ย้อนเหตุการณ์ช็อคโลกตลอดปี 2017 ปีแห่งก่อการร้าย ความหวัง และทรัมป์

วันที่ 29 ธ.ค. 2560 เวลา 16:45 น.
ย้อนเหตุการณ์ช็อคโลกตลอดปี 2017 ปีแห่งก่อการร้าย ความหวัง และทรัมป์
โดย..โพสต์ทูเดย์ออนไลน์

ตลอดปี 2017 นี้เรียกได้ว่าเป็นปีแห่งความท้าทายหลายอย่างในเหตุการณ์ของโลก ตั้งแต่การต่อสู้กับการก่อการร้าย เหตุการณ์โศกนาฏกรรมในหลายครั้ง รวมไปถึงเกมส์การเมืองระหว่างประเทศที่อาจจุดประกายความรุนแรงรอบใหม่ส่งท้ายปี สำหรับสัปดาห์สุดท้ายของปี2017นี้ ทางโพสต์ทูเดย์ออนไลน์ขอนำผู้อ่านได้ร่วมทบทวนเหตุการณ์สำคัญช็อกโลกที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปีไปพร้อมๆกัน

2017 ปีแห่งเหตุการณ์ก่อการร้าย

1 มกราคม – เหตุมือปืนบุกกราดยิงไนท์คลับกลางนครอิสตันบูลของตุรกี นับว่าเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญรับปี 2017 ในวันแรกของปีใหม่พอดี เมื่อเวลา01.15 น. หลังจากการนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ได้ไม่นาน คนร้ายสวมชุดซานตาคลอสใช้อาวุธปืนบุกกราดยิงผู้คนในร้าน “ไนรา ไนท์คลับ” สถานบันเทิงชื่อดังกลางนครอิสตันบูลของตุรกี ส่งผลให้มีผลเสียชีวิต 39 คน จำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติอย่างน้อย 16 ราย บาดเจ็บ บาดเจ็บอีกอย่างน้อย 69 คน โดยหลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ กลุ่มรัฐอิสลามหรือไอเอสได้อ้างตัวว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการลงมือก่อเหตุ โดยอ้างว่ากลุ่มนักรบได้โจมตีสถานบันเทิงที่เป็นแหล่งของชาวคริสต์ในอิสตันบูลเพื่อฉลองรับปีใหม่

ระเบิดโบสถ์คริสต์สองแห่งในอียิปต์ 

9 เมษายนเหตุการณ์ระเบิดในเวลาใกล้เคียงกันของอียิปต์โดยเหตุการณ์แรกเกิดขึ้นที่โบสถ์เซนต์ จอร์จส์ คอปติกซึ่งตั้งอยู่บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ ในเมืองแทนตา ห่างจากกรุงไคโรเมืองหลวงประมาณ 100 ไมล์ขณะที่ชาวคริสต์กำลังร่วมกันประกอบพิธีทางศาสนาในวันปาล์มซันเดย์หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงเกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายในโบสถ์นิกายเดียวกันในเมืองอเล็กซานเดรียเมืองท่าสำคัญของประเทศเหตุการณ์ทั้งสองส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 45 รายบาดเจ็บกว่า 100 คนโดยกลุ่มไอเอสยังคงอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าวเช่นเคย

เหตุโจมตีลอนดอนเดือนมิถุนายน 

คืนวันที่ 3 มิถุนายน เกิดเหตุก่อการร้ายโจมตีสถานที่สองแห่งในกรุงลอนดอน เมื่อรถตู้สีขาวคันหนึ่งขับมาด้วยความเร็วพุ่งชนคนบนทางเท้าบนสะพานลอนดอน จากนั้นชายสามคนลงมาจากรถวิ่งไปยังเบอะระมาร์เก็ต แล้วใช้มีดไล่แทงผู้คนในบาร์และร้านค้าบริเวณนั้น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 10 รายรวมทั้งผู้ก่อเหตุซึ่งถูกตำรวจวิสามัญเสียชีวิต โดยหนึ่งในคนร้ายได้สวมเสื้อกั๊กที่มีระเบิดปลอมอยู่ด้วย มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 48 คน ต่อมาในวันที่ 19 มิถุนายน เกิดเหตุคนร้ายขับรถยนต์พุ่งชนจนมีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 8 ราย ด้านกลุ่มไอเอส หรือรัฐอิสลาม ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบอ้างตัวว่าอยู่เบื้องหลังการก่อเหตุโจมตี

เหตุระเบิดที่แมนเชสเตอร์คอนเสิร์ตอาเรียนาแกรนเด  

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ประมาณ 22.30 ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุระเบิดขึ้น 2 ครั้ง ที่แมนเชสเตอร์ อารีนา ซึ่งเป็นสถานที่จัดแสดงคอนเสริต์ของนักร้องสาวอาเรียนา แกรนเด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 23 รายรวมผู้ก่อเหตุ และมีผู้บาดเจ็บจำนวน 64 คน

ผู้ก่อเหตุใช้ระเบิดแสวงเครื่องที่เต็มไปด้วยตะปูและสลักเกลียวเป็นสะเก็ดระเบิด บริเวณด้านนอกทางเข้าอาคารแมนเชสเตอร์อะรีน่า หลังงานแสดงคอนเสิรต์ที่ผู้ชมกำลังทยอยเดินทางกลับ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ระบุมือระเบิดได้ว่าคือ ซัลแมน อาเบดี ซึ่งภายหลังมีการเชื่อมโยงกับกลุ่มไอเอสว่าเป็นอยู่เบื้องหลังเหตุวินาศกรรมดังกล่าว

โดยหลังการก่อเหตุในครั้งนั้น มีการจัดแสดงคอนเสิร์ตการกุศลชื่อ One Love Manchester" เพื่อหาเงินช่วยเหลือเหยื่อระเบิด มีศิลปินดังหลายคนร่วมงาน เช่น ฟาร์เรล วิลเลี่ยม์ จัสติน บีเบอร์ เคที เพอร์รี่ วงโคลด์เพลย์  นอกจากนั้นยังมีคนบันเทิงร่วมบริจาคและติดแฮชแท็กให้กำลังใจบนโลกออนไลน์อย่างล้นหลาม

กราดยิงกลางคอนเสิร์ตเมืองลาสเวกัส

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคมนายสตีเฟน แพดดอก วัย 64 ปีได้ก่อเหตุกราดยิงจากมุมสูงของชั้น 32 ของโรงแรมมัณฑะเลย์เบย์ในเมืองลาสเวกา รัฐเนวาด้าของสหรัฐ ลงมายังด้านล่างซึ่งเต็มไปด้วยฝูงชนราว 20,000 คนที่กำลังร่วมชมการแสดงคอนเสิร์ตกลางแจ้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 58 ราย บาดเจ็บนับร้อยราย ซึ่งนับว่าเป็นเหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของสหรัฐ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวประณามว่าเป็นการกระทำที่ชั่วร้ายอย่างแท้จริง

2017 ปีแห่งความหวังผู้ลี้ภัยโรฮีนจา

ตลอดช่วงกลางปีถึงช่วงปลายปีที่ผ่านมาเป็นปีแห่งความหวังสำหรับสถานการณ์ผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาที่ทั่วโลกจับตามอง โดยการปะทุของความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมเมื่อกองกำลังติดอาวุธชาวโรฮีนจาราว 150 คน บุกโจมตีด่านตรวจของทหารเมียนมา ส่งผลให้ต่อมาความรุนแรงทวีขึ้นจนทำให้ชาวโรฮีนจาเริ่มอพยพไปยังบังกลาเทศ ภายหลังจากที่สถานการณ์เริ่มเป็นที่จับตามองของนานาชาติเพียงหนึ่งเดือนหลังจากนั้น

กลุ่มแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลเผยโดยใช้หลักฐานเป็นภาพถ่ายดาวเทียมว่าหมู่บ้านของชาวโรฮีนจาถูกเผ่าทำลายอย่างเป็นระบบ ร้อนถึงนางซูจี มุขมนตรีแห่งรัฐต้องออกมาแถลงต่อชาวโลกว่า  รัฐบาลเมียนมาปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็นต่อสถานการณ์ในรัฐยะไข่ อีกทั้งยังกล่าวโทษชาวโรฮีนจาว่าเป็นผู้เริ่มต้นความรุนแรง

อีกทั้งยังปฏิเสธความรับผิดชอบต่อการกระทำของทหารเมียนมาในรัฐยะไข่ ส่งผลให้เธอถูกริบรางวัลจากนานาชาติที่เคยมอบให้เธอในฐานะสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หลังจากนี้ก็ได้แต่หวังว่าในปีหน้า รัฐบาลเมียนมาจะจริงจังกับการแก้ไขปัญหาผู้อพยพโรฮีนจาตามที่นางซูจีเคยกล่าวให้สัญญากับนานาชาติไว้

ปีแห่งการตื่นตัวกระแส #MeToo

แฮชแทค MeToo กลายเป็นกระแสที่จุดประกายความหวังให้กับหญิงที่เคยผ่านประสบการณ์ถูกล่วงละเมิดทางเพศให้กล้าออกมาเปิดเผยเรื่องราวของตน ทวีตและโพสต์ข้อความถึงเหตุการณ์ที่พวกเธอถูกคุกคามทางเพศในอดีต การเคลื่อนไหวนี้เริ่มต้นมาจากการเปิดโปงเรื่องราวอันฉาวโฉ่ในวงการฮอลลีวูด

เมื่อผู้สร้างหนังมือทอง ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน ชายที่ร่ำรวย โด่งดัง และทรงอำนาจคนหนึ่งในวงการบันเทิงอเมริกัน ใช้อำนาจคุกคามดารานักแสดงและศิลปินหญิงหลายสิบชีวิต มานานกว่า 30 ปี แถมยังรอดพ้นความผิดได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม นักแสดงสาว อาลิซ่า มิลาโน คิดแฮชแทค MeToo เพื่อส่งสัญญาณให้เพื่อรวมอาชีพเดียวกับเธอที่เคยผ่านเหตุการณ์ลักษณะนี้ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวด้วยการติดแฮชแทคดังกล่าว เพื่อตอกย้ำว่าเรื่องคุกคามทางเพศไม่ใช่เรื่องที่ควรเพิกเฉย

ส่งผลให้ภายในเวลา 24 ชั่วโมง นิตยสารไทมส์ รายงานว่ามีผู้ใช้งานทวิตเตอร์ราว 27,000 คนทวีตข้อความเปิดเผยเรื่องราวที่พวกเธอถูกล่วงละเมิดทางเพศ พร้อมติดแฮชแทค MeToo และไม่กี่วันหลังจากนั้น เรื่องนี้ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ไปทั่วโลก มีผู้โพสต์เรื่องราวทางเฟสบุ๊คมากถึง 12 ล้านครั้ง โดยทีผู้หญิงเกินกว่าครึ่งที่ติดแฮชแทคนี้ต่างยอมรับว่าเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศเช่นเดียว โดยส่วนใหญเกิดในขณะที่พวกเธอยังเด็ก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความน่ากังวลคือ ความนิ่งเฉย เมื่อถูกคุกคามทางเพศ

2017 ปีแห่งทรัมป์

นับตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์สาบานตนขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม ไม่เพียงแค่สหรัฐเท่านั้นที่ต้องเผชิญความ “ท้าทาย” ต่อผู้นำคนใหม่ แต่โลกเองก็ต้องปั่นป่วนเพราะประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 นี้ด้วยเช่นเดียวกัน เริ่มตั้งแต่ข้อครหารัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐ รวมไปถึงกล่าวหานางฮิลลารี่ คลินตัน คู่แข่งเรื่องอีเมล์อื้อฉาว จนเป็นผลทำให้นายทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง

นำไปสู่ที่คณะกรรมการสอบสวนของสภาคองเกรสแต่งตั้งนายโรเบิร์ต มุลเลอร์ เป็นหัวหน้าทีมสอบสวนกรณีรัสเซียนี้โดยเฉพาะ แต่กับกรณีรัสเซียนี้ยิ่งนายมุลเลอร์ขุดคุ้ยมากเท่าไหร ยิ่งพบว่าคนใกล้ชิดของนายทรัมป์กลายคนมี “ความเชื่อมโยง” กับรัฐบาลรัสเซียไม่ทางใดก็ทางหนึ่งออกมาเรื่อยๆ ตั้งแต่อดีตหัวหน้าทีมหาเสียง อดีตที่ปรึกษาความมั่นคง ไปจนถึงนายเจเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของนายทรัมป์ที่นั่งเป็นที่ปรึกษาประธานาธิบดีควบอีกตำแหน่งหนึ่ง ซึ่งในปีหน้าแน่นอนว่าจะต้องเป็นที่จับตามองว่าการสอบสวนของนายมุลเลอร์ จะสร้างปรากฏการณ์เขย่าการเมืองวอชิงตันครั้งใหญ่หรือไม่ 

ปฏิเสธไม่ได้ว่านับตั้งแต่นายทรัมป์ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐ ทั้งการเมืองในสหรัฐและการเมืองโลกมี ”สีสัน” อย่างน่าจับตามอง เริ่มตั้งแต่สไตล์การพูดและบุคคลิกของนายทรัมป์เองที่หลายครั้งสร้างความอื้อฉาวและความขัดแย้งบนเวทีการเมืองระหว่างประเทศ เริ่มตั้งแต่ท่าทีของสหรัฐกับข้อตกลงกรุงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่นายทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐจะถอนตัวออกจากข้อตกลงดังกล่าว

ไปจนถึงสหรัฐถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกยูเนสโก ไม่เพียงเท่านั้นยังมีเรื่องท่าทีของสหรัฐต่อเกาหลีเหนือ ที่นายทรัมป์เปิดสงครามน้ำลายกับนายคิมอยู่บ่อยครั้ง

ครั้งที่ดุุเดือดมากที่สุดเห็นจะเป็นกรณีที่นายทรัมป์ขู่นายคิมว่าหากโจมตีเกาะกวม ดินแดนของสหรัฐ เกาหลีเหนือจะพบ"เปลวเพลิงเห็นความโกรธจากสหรัฐอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน" หลังจากนั้นอีกครั้งหนึ่งที่นายทรัมป์โจมตีนายคิมโดยตอนหนึ่งกล่าวว่า "มนุษย์จรวดที่กำลังทำภารกิจฆ่าตัวตาย” และกล่าวว่า "หากถูกบีบให้ป้องกันตนเอง สหรัฐฯ ก็อาจไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากทำลายเกาหลีเหนือให้สิ้นซาก"

ด้านคิม จอง อึน ออกมาตอบโต้โดนัลด์ ทรัมป์ โดยการเผยแพร่ภาพสดทางโทรทัศน์ พร้อมระบุว่่า "ทรัมป์เหมือนคนบ้า ที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้"

นอกจากนายคิมแล้วนายทรัมป์ยังมีวิวาทะกับบรรดาผู้นำ"ชาติพันธมิตร" อยู่เนื่องๆ ล่าสุดคือกรณีที่ทรัมป์ไปรีทวีตข้อความจากกลุ่มขวาจัดในอังกฤษ จนนายกรัฐมนตรีเทเรซ่า เมย์ ถึงกับออกมาวิจารณ์ถึงการกระทำของนายทรัมป์ว่านายทรัมป์กำลังสนับสนุนการสร้างความรุนแรงในอังกฤษ แต่นายทรัมป์โต้กลับว่า "เรื่องของผม นายกเมย์ไปดูแลอังกฤษให้ปลอดภัยก่อนจะมาวิจารณ์ผม"

นี่ยังไม่นับร่วมกรณีนายทรัมป์กับนายกรัฐมนตรีมัลคอร์ม เทิร์นบูลของออสเตรเลีย ที่มีความเห็นไม่ลงรอยนักถึงกรณีข้อตกลงรับผู้ลี้ภัยจากออสเตรเลียมายังสหรัฐฯ ที่ภายหลังจากผู้นำทั้งสองพูดคุยกัน ดูเหมือนนายทรัมป์จะไม่ค่อยเห็นด้วยกับนโยบายนี้สักเท่าไร เนื่องจากเป็นนโยบายที่ตกลงกันไว้สมัยรัฐบาลโอบาม่า นายทรัมป์จึงวางหูใส่นายเทิร์นบูล

และกับกรณีล่าสุดอย่างการรับรองนครเยรูซาเล็ม เป็นเมืองหลวงของอิสราเอล ซึ่งแน่นอนว่าจุดประกายความขัดแย้งรอบใหม่ในโลกอาหรับ นี่ยังไม่นับรวมการใช้คำพูดและการทวีตข้อความในเรื่องต่างๆอย่างเผ็ดร้อน และนโยบาย America First ของนายทรัมป์ที่เป็นนโยบายเพื่ออเมริกาแต่สร้างความสะเทือนไปทั้งโลก

ด้วยสไตล์ บุคลิก และวาทะลีลาของนายทรัมป์บนเวทีการเมืองโลกทำให้หลายประเทศกลับมาทบทวนว่าสหรัฐยังจะสามารถเป็น “ผู้นำ” โลกในการกำหนดทิศทางอนาคตของโลกใบนี้ได้ต่อไปหรือไม่ ตามที่ประธานาธิบดีสีจิ้งผิง ผู้นำจีนกล่าวในการประชุม BRICS ว่า "โลกต้องร่วมมือกันส่งเสริมการค้าเสรีและระบบเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง และจีนพร้อมเป็นผู้นำการค้าเสรี" ซึ่งคำพูดดังกล่าวสวนทางกับนโยบายของนายทรัมป์ที่กล่าวว่า "America First"

 

แน่นอนว่าตลอดปี 2017 นี้เป็นปีที่โลกเผชิญความท้าทายทั้งจากตัวผู้นำที่ยังคงสร้างความไม่แน่นอนให้กับโลกใบนี้ ปัญหาก่อการร้ายไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะหลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือศาสนา ผู้บริสุทธิ์จำนวนมากต้องตกเป็นเหยื่อ บาดแผลที่เกิดขึ้นกับจิตใจและร่างกายของพวกเขาคงยากจะลบเลือนไม่ว่าเวลาจะผ่านไปอีกนานแค่ไหน และผู้อพยพที่รอความหวังและความช่วยเหลือที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตยังประเทศบ้านเกิดอย่างที่เคยเป็น  ก็ได้แต่หวังว่าในปีหน้าโลกยังคงไม่หมดหวังที่จะเผชิญปัญหาและความท้าทายใหม่ๆของปี 2018 หวังว่าจะเป็นปีที่ดีของโลกและผู้อ่านทุกท่าน

สวัสดีปีใหม่ 2018 ครับ