ญี่ปุ่น-จีนลุยถกพิพาทหวั่นฉุดศก.ดิ่งคู่

วันที่ 13 ต.ค. 2555 เวลา 10:02 น.
ญี่ปุ่น-จีนลุยถกพิพาทหวั่นฉุดศก.ดิ่งคู่
ญี่ปุ่น-จีนเสียงอ่อน ยอมถกแก้ปัญหาพิพาทเกาะ หลังนายกฯ แดนปลาดิบเตือนเศรษฐกิจ 2 ชาติเสี่ยงกอดคอดิ่งเหว

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ
ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

ปัญหาพิพาทแย่งชิงหมู่เกาะเซนกากุ หรือเตียวหยู ในทะเลตะวันออกระหว่างญี่ปุ่นและจีน เริ่มมีแนวโน้มคลี่คลายความตึงเครียดลง ภายหลังจากที่ โอซุมะ ฟุจิมุระ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น เปิดเผยเมื่อวันที่ 12 ต.ค. ว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลของจีนและญี่ปุ่นต่างเห็นพ้องร่วมกันที่จะเข้าร่วมการประชุมเพื่อหารือแนวทางแก้ปัญหาข้อพิพาทดังกล่าวในระดับรองรัฐมนตรีในเร็ววันนี้ หลังปัญหาความขัดแย้งได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางการค้าของทั้งสองชาติอย่างต่อเนื่อง

“เป็นสิ่งสำคัญที่ญี่ปุ่นและจีนต้องเริ่มสื่อสารกันเพื่อหาทางฟื้นฟูความสัมพันธ์ และการจัดการประชุมหารือในระดับรองรัฐมนตรีนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี” ฟุจิมุระ กล่าว

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น โยชิฮิโกะ โนดะ ออกโรงเตือนว่าความขัดแย้งครั้งล่าสุดอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศอย่างรุนแรง

“ถ้าความสัมพันธ์ของเรา โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจมีความเย็นชาต่อกัน ผลกระทบจะไม่ได้เกิดขึ้นแต่เพียงชาติใดชาติหนึ่งเท่านั้น แต่ทั้งสองประเทศจะต้องสูญเสียไม่ต่างกัน” โนดะ กล่าวย้ำ

คำเตือนของนายกรัฐมนตรี โนดะ สอดคล้องกับ โคอิจิโระ เกมบะ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น ที่เชื่อว่าปัญหาพิพาทเกาะครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสงบสุขและความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจทั้งโลกอีกด้วย

ทั้งนี้ กรณีพิพาทหมู่เกาะในทะเลจีนตะวันออกเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศซื้อหมู่เกาะเซนกากุ หรือที่รู้จักในประเทศจีนว่าเกาะเตียวหยู ซึ่งทั้งสองชาติต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดน เป็นจำนวนเงินสูงถึง 14 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 443 ล้านบาท) โดยส่วนหนึ่งของการแย่งชิงสิทธิครอบครองนี้ มีเหตุจากการที่พื้นที่โดยรอบเกาะแห่งนี้เต็มไปด้วยก๊าซธรรมชาติและทรัพยากรทางทะเลอันอุดมสมบูรณ์ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าอาจมีน้ำมันดิบปริมาณสูงถึง 160 ล้านบาร์เรล

นอกจากนี้ ความขัดแย้งในกรณีพื้นที่น่านน้ำที่เกิดขึ้น ยังได้ลุกลามจนเกิดเหตุประท้วงต่อต้านประชาชนและสินค้าของประเทศคู่พิพาทอย่างหนัก โดยส่งผลให้ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นต้องตัดลดการผลิตในจีน เนื่องจากความต้องการรถยนต์ญี่ปุ่นลดอย่างมาก สวนทางกับยอดขายรถยนต์จากประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐและเกาหลีใต้ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น