แพทย์แคนาดายื่นจม.ประท้วงรัฐขึ้นเงินเดือน

  • วันที่ 07 มี.ค. 2561 เวลา 14:43 น.

แพทย์แคนาดายื่นจม.ประท้วงรัฐขึ้นเงินเดือน

แพทย์ราว 500 คนในแคนาดายื่นจดหมายประท้วงรัฐขึ้นเงินเดือน ระบุทุกวันนี้แพทย์รับเงินเดือนมากพอแล้ว หวั่นคนไข้หลายคนจะเดือดร้อน

ซีเอ็นบีซี - คณะแพทย์ราว 500 คน และนักเรียนแพทย์ราว 150 คน ยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อทางการมณฑลควิเบกของแคนาดาเพื่อประท้วงการขึ้นเงินเดือนของพวกเขา โดยข้อความตอนหนึงของจดหมายระบุว่า "พวกเรา, แพทย์มณฑลควิเบกซึ่งเชื่อในระบบสาธารณสุขที่แข็งแกร่งขอคัดค้านการขึ้นเงินเดือนล่าสุดของพวกเราตามนโยบายของสมาพันธ์แพทย์แห่งแคนาดา"

รายงานระบุว่ากลุ่มคณะแพทย์เหล่านี้รู้สึกไม่พอใจที่พวกเขาจะมีรายได้เพิ่มขึ้นในขณะที่ผู้ป่วยหลายคนกำลังดิ้นรนเพื่อหาเงินมาจ่ายค่ารักษา "การเพิ่มเงินเดือนนี้ล้วนเป็นสิ่งที่น่าตกใจ เพราะว่าทั้งเจ้าหน้าที่พยาบาลและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลคนอื่นๆก็เผชิญสภาพการทำงานที่อยากลำบากเช่นเดียวกัน ขณะที่ผู้ป่วยหลายรายขาดการเข้าถึงบริการสุขภาพเนื่องจากไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ ซึ่งสิ่งเดียวที่ควรทำอย่างยิ่งคือลดเงินเดือนของพวกเรา"

โดยแพทย์ 213 คน แพทย์เฉพาะทาง 184 คน แพทย์ประจำบ้าน 149 คนและนักเรียนแพทย์อีก 162 คนระบุในแถลงการณ์ร่วมว่าต้องการให้นำเงินที่จะปรับเงินเดือนให้พวกเขาไปใช้ในระบบสาธารณะสุขมากกว่า

ทั้งนี้สำหรับแพทย์ทั่วไปในแคนาดามีรายได้เฉลี่ยปีละ 339,000 ดอลลาร์แคนาดา หรือราว 9.6 ล้านบาทต่อปี ขณะที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางได้รับเงินราว 461,000 ดอลลาร์ดอลลาร์แคนาดา หรือ 11 ล้านบาทต่อปี

ตามรายงานของสถาบันข้อมูลสุขภาพแคนาดา ซึ่งนี่เป็นเพียงรายได้พื้นฐานที่ยังไม่รวมค่าตอบแทนประเภทอื่นๆอีกหลายรายการ

ส่วนนักศึกษาแพทย์ในแคนาดาจะได้รับค่าตอบแทนจากรัฐบาลท้องถิ่นในแต่ละจังหวัดของแคนาดา แต่จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่านักเรียนแพทย์นั้นเป็นพลเมืองแคนาดาหรือนักศึกษาแพทย์จากต่างชาติ ซึ่งตามรายงานของสมาคมเวชศาสตร์แห่งแคนาดาระบุว่า สำหรับนักเรียนแพทย์สัญชาติแคนาดาจะได้รับค่าตอบแทนอยู่ที่ระหว่าง3,334 ถึง 20,064 ดอลลาร์แคนาดา

ทั้งนี้สำหรับมณฑลควิเบกคาดว่าหากมีการขึ้นเงินเดือนแพทย์นี้จะต้องใช้เงินราว 500 ล้านเหรียญดอลลาร์ ซึ่งทางกลุ่มคณะแพทย์ที่ยื่นจดหมายนั้นเล็งเห็นว่าเป็นการจ่ายเงินที่ไม่เหมาะสม ขณะเดียวกับที่พยาบาลและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลคนอื่นๆก็มีภาระงานที่หนักไม่ต่างกัน

 ที่มา : https://www.cnbc.com/

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ