ความเฟี้ยวที่นำไปสู่ความล้มเหลว ชินอิจิ นิชิคุโบะ ผู้เคยถูกเรียกว่าอัจฉริยะผู้บ้าบิ่น
เปิดเส้นทางของคนที่เคยโดดเด่นถึงขีดสุด สู่ชื่อที่ไม่มีใครเอ่ยถึงในวงการธุรกิจอีกเลย
เปิดเส้นทางของคนที่เคยโดดเด่นถึงขีดสุด สู่ชื่อที่ไม่มีใครเอ่ยถึงในวงการธุรกิจอีกเลย
ว่ากันว่ามีเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างความเป็นอัจฉริยะกับความเป็นคนสติไม่สมประกอบ แต่จริงๆ แล้วคำกล่าวนี้ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะคนอัจฉริยะมักมีความคิดที่ปราดเปรื่องไม่เหมือนคนทั่วไป ทำให้ง่ายต่อการถูกมองว่าเป็นตัวประหลาด ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เขาเหล่านั้นอาจกำลังคิดค้นหนทางที่เป็นประโยชน์มหาศาลอยู่ก็เป็นได้
นอกจากท่าทีของอัจฉริยะที่ดูแปลกๆ แต่ก่อประโยชน์โพดผลแล้ว บางครั้งความบ้าบิ่นก็สร้างผลลัพธ์ด้านบวกอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ตัวอย่างที่เห็นค่อนข้างชัดเจนในวงการธุรกิจคือ ริชาร์ด แบรนสัน แห่งเครือเวอร์จิ้น ที่มักทำอะไรแผลงๆ อยู่เสมอจนดูเหมือนทีเล่นทีจริงเกินไป แต่กลายเป็นว่าท่าทีเช่นนี้เป็นการ “เรียกแขก” ดึงความสนใจของผู้คนได้อย่างล้นหลาม
ในวงการธุรกิจการบินไม่ได้มีอัจฉริยะที่บ้าบิ่นเพียงคนเดียว แต่ยังมีอีกหนึ่งคนที่เป็นนักสร้างเซอร์ไพรส์จากแดนอาทิตย์อุทัยที่มีนามว่า ชินอิจิ นิชิคุโบะ
นิชิคุโบะไม่ได้สร้างชื่อเสียงในอุตสาหกรรมการบินมาตั้งแต่ต้น เขาผู้นี้ประสบความสำเร็จจากธุรกิจด้านอื่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพียงแต่ “ทุนเดิม” ที่ว่านี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบิน เขาจึงถูกจับตามองด้วยความฉงนฉงายว่า เหตุใดจึงมาจับงานด้านนี้ แล้วจะไปได้สวยหรือไม่
นิชิคุโบะเป็นชาวเมืองโกเบโดยกำเนิด เกิดเมื่อปี 1955 สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยโกเบเมื่อปี 1978 แล้วเริ่มต้นชีวิตการทำงานกับบริษัทผู้ผลิตอะไหล่ “ไดโดะ” (Daido Corporation) จากนั้นเข้าทำงานในบริษัทสีสังเคราะห์ชั้นนำของประเทศ แต่แล้วก็ลาออกไปเพราะเห็นว่าคงไม่มีอนาคตในด้านนี้
ต่อมา เขากลับไปร่ำเรียนอีกครั้งเมื่อปี 1985 ทั้งที่เข้าวัย 30 ปีแล้ว คราวนี้เบนเข็มไปเอาดีด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยโกเบอีกเช่นกัน (จะเห็นได้ว่านิชิคุโบะมีความผูกพันกับเมืองโกเบอย่างมาก)
ในเวลาต่อมา เขาร่วมงานกับบริษัท มาสเตอร์เน็ต (Masternet) รวมถึงบริษัทด้านเทคโนโลยีชั้นนำอื่นๆ ในฐานะผู้บริหารระดับสูง อาทิ ซีเน็ต (C-NET) และเอพซิลอน (Epsilon) จนมีชื่อเสียงในฐานะยักษ์ใหญ่แห่งวงการอินเทอร์เน็ตคนหนึ่งของญี่ปุ่น
แต่ที่สร้างฐานะและรากฐานความยิ่งใหญ่ให้กับเขาในวงการอินเทอร์เน็ตมากที่สุดคือ ตำแหน่งผู้บริหารของซีโร อิงค์ (Zero Inc) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อุตสาหกรรมแนสแดคในนิวยอร์ก และเจ้าตัวนั่งตำแหน่งประธานจนถึงปี 2002
ครั้นเมื่อถึงปี 2003 นิชิคุโบะสร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ด้วยการสลัดตัวจากวงการอินเทอร์เน็ตเสียอย่างนั้น แล้วก็กลายร่างเป็นไทคูนวงการการบิน ด้วยการซื้อหุ้นของสายการบินโลว์คอสต์สกายมาร์ก (Skymark) กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และที่ปรึกษาของสายการบิน จนกระทั่งในปี 2009 เขายังช่วงชิงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารมาครอง
หลังจากนั้น สายการบินนี้ก็อยู่ภายใต้การบังคับหางเสือโดยนิชิคุโบะเรื่อยมา
นิชิคุโบะทำให้สายการบินที่ค่อนข้าง “โนเนม” อยู่ในความสนใจของสาธารณชนด้วยการขยันผลักดันโปรเจกต์ทั้งจริงๆ จังๆ และทีเล่นทีจริง แม้บางครั้งจะเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อย แต่ในทางธุรกิจแล้วถือเป็นกลยุทธ์ชั้นทีเด็ดไม่ผิดอะไรกับไม้ตายของ ริชาร์ด แบรนสัน
กลยุทธ์ของนิชิคุโบะที่ดันสกายมาร์กให้อยู่ในความสนใจก็คือ การยกระดับคุณภาพสายการบินจากมุ่งตลาดในประเทศ ไปจุดหมายปลายทางต่างประเทศอย่างเหนือความคาดหมาย
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังประกาศเปิดเส้นทางระหว่างประเทศทับเส้นทางสายการบินใหญ่ๆ พร้อมด้วยบริการระดับพรีเมี่ยมในราคาโลวคอสต์ โปรเจกต์นี้เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย
แต่ที่แรงที่สุดเห็นจะเป็นการประกาศซื้อฝูงบิน A380 จากบริษัทแอร์บัส นับเป็นสายการบินแรกของญี่ปุ่นที่กล้าสั่งซื้อ เพราะธุรกิจเดินอากาศในญี่ปุ่นกำลังย่ำแย่เต็มที
นอกจากนี้ ยังมีสีสัน “เล็กๆ น้อยๆ” อย่างการเปิดตัวเครื่องแบบแอร์โฮสเตส ที่ถูกวิจารณ์ว่ากระโปรงดูสั้น วาบหวิวเกินไป แต่ปรากฏว่าหลังจากมีข่าวนี้คนยิ่งสนใจสายการบินของเขา
แน่ละว่ากลยุทธ์นี้อาจเป็นการเน้นโหมโฆษณาเกินจริงและเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของสาธารณชนมากเกินไป ในแง่มุมด้านจรรยาบรรณอาจเป็นที่น่ากังขา แต่ในแง่มุมของคนทำธุรกิจถือเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
ไม่น่าแปลกใจที่ ชินอิจิ นิชิคุโบะ จะถูกเรียกว่าเป็นอัจฉริยะคนหนึ่งของวงการ
อย่างไรก็ตาม ความเป็นอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยความบ้าบิ่น ไม่ได้นำไปสู่ความสำเร็จเสมอไป และไม่ใช่ทุกคนที่เลียนแบบ ริชาร์ด แบรนสันได้ (แถมทุกวันนี้ชื่อของแบรนสันยังเงียบหายไปจากสังคมโลกมาพักใหญ่ๆ แล้ว)
ในเวลาไม่นาน สกายมาร์กที่เริ่มต้นด้วยความเฟี้ยว ก็เริ่มที่จะพบกับความง่อนแง่น จนกระทั่งแผนที่วางไว้เสียดิบดีต้องพับลงกลางคัน โดยประกาศระงับแผนสั่งซื้อ A380 จากบริษัทแอร์บัส แถมนิชิคุโบะยังบ่นด้วยว่าสายการบินไม่ได้รับโอกาสให้แก้ไขสัญญาเสียอีก และในที่สุดแอร์บัสก็ระงับสัญยาซื้อขายด้วยการส่งแฟกซ์มาแจ้งเท่านั้น และต่อมายังฟ้องร้องสกายมาร์กอีกด้วยวงเงินค่าเสียหายที่สูงถึง 70,000 ล้านเยน
ตอนนี้ ชินอิจิ นิชิคุโบะ ที่เคยดูเท่ในสายตาชาวโลก กำลังจะกลายเป็นคนล้มเหลว และเป็นคนที่ทำให้สายการบินล่มสลายไปกับตา
ในที่สุดในเดือนมกราคม 2015 สกายมาร์กก็ประกาศยื่นล้มละลาย และ ชินอิจิ นิชิคุโบะ ประกาศก้าวลงจากตำแหน่ง
นี่คือความรุ่งโรจน์และร่วงโรยของซีอีโอผู้หวือหวา คือจุดจบของชายที่ถูกเรียกว่า Richard Branson of Japan หรือ Tony Fernandes of Japan
อะไรคือสาเหตุของความดังและดับอย่างรวดเร็ว น่าจะเป็นกรณีศึกษาที่ธุรกิจทั้งหลายควรจะเรียนรู้เอาไว้
Financial Times เรียกว่า เป็นการขยายธุรกิจอย่างไม่ลืมใหูลืมตา (reckless expansion) และโคว้ตคำพูดของเขาที่เคยให้สัมภาษณ์เมื่อหลายปีก่อนกับ Geoffrey Tudor ว่า "ผมเป็นคนบ้า"
ไม่มีใครรู้ว่าทำไมนิชิคุโบะรวยสุดๆ ถึงคิดจะฟื้นธุรกิจที่กำลังดิ่งเหวด้วยเงินมหาศาลจากกระเป๋าของเขาเอง แน่นอนว่าเขาอาจจะหวังว่าสายการบนินนี้จะเติบโตเหมือน Virgin หรือ AirAsia แต่มันเป็นการ "เดิมพัน" บทความวิเคราะห์ของ Financial Times บอกว่า เรามีความยึดมั่นมากเกินไปกับความรับผิดชอบที่จะต้องพาสายการบินให้ไปตลอดรอดฝั่ง
แทนที่จะสละมันเมื่อถึงเวลาอันควร หรือปลงกับชะตากรรมที่เข็ญไม่ขึ้น เขากลับฝืนทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จนกลายเป็น fatal mistake หรือ ความผิดพลาดที่ถึงแก่ชีวิต
สกายมาร์กถึงแก่ชีวิตด้วยการยื่นล้มละลาย แต่กลับมาให้บริการได้ในเวลาไม่นานนัก ส่วน ชินอิจิ นิชิคุโบะ หายลับไปจากวงการ ไม่มีใครเอ่ยถึงเขาในฐานะนักธุรกิจผู้โดดเด่นอีกเลย


