ไต้หวันเล็งลดโควต้าฟรีวีซ่านทท.ไทย

  • วันที่ 01 ก.ย. 2561 เวลา 16:59 น.

ไต้หวันเล็งลดโควต้าฟรีวีซ่านทท.ไทย

แก้ปมหญิงไทยค้าบริการ ไต้หวันพิจารณาปรับลดโควต้าฟรีวีซ่าเหลือ 2 ครั้งต่อปี

จากนโยบายมุ่งลงใต้ของรัฐบาลไต้หวันชุดนี้ภายใต้การนำของประธานาธิบดี ไช่ อิงเหวิน ผู้นำหญิงไต้หวัน ส่งผลให้ทางการไต้หวันผ่อนปรนวีซ่าให้แก่นักเดินทางจากประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทยให้สามารถเดินทางเข้าไต้หวันได้ง่ายขึ้น แต่จากนโยบายดังกล่าวก็ส่งผลให้รัฐบาลไต้หวันพบปัญหาการเดินทางเข้าทำงานและอยู่เกินระยะเวลาอย่างผิดกฎหมายเพิ่มขึ้นเช่นกัน

 

 

โดยล่าสุด (1 ก.ย.) ไต้หวันนิวส์รายงานว่า รัฐบาลไต้หวันเตรียมพิจารณาจำกัดจำนวนครั้งที่นักท่องเที่ยวจากประเทศไทย ฟิลิปปินส์ และบรูไน สามารถเดินทางเข้าประเทศ จาก 6 ครั้ง เหลือ 2 ครั้งต่อปี หลังพบปัญหาขายบริการทางเพศเพิ่มขึ้น

 

ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน

 

โดยรายงานระบุว่านาย Chang Jing-sen รัฐมนตรีลอยของไต้หวัน (Minister Without Portfolio) ได้เปิดเผยหลังการประชุมเพื่อทบทวนนโยบายการยกเว้นวีซ่าเมื่อวันศุกร์ว่า ในช่วงสองปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ที่ไต้หวันมีนโยบายยกเว้นวีซ่า ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวจากประเทศไทย บรูไน และฟิลิปปินส์เดินทางเข้าไต้หวันแล้วกว่า 410,000 ราย

 

ภาพ : EPA

 

โดยพบว่าในจำนวนนักท่องเที่ยวจากทั้งสามชาตินี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าประเวณีในไต้หวัน ประกอบกับก่อนหน้านี้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมามีรายงานว่า หญิงไทยรายหนึ่งเดินทางเข้าไปขายบริการทางเพศที่เมืองไถหนานทั้งที่ตนเองติดเชื้อเอชไอวี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : https://www.posttoday.com/

 

นาย Chang ยังระบุว่าช่วงสองปีที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศไทยเพิ่มขึ้นราว 95% ขณะที่นักท่องเที่ยวจากฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นราว 48.5%

อย่างไรก็ดีเมื่อเดือนวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมารัฐบาลไต้หวันได้ต่ออายุนโยบายวีซ่าฟรีแก่ผู้ที่ถือพาสปอร์ตไทยประจำปี 2018 แต่ลดจำนวนลงจากก่อนหน้าที่สามารถพำนักได้ 30 วัน เหลือ 14 วัน

 

 

และเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว รัฐบาลไต้หวันกำลังจะพิจารณาลดจำนวนครั้งการตรวจลงตราวีซ่าแก่นักท่องเที่ยวจากทั้งสามชาตินี้ที่เดินทางเข้าประเทศโดยใช้วิธียกเว้นวีซ่า จากเดิมที่สามารถเดินทางเข้าไต้หวันได้ไม่เกิน 6 ครั้งต่อปี เหลือเพียง 2 ครั้งต่อปี พร้อมทั้งจะเข้มงวดในการคัดกรองและติดตามนักเดินทางที่"มีความเสี่ยง"ด้วยเช่นกัน

ที่มา : https://www.taiwannews.com.tw/

 

 

 

ข่าวอื่นๆ