ชิงตัวประกันแอลจีเรียยังเดือด!

  • วันที่ 19 ม.ค. 2556 เวลา 12:49 น.

ชิงตัวประกันแอลจีเรียยังเดือด!

อังกฤษยันวิกฤตชิงตัวประกันแอลจีเรียยังไม่จบ ผู้นำโลกสวดยับ รัฐบาลพลาด-ปิดบังข้อมูล ทำยอดตายพุ่ง อีกนับสิบไม่รู้ชะตากรรม

กระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ปฏิบัติการชิงตัวประกันที่ถูกกลุ่มกองกำลังมุสลิมที่เชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์จับตัวไว้ที่โรงแยกก๊าซธรรมชาติ ในเมืองอิน อามินาส ของรัฐบาลแอลจีเรีย ตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 ม.ค.ยังคงดำเนินอยู่ต่อเนื่อง แม้ปฏิบัติการดังกล่าวล้มเหลวและก่อให้เกิดเหตุการณ์บานปลาย ส่งผลให้ตัวประกันที่เป็นชาวต่างชาติเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6 คน ส่วนที่เหลือยังไม่รู้ชะตากรรม

“เราไม่อยู่ในสถานะที่จะให้ข้อมูลใดๆ ได้ในขณะนี้ แต่นายกรัฐมนตรีเตือนให้เราเตรียมรับข่าวร้ายต่อจากนี้ไว้” แถลงการณ์ระบุโดยอ้างนายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ซึ่งได้หารือกับแหล่งข่าวในแอลจีเรีย

ปฏิบัติการชิงตัวประกันดังกล่าวสร้างความไม่พอใจต่อรัฐบาลหลายชาติ ทั้ง สหรัฐ นอร์เวย์ และญี่ปุ่น ซึ่งออกโรงประณามรัฐบาลแอลจีเรียว่าล้มเหลวอย่างที่สุด เนื่องจากไม่ได้ขอความช่วยเหลือทางทหารจากนานาชาติ และไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าหรือให้ข้อมูลเพิ่มเติมใดๆ

ทั้งนี้ กลุ่มก่อการร้ายติดอาวุธภายใต้ชื่อ “กองพันสวมหน้ากาก” อ้างว่า ได้จับกุมตัวประกันไว้รวม 41 ราย โดยเอเอฟพีระบุว่าเป็นชาวญี่ปุ่น 17 คน นอร์เวย์ 9 คน สหรัฐ 7 คน ฟิลิปปินส์ 2 คน มาเลเซีย 2 คน ขณะที่ตัวประกันชาวไอร์แลนด์ ฝรั่งเศส โรมาเนีย และอังกฤษ ไม่สามารถระบุจำนวนที่แน่ชัดได้

จากข้อมูลล่าสุด พบว่า ชาวสหรัฐสามารถหลบหนีได้อย่างปลอดภัย 2 คน เช่นเดียวกับชาวญี่ปุ่นอีก 3 คน ขณะที่คนงานชาวแอลจีเรียในโรงงานดังกล่าวกว่า 600 คน ปลอดภัยทั้งหมดหลังทางการสั่งอพยพออกจากพื้นที่ล่วงหน้าก่อนเกิดเหตุแล้ว

อย่างไรก็ตาม เอเอฟพีรายงานว่า ตัวประกันอย่างน้อย 6 คน เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ เป็นชาวอังกฤษ 2 คน ฟิลิปปินส์ 2 คน และแอลจีเรีย 2 คน และคาดว่ามีกลุ่มก่อการร้ายเสียชีวิตแล้ว 15 คน ขณะที่ตัวประกันที่เหลือยังไม่รู้ชะตากรรม แต่คาดว่าอาจยังคงถูกจับกุมอยู่ด้านในโรงงาน

ส่วนข่าวลือเกี่ยวกับตัวประกันชาวไทยว่าถูกจับตัวในครั้งนี้ด้วยนั้น กระทรวงต่างประเทศยืนยันยังไม่พบคนไทยถูกจับเป็นตัวประกัน ขณะที่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ยืนยันว่า คนงานของบริษัททั้ง 18 คน ในแอลจีเรียปลอดภัยดี เนื่องจากอยู่ห่างจากพื้นที่เกิดเหตุกว่า 500 กิโลเมตร

ภายหลังเกิดเหตุ นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ได้ยกเลิกการแถลงนโยบายและรับประทานอาหารค่ำร่วมกับประธานาธิบดี ซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน โดยบินกลับประเทศทันที

ทางด้านรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น มีคำสั่งเรียกตัวทูตแอลจีเรียเข้าพบเพื่อสอบถามความคืบหน้า ท่ามกลางความกังวลว่าตัวประกันทั้งหมดอาจเสียชีวิตแล้วทั้งนี้ เหตุการณ์บานปลายดังกล่าวเกิดขึ้นหลังทหารรัฐบาลแอลจีเรียปฏิบัติการช่วยเหลือตัวประกัน โดยใช้เฮลิคอปเตอร์เข้าโจมตีขบวนรถที่ขนส่งตัวประกัน ซึ่งกลุ่มติดอาวุธกระทำตอบโต้ที่แอลจีเรียปล่อยให้ฝรั่งเศสใช้น่านฟ้าเข้าไปปฏิบัติการโจมตีฝ่ายกบฏในมาลี ซึ่งเคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ