"ดาร์กไซด์"ของเมืองในฝัน

  • วันที่ 15 ส.ค. 2561 เวลา 21:35 น.

"ดาร์กไซด์"ของเมืองในฝัน

ผลสำรวจพบว่า หลายชีวิตในโตเกียวและฮ่องกงต้องอาศัยหลับในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด เพื่อหวังประหยัดค่าครองชีพ

ศูนย์วิจัยอีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต หรือ EIU ในเครือของนิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์ ของอังกฤษ จัดอันดับเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกของปี 2018 โดยในปีนี้เมลเบิร์น ออสเตรเลีย ได้เสียแชมป์ให้กับคู่แข่งที่ตามเบียดติดๆ มาทุกปีอย่าง เวียนนา ประเทศออสเตรีย ส่วนเมืองที่ไม่น่าอยู่ที่สุดในโลกตกเป็นของเมืองดามัสกัสในซีเรีย

โดยการจัดอันดับนี้ ประเมินจากปัจจัยต่างๆ ทั้งเสถียรภาพทางการเมืองและสังคม ความมั่นคง สิ่งแวดล้อม ปัญหาอาชญากรรม การศึกษา และการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข ซึ่งกรุงเทพมหานครถูกจัดอยู่ในเมืองน่าอยู่อันดับที่ 98 จากทั้งหมด 140 ประเทศ เป็นอันดับที่ 3 ในอาเซียน รองจากสิงคโปร์ และกัวลาลัมเปอร์

ทั้งนี้ มีบางประเทศที่อันดับร่วงลงหรือสูงขึ้น อันมาจากสาเหตุหลายประการ อย่างการเปลี่ยนแปลงอันดับที่ฮือฮาในปีนี้คือ การที่ฮ่องกงขยับขึ้นหลายอันดับจนเบียดสิงคโปร์ร่วงไปเป็นอันดับที่ 37 ในปีนี้ ขณะที่ฮ่องกงมาครองอันดับที่ 35 แทน ส่วนประเทศในเอเชียที่ได้อันดับสูงที่สุดคือ โอซากา ประเทศญี่ปุ่น ที่อยู่ในอันดับ 3 นั่นเอง

ถึงแม้ว่าจะได้อันดับสูง แต่หลายคนอาจจะยังตั้งคำถามว่า เมืองในเอเชียที่มีประชากรหนาแน่นพร้อมค่าครองชีพสูงลิ่วอย่าง โตเกียว ที่ได้อันดับ 7 และฮ่องกง จัดเป็นเมืองที่น่าใช้ชีวิตอยู่จริงๆ หรือเป็นเมืองที่เหมาะชมความสวยงามของสถานที่และวัฒนธรรมเพียงประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น

ฮ่องกงและโตเกียวนั้น ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ค่าครองชีพสูงมาก ทำให้ที่ดินหรือที่พักอาศัยมีราคาสูงตามไปด้วย ดังนั้น หากจะมีบ้านหลังใหญ่โตสักหลังในเมืองเหล่านี้ แปลว่าคุณต้องรวยมหาศาล โดยประชาชนที่มีรายได้ต่ำ หรือผู้ใช้แรงงานหลายรายในฮ่องกงนั้นเลือกที่จะอาศัยอยู่ในห้องหรือช่องเล็กๆ ขนาดไม่ต่างกับโลงศพมากนัก และผู้สูงอายุหลายคนที่อาศัยตัวคนเดียวเลือกที่จะอยู่ในกรงคล้ายกรงสุนัขที่ซ้อนๆ กันหลายชั้น เพื่อที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายและประหยัดพื้นที่ แต่ถึงอย่างนั้นค่าเช่าพื้นที่สุดแคบเหล่านี้ ก็มักมีราคาสูงเกินหมื่นบาทต่อเดือน

เพราะความเป็นอยู่ที่แออัดและรายจ่ายที่สูงย้อนแย้งกับรายรับ หลายชีวิตในโตเกียวและฮ่องกงจึงหันไปเลือกที่จะพักผ่อนในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดแทน จนกลายเป็นนิยามคำว่า Mcrefugee เพื่อใช้เรียกกลุ่มคนที่นอนค้างในร้านแมคโดนัลด์นั่นเอง โดยมีผู้คนจำนวนมากเลือกที่จะฟุบหลับกับโต๊ะหรือนอนลงบนเก้าอี้ในร้านแมคโดนัลด์สาขาที่เปิด 24 ชม.

องค์กรอิสระไม่แสวงผลกำไรนานาชาติ หรือ JCI ได้ทำการสำรวจเรื่องนี้ และพบว่าความจริงแล้ว 70% ของ Mcrefugee ในฮ่องกง มีที่พักอยู่แล้ว และไม่ใช่คนไร้บ้าน เพียงแต่หลายคนมีปัญหาส่วนตัวทำให้ไม่อยากกลับบ้าน และอีกกลายคนเลือกที่จะอยู่ที่แมคโดนัลด์เพราะอยากประหยัดค่าไฟ

ส่วนคนไร้บ้านอีก 30% ที่เหลือ อาจต้องมานอนเอาแรงในร้านฟาสต์ฟู้ด เพราะการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในฮ่องกงนั้นแฝงไปด้วยเจตนาของรัฐบาลที่ไม่ต้องการให้พื้นที่สาธารณะกลายเป็นที่อยู่ของคนไร้บ้าน หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าตามพื้นที่ว่างใต้ชายคามักจะมีเสาเรียงราย และเก้าอี้ตามสวนสาธารณะมักจะมีที่กั้นเพื่อป้องกันการนอนยาวของคนไร้บ้าน อันเป็นการแสดงออกถึงความยากไร้และช่องว่างทางสังคม

ถึงแม้ว่ารัฐบาลฮ่องกงจะมีมาตรการแก้ไขปัญหาประชาชนไร้ที่อยู่ หรือมีที่อยู่ที่ไม่ได้มาตรฐาน ด้วยการเพิ่มบ้านให้ประชาชน 280,000 หลัง ภายในปี 2027 แต่ต่อจากนี้ไปเป็นสิบปี ประชาชนจำนวนมากก็ยังคงต้องดิ้นรนสู้ความเป็นอยู่ที่ตรากตรำเช่นที่เป็นอยู่นี้ แล้วแบบนี้เราจะยังถือว่าเมืองเหล่านี้ยังเป็นเมืองที่น่าอยู่อยู่หรือไม่

ภาพ เอเอฟพี

ที่มา www.m2fnews.com

 

ข่าวอื่นๆ