8สิ่งจีนเปลี่ยนโลก

วันที่ 11 พ.ย. 2555 เวลา 11:44 น.
8สิ่งจีนเปลี่ยนโลก
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ เมื่อความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนทำให้โลกต้องหมุนเข้าหาจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยบีบีซีได้อธิบายถึง 8 ประเด็นหลัก ว่าเหตุใดโลกจึงควรหันมาสนใจจีน

การมีเงินเป็นสิ่งล้ำเลิศ

นับตั้งแต่ เติ้งเสี่ยวผิง ผู้นำรุ่นที่ 2 ของจีน ประกาศใช้สโลแกนกระตุ้นให้คนจีนนับถือความมั่งคั่ง เศรษฐกิจจีนได้ก้าวจากขนาดเดิมซึ่งเล็กกว่าอิตาลี ไปสู่สถานะเศรษฐีเบอร์ 2 ของโลก เป็นรองเพียงแค่สหรัฐ และยังเต็มไปด้วยมหาเศรษฐีเงินล้านนับล้านคน โดยมีการคาดการณ์ว่า เมื่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ทยอยขึ้นมาในปี 2565 จีนอาจแซงหน้าสหรัฐเป็นมหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลกแล้ว

นอกจากนี้ จีนยังได้เปลี่ยนวิถีการดำเนินเศรษฐกิจทั่วโลก แรงงานจีนราคาถูกคือปัจจัยที่กดดันให้ราคาสินค้าทุกอย่างจากฟากตะวันตกถูกลง ตั้งแต่รองเท้าแตะ ยันไม้ถูพื้น จนถึงโทรศัพท์สมาร์ตโฟน ขณะที่ปัจจุบันจีนคือผู้ลงทุนรายใหญ่ และมีอิทธิพลในทวีปแอฟริกาแซงหน้ายุโรปและสหรัฐครั้งแรกในรอบ 200 ปี และจีนยังเป็น “เจ้าหนี้” ผู้ถือครองตราสารหนี้สหรัฐมากที่สุด

คำถามสำคัญที่สุดในเวลานี้คือ กลุ่มผู้นำรุ่นที่ 5 จะสามารถรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจให้เหมือน 3 ทศวรรษที่ผ่านมา และมีส่วนช่วยในการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจโลกได้หรือไม่ ขณะเดียวกัน จีนยังจำเป็นต้องปฏิรูปหลายด้าน หากต้องการขยับจากกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางขึ้นเป็นประเทศร่ำรวยอย่างแท้จริง

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา

ความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนยังพ่วงมาด้วยตำแหน่งผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุดในโลกแทนที่สหรัฐตั้งแต่ปี 2550 ขณะเดียวกัน จีนยังติดอันดับเมือง 1 ใน 7 แห่งที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลกทุกวันนี้ และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรสูงถึงปีละ 5-7.5 แสนราย

สถิตินี้จะสร้างแรงกดดันให้จีนบนเวทีสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศอย่างไม่ต้องสงสัย ก่อนหน้านี้จีนได้ปฏิเสธที่จะลงนามเรื่องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 40-45% ภายในปี 2563 มาแล้ว ทว่าเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วบนการพึ่งพลังงานถ่านหินถึง 70% จะทำให้ปริมาณการปล่อยก๊าซของจีนพุ่งสูงขึ้นอีกราว 60% จากระดับปัจจุบัน

นอกจากก๊าซเรือนกระจกแล้ว ปัญหาด้านมลภาวะของจีนยังรวมถึงสารพิษอย่างปรอทและตะกั่ว ที่พบการปนเปื้อนกระจายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังสหรัฐด้วย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาใหญ่ท้าทายผู้นำจีน

ใครๆ ก็เรียนภาษาจีน

ภาษาจีนกลางกลายเป็นภาษาดาวรุ่งที่โดดเด่นที่สุดในยุคหลังมานี้ โดยปัจจุบันโรงเรียนจำนวนมากในสหรัฐและยุโรปได้บรรจุภาษาจีนกลางลงในการเรียนการสอน โดยบางชั้นเรียนได้ให้เด็กเริ่มเรียนตั้งแต่อายุ 6 ปี

รัฐบาลจีนส่งเสริมการสอนภาษาจีนด้วยการสนับสนุนการจัดตั้งสถาบันภาษาไปทั่วโลก เนื่องจากมีส่วนช่วยขยายอิทธิพลพลังนุ่มนวล (ซอฟต์เพาเวอร์) แต่นักวิเคราะห์ต่างมองว่าต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าที่ภาษาจีนจะสู้ภาษาอังกฤษได้ เนื่องจากความยากของภาษา

รักษาไว้ซึ่งสันติภาพ

ยุคของผู้นำรุ่นที่ 4 ประธานาธิบดี หูจิ่นเทา ได้ประกาศ “การขึ้นสู่อำนาจอย่างสันติ” เพื่อบรรเทาความกังวลของบรรดาประเทศเพื่อนบ้านว่า การขึ้นสู่ความเป็นมหาอำนาจของจีนนั้นจะไม่มีการใช้กำลังตามมา แต่ข้อพิพาททางดินแดนกับญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม รวมถึงความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดลงกับสหรัฐ ก็ทำให้หลายฝ่ายต้องหันมาตั้งคำถามถึงคำประกาศดังกล่าวของจีนอีกครั้ง

กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนเป็นกองทัพที่มีกำลังทหารมากที่สุดในโลกถึง 3 ล้านนาย ท่ามกลางงบประมาณทหารที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยเฉพาะในปีนี้ ที่มีการนำเรือบรรทุกอากาศยานออกใช้เป็นครั้งแรก โดยเป็นที่เชื่อว่าจีนมีการทุ่มงบในเทคโนโลยีสเตลท์ สงครามอวกาศ และความมั่นคงไซเบอร์เพิ่มขึ้นด้วย

คำถามที่แท้จริงต่อผู้นำรุ่นใหม่ก็คือ จีนจะดำเนินนโยบายต่างประเทศกับสหรัฐอย่างไร ซึ่งจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาพบว่าการปะทะกันระหว่างชาติมหาอำนาจนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

เจ้าแห่งการบริโภค

ประเทศเศรษฐีใหม่อย่างจีนมักถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ที่ทำให้สิ่งมีชีวิตหลายชนิดอาจต้องสูญพันธุ์ เนื่องจากการบริโภคมหาศาลของประชากร 1,300 ล้านคน ทุกวันนี้มีช้างแอฟริกันถูกฆ่าตายหลายพันตัวในแต่ละปีจากความต้องการงาช้างในจีน โดยรัฐบาลกรุงปักกิ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่มีการดำเนินนโยบายที่เหมาะสมต่อการค้างาช้าง

ขณะที่ปัจจุบันชาวจีนบริโภคเนื้อหมูเพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2522 ถึง 5 เท่า และมีการเลี้ยงหมูมากถึง 460 ล้านตัว หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของหมูที่มีการเลี้ยงทั่วโลก ส่งผลให้พื้นที่เพาะปลูกในประเทศลดลง จนจีนต้องนำเข้าถั่วเหลืองมากถึง 60% จากปริมาณการส่งออกถั่วเหลืองทั่วทั้งโลก นำไปสู่ราคาถั่วเหลืองที่แพงขึ้น และยังทำให้เกิดความกังวลต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

ภายในอนาคตข้างหน้า แรงกดดันจะยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อประชากรจีนมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 21% ของประชากรโลก แต่จีนกลับมีพื้นที่การเกษตรเหลือเพียง 9% เท่านั้น ทำให้ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายวิตกถึงแนวโน้มราคาอาหารแพง และความกังวลว่าจีนจะเข้าซื้อที่ทั่วโลกมากขึ้นอีก

เดินทางพันลี้ดีกว่าอ่านหนังสือหมื่นเล่ม

นักท่องเที่ยวชาวจีนถือเป็นผู้ใช้จ่ายกระเป๋าหนักที่สุดอันดับ 3 ของโลก รองจากเยอรมนีและสหรัฐ ในปี 2554 ที่ผ่านมา มีชาวจีนเดินทางออกนอกประเทศถึง 70 ล้านคน เมื่อเทียบกับในปี 2538 ซึ่งมีจำนวนเพียง 4.5 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เลือกไปดินแดนใกล้เคียงอย่างฮ่องกง มาเก๊า และไทย ทว่านักท่องเที่ยวเงินหนาที่มุ่งไปอเมริกาหรือฝรั่งเศส ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากเช่นกัน

นอกจากนี้ ในแต่ละปีจะมีนักเรียนจีนราว 3 แสนคน ที่ออกไปศึกษาในทั่วโลก โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยในสหรัฐและออสเตรเลีย เพื่อให้มีโอกาสได้งานทำที่ดีในบ้าน ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดงานที่รุนแรง

กว้านซื้อโลก

ความต้องการของผู้บริโภคชาวจีนนั้นได้ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก เช่น ทองแดง ซึ่งใช้ในภาคการก่อสร้าง พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น หลุยส์ วิตตอง และแอร์เมส บ่งบอกสถานะเศรษฐีทั้งหลาย ขณะเดียวกัน จีนยังได้เป็นผู้ซื้อไวน์บอร์กโดซ์รายใหญ่ที่สุดในโลกแซงหน้าเยอรมนีแล้ว

เช่นเดียวกับผลงานศิลปะ โดยในปี 2554 ภาพเขียน 3 ใน 10 ภาพที่มีการขายไปในราคาแพงที่สุดในโลกล้วนมาจากศิลปินจีน ซึ่งรวมถึงภาพเขียนที่แพงที่สุดมูลค่า 57.2 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยจิตรกร ฉีไป๋สือ

การกว้านซื้อแขนงต่อไปอาจเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมและธุรกิจในต่างประเทศเพื่อหาตลาดและนวัตกรรมใหม่ๆ แม้ว่าจะยังเผชิญอุปสรรคติดขัดอยู่บ้างก็ตาม เนื่องจากรัฐบาลบางประเทศมองว่าธุรกิจขนาดใหญ่ของจีนซึ่งเป็นผู้ซื้อนั้นยังถูกควบคุมโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนอยู่ ทำให้บริษัทจีนยังไม่สามารถซื้อธุรกิจด้านพลังงานและการสื่อสารโทรคมนาคมในบางประเทศได้

ผู้เหยียบดวงจันทร์รายต่อไป

หลังจากที่ส่งยานไร้คนขับไปโคจรรอบดวงจันทร์มาได้เป็นผลสำเร็จแล้ว จีนก็ได้ประกาศเตรียมส่งมนุษย์ไปเหยียบบนดวงจันทร์เป็นประเทศต่อไป ซึ่งหากภารกิจนี้เป็นมิชชัน พอสซิเบิล มีการถ่ายทอดสัญญาณภาพจากดวงจันทร์มายังโลกได้ จีนก็จะกลายเป็นผู้ท้าทายสหรัฐ ที่ผูกขาดเป็นมหาอำนาจทางอวกาศรายเดียวของโลกอยู่ในขณะนี้ได้เป็นผลสำเร็จ

บทความแนะนำ