มิวสิควิดีโอส่งเสริมความรักชาติสไตล์อิหร่าน

วันที่ 25 ส.ค. 2559 เวลา 18:54 น.
มิวสิควิดีโอส่งเสริมความรักชาติสไตล์อิหร่าน
วิดีโอแสดงพลังของความรักชาติจากความร่วมมือของภาครัฐ และเอกชนของอิหร่าน ด้วยงบประมาณ และโปรดักชั่นระดับฮอลลีวูด

มิวสิควิดีโอความยาว 8 นาทีนี้ มีมูลค่าการสร้างเช่นเดียวกับระดับฮอลลีวูด แต่กลิ่นอายของภาพยนตร์กลับเป็นสไตล์บอลลีวูด ในขณะที่เนื้อหาซึ่งต้องการส่งไปยังคนดูนั้นได้โจมตีประเทศสหรัฐอเมริกาเต็มๆว่าพวกเขาคือวายร้าย

วิดีโอนี้มีชื่อว่า "We will resist to the last drop of blood" หรือในชื่อไทยว่า เราจะสู้จนเลือดหยดสุดท้าย ถูกเผยแพร่ทางช่องโทรทัศน์ท้องถิ่นของอิหร่านในเดือนนี้ และกลายเป็นที่พูดถึงในสังคมออนไลน์

เนื้อหาของวิดีโอเปิดมาด้วยการออกตัวของเครื่องบินลำหนึ่ง ก่อนที่จะตัดมาที่บรรยากาศริมชายทะเลที่ต่างคนต่างทำธุระของตนเอง เด็กๆเล่นฟุตบอล, ผู้ใหญ่ชงชา  และนั่งพักผ่อนตามอัธยาสัย แต่แล้วบรรยากาศก็มึดครึ้มขึ้น ท้องฟ้ามีเมฆดำ ลมกรรโชกแรง ทันทีที่ขบวนเรือรบจากสหรัฐอเมริกาบุกเข้ามาในน่านน้ำ และยิงขีปนาวุธไปยังเครื่องบินที่กำลังบินอยู่ ผู้คนบาดเจ็บ ล้มตายมากมาย แต่เรือรบยังคงมุ่งตรงเข้ามายังชายฝั่ง และโจมตีใส่ผู้คน

ในขณะที่สถานการณ์กำลังย่ำแย่ ชายอิหร่านคนหนึ่ง(ผู้เป็นนักร้อง) ก็ร้องเพลงเข้ามา และเรียกร้องให้ทุกคนร่วมกันปกป้องอิหร่านเอาไว้ กระสุนปืนยังคงถูกยิงมาอย่างต่อเนื่อง ชายคนดังกล่าวปกป้องธงของอิหร่านเอาไว้ไม่ให้หล่นพื้น คนอื่นๆตัดสินใจลุกขึ้นสู้ และถือธงอิหร่านมาเข้าร่วมกับเขา ทั้งหมดเดินประจันหน้าเข้าใส่เรือรบ

เรือรบยิงกระสุนออกไปอีก....แต่พวกเขาไม่เป็นอะไร และด้วยพลังของพวกเขานั้นได้สร้างคลื่นสึนามิขนาดใหญ่พัดขบวนรือรบจนพังพินาศ และความสงบสุขก็กลับคืนมาอีกครั้ง

วิดีโอนี้ถ่ายทอดเนื้อหาส่งเสริมความรักชาติอย่างชัดเจน ในขณะเดียวกันก็ปลูกฝังแบบเป็นนัยยะว่าศัตรูของพวกเขาคือใคร ในจินตนาการแบบอิหร่านนั้น ความรักชาติของพวกเขามีพลังมากพอที่จะสร้างสิ่งอัศจรรย์ เช่นการสร้างคลื่นสึนามิ จนสามารถเอาชนะเรือรบอเมริกันได้เลยทีเดียว

เนื้อหาในวิดีโอได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในปี 2531 เมื่อเครื่องบินอิหร่านไฟล์ท 655 ถูกยิงตกโดยเรือรบอเมริกัน ส่งผลให้ผู้โดยสาร และลูกเรือทั้ง 290 คนเสียชีวิต

ผู้อยู่เบื้องหลังวิดีโอนี้คือทีมโปรดักชั่นที่มีชื่อว่า Sureh Film Club ซึ่งร่วมงานกับภาครัฐ โดยใช้งบประมาณไปทั้งสิ้น 385,000 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 13 ล้านบาทเลยทีเดียว โดยมีทีมงานสร้างทั้งหมด 150 คน และใช้เวลาในการผลิต 2 ปี

วิดีโอนี้กลายเป็นที่ถกเถียงในสังคมออนไลน์ของอิหร่าน ซึ่งหนึ่งในความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วยกล่าวว่า เหตุใดรัฐจึงนำเงินของประชาชนไปใช้ แล้วได้ผลลัพธ์เป็นสินค้าคุณภาพเช่นนี้?

สามารถรับชมวิดีโอได้ที่นี่

ขอบคุณภาพจาก BCC