัดพระศพเมื่อวันที่ 18 พระศพของทุกพระองค์ถูกขนขึ้นรถก่อนนำไปทำลายโดยการฝังและอำพรางบนอุโมงค์เหมือง ถนนคอพท์ยาคี แต่ต่อมาถูกบอลเชวิคนำออกมาเผา ราดซ้ำด้วยกรด และเคลื่อนย้ายไปฝังไว้ในที่ปิดลับ ส่วนยูรอฟสกีได้กำชับให้ลูกน้องทุกคนที่ร่วมปฏิบัติการนี้ไม่ให้พูดเรื่องนี้กับใคร และให้ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นให้หมด การทำลายพระศพเสร็จสิ้นเมื่อเวลา 6:00 น.

วันเดียวกันนั้่น รัฐบาลบอลเชวิกที่กรุงมอสโก ประกาศยึดพระราชทรัพย์ทั้งหมดของราชวงศ์โรมานอฟ และประกาศข่าวการประหาร

เรื่องอื่นๆที่คุณอาจสนใจ

Yengo Premium

ข่าวอื่นๆ