"วิชาแห่งความตาย" บทเรียนใหม่ที่ใกล้ตัว

  • วันที่ 22 ก.ค. 2561 เวลา 10:34 น.

"วิชาแห่งความตาย" บทเรียนใหม่ที่ใกล้ตัว

"ออสเตรเลีย"เริ่มสอน "วิชาแห่งความตาย"ในโรงเรียนเพื่อหวังให้เด็กๆรับมือกับช่วงเวลาอันยากลำบากในครอบครัวตัวเองได้

***********************

โดย....ชลทิพย์ สุริสาร

เมื่อนึกถึงคำว่า “ความตาย” คนส่วนใหญ่คงรู้สึกหดหู่และหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึง ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ความตายนั้นเป็นเรื่องใกล้ตัวและเกี่ยวข้องกับเราในทุกช่วงเวลาของชีวิต บางคนต้องเผชิญกับการสูญเสียคนที่รักตั้งแต่เยาว์วัย ขณะที่บางคนยังไม่มีประสบการณ์สูญเสียคนที่รัก ในเมื่อแต่ละคนมีประสบการณ์ที่ต่างกัน แต่ในท้ายที่สุดทุกคนก็จะต้องเผชิญกับความตายเหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ “วิชาแห่งความตาย” จึงเกิดขึ้น เพื่อให้สามารถเตรียมใจและเตรียมตัวรับมือกับช่วงเวลาอันยากลำบากในครอบครัวตัวเองได้

บีบีซี รายงานว่า ประเทศออสเตรเลีย หนึ่งในประเทศพัฒนาแล้วและมีความก้าวหน้าทางการแพทย์สูงนั้นกำลังประสบกับปัญหาภาวะสังคมผู้สูงอายุที่กำลังคืบคลานเข้ามา สมาคมการแพทย์ออสเตรเลียแห่งรัฐควีนส์แลนด์ (AMAQ) จึงได้ผุดข้อเสนอให้มีการเรียนการสอนวิชาแห่งความตายสำหรับโรงเรียนในรัฐควีนส์แลนด์เป็นครั้งแรก

ทำไมเด็กๆ จึงต้องเรียน

การแพทย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้นในทุกวันนี้ และการที่ออสเตรเลียขยับเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้มีครอบครัวจำนวนมากขึ้นต้องเผชิญกับคำถามว่าจะรับมือกับช่วงเวลาสุดท้ายของผู้สูงอายุในบ้านอย่างไร

AMAQ ให้เหตุผลว่า การที่เด็กๆ และคนในวัยหนุ่มสาวได้เรียนวิชาแห่งความตายจะทำให้เริ่มเกิดความคุ้นชินต่อการพูดคุยเรื่องเหล่านี้ที่ถือเป็น “เรื่องต้องห้าม” อย่างหนึ่งได้มากขึ้น และไม่กลัวเมื่อถึงเวลาที่ต้องพูดเกี่ยวกับเรื่องวาระสุดท้ายของชีวิต

ในสังคมตะวันตกเองนั้น หลายครอบครัวยังมองว่าการพูดเรื่องความตายเป็นเรื่องต้องห้าม และจะพูดคุยก็ต่อเมื่อต้องเผชิญหน้ากับช่วงเวลานั้นโดยตรง บ่อยครั้งคนหนุ่มสาวไม่ได้ถูกสอนให้เตรียมรับมือกับการตัดสินใจช่วงที่ครอบครัวกำลังเผชิญเวลายากลำบาก แม้แต่ในโรงพยาบาลเอง แพทย์ก็มักเลี่ยงที่จะพูดตรงๆ กับญาติเมื่อคนไข้อยู่ในสภาวะวิกฤตและเสี่ยงต่อการเสียชีวิต

นพ.ริชาร์ด คิดด์ ประธานแผนกแพทย์เวชกรรมของ AMAQ กล่าวว่า ในบางครั้งคนหนุ่มสาวอาจตกอยู่ในภาวะที่ต้องเป็นผู้ตัดสินใจชี้ “ความเป็นความตาย” ของคนในครอบครัวในช่วงสุดท้ายของชีวิตอย่างไร ซึ่งตนเองเคยพบคนหนุ่มสาวที่แม้จะมีอายุเพียง 21 ปีเท่านั้น แต่ก็ต้องรับบทที่น่าหนักใจนี้แล้ว แต่การขาดความรู้ที่ดีพอทำให้ยากต่อการตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรให้คนที่ตนเองรักมีความสุขได้มากที่สุดในช่วงสุดท้ายของชีวิต โดยที่เป็นไปตามกรอบของกฎหมายด้วย

บรรดาแพทย์ออสเตรเลียให้ความเห็นว่า หากมีการสอนที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการรับมือความตาย ไปจนถึงเรื่องข้อกฎหมายและหลักจริยธรรมเรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Palliative Care) และการการุณยฆาต (Euthanasia) จะช่วยให้ทุกคนมีความรู้เพียงพอในการตัดสินใจเมื่อถึงเวลาที่จะต้องชี้เป็นชี้ตายให้กับคนที่เรารัก และมองความตายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น

“วิชาแห่งความตาย”เป็นอย่างไร

การสอนวิชาแห่งความตายอาจขึ้นอยู่กับระดับอายุหรือช่วงวัยของผู้เรียน หากเป็นกลุ่มวัยรุ่นหรือเด็กโตขึ้นไปก็สามารถสอนให้รู้นิยามของคำว่า สมรรถภาพทางกายภาพและทางจิตใจในทางกฎหมาย นอกจากนี้ยังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้กระบวนการขอความยินยอมและการวางแผนในการดูแลผู้ป่วยของคนในครอบครัวล่วงหน้า ยิ่งไปกว่านั้นคนในวัยหนุ่มสาวจะเข้าใจกระบวนการต่างๆ ก่อนที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิต โดยการเรียนเรื่องความตายสามารถแทรกอยู่กับวิชาชีววิทยา การแพทย์ ศีลธรรม และกฎหมายได้

ดังนั้น วิชาแห่งความตายจึงจำเป็นสำหรับการเตรียมพร้อมให้คนวัยหนุ่มสาว เพื่อที่พวกเขาจะได้กล้าเปิดบทสนทนาเรื่องนี้กับคนในครอบครัว และรู้จักพวกเขาให้มากที่สุด โดยในยามที่ผู้ป่วยไม่สามารถตัดสินใจได้ คนวัยหนุ่มสาวเหล่านี้จะสามารถตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ ออสเตรเลียไม่ใช่ประเทศแรกที่เสนอให้มีการเรียนการสอนวิชาแห่งความตายในชั้นเรียน ในปี 2013 ประเทศอังกฤษได้บรรจุวิชาแห่งความตายที่สอนให้นักเรียนที่มีอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป เรียนรู้วิธีการรับมือเมื่อเกิดความสูญเสีย โดยหลักสูตรจะมีการปรับให้เหมาะสมกับเด็ก

หลักสูตรวิชาแห่งความตายของประเทศอังกฤษจะสอนผ่านตัวอย่างเหตุการณ์จำลองการตายของช้าง โดยครูจะอธิบายให้นักเรียนเข้าใจถึงความหมายของคำว่า ความเสียใจ โดยแสดงให้เห็นว่า เมื่อไรก็ตามที่มีช้างตาย 1 ตัว ช้างที่เหลือในโขลงเดียวกันจะเศร้า รวมกลุ่มกันล้อมรอบช้างตัวที่ตาย และอาลัยอาวรณ์ไม่อยากจากช้างตัวที่ตายไป

โจนาธาน เพอรี่ ครูใหญ่โรงเรียนแลมบรูค ประเทศอังกฤษ โรงเรียนที่เริ่มสอนวิชาแห่งความตายเพื่อให้นักเรียนเตรียมรับมือกับความเสียใจ ได้สร้างสถานการณ์จำลองให้มีเหตุการณ์น่าเศร้าเกิดขึ้น ผลปรากฏว่านักเรียนที่เรียนวิชาดังกล่าวรับมือกับความเสียใจได้ดีและไม่ร้องไห้ ขณะที่ผู้ใหญ่ที่ไม่ได้เรียนนั้นเสียน้ำตามากกว่า

ส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม

เมื่อเอ่ยถึงคำว่า “ความตาย” ในแต่ละประเทศจะมีความรู้สึกและการแสดงออกที่แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ เช่น ประเทศเม็กซิโก ที่ยอมรับวัฏสงสารได้ดีถึงขั้นมีการเฉลิมฉลองเทศกาล “วันแห่งความตาย” (Day of the Dead) ซึ่งสืบต่อกันมาเป็นเวลานาน โดยชาวเม็กซิกันเชื่อว่า วันที่ 1-2 พ.ย.ของแต่ละปีนั้น จะเป็นวันที่คนรักซึ่งล่วงลับไปแล้วกลับมาเยี่ยมบ้าน จึงใช้โอกาสนี้รำลึกถึงเหล่าคนที่จากไปแล้วด้วยความสนุกสนานรื่นเริง และจะแต่งกายด้วยของใช้ส่วนตัวของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งเทศกาลนี้ยังมีการเฉลิมฉลองในประเทศแถบอเมริกาใต้อย่างบราซิลและเอกวาดอร์อีกด้วย

ในทางกลับกัน ความตายในวัฒนธรรมของจีนดูจะเป็น “คำต้องห้าม” ที่คนจีนพยายามหลีกเลี่ยง เนื่องจากคำว่าความตายจะเป็นตัวแทนของความอับโชค ส่งผลให้การศึกษาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความตายไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในการเรียนการสอน นอกจากนี้คนจีนยังมีความเชื่อที่ว่า การออกเสียงเลข 4 ในภาษาจีน ซึ่งออกเสียงใกล้เคียงกับคำที่มีความหมายว่า ตาย ส่งผลให้คนจีนเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการใช้ตัวเลข 4 ในชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมการแพทย์ออสเตรเลียแห่งรัฐควีนส์แลนด์ เชื่อว่า การสอนวิชาแห่งความตายในโรงเรียนจะส่งผลดีในอนาคต เนื่องจากคนในวัยหนุ่มสาวจะได้มีการเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับความสูญเสียของคนในครอบครัว เพื่อสร้างความสุขให้คนที่รักในช่วงสุดท้ายของชีวิต และหลีกเลี่ยงบาดแผลทางใจทั้งกับตนเองและคนในครอบครัวด้วย

ข่าวอื่นๆ