จีนอัดฉีด1.2หมื่นล.อุ้มเอกชน

วันที่ 11 ต.ค. 2555 เวลา 10:44 น.
จีนอัดฉีด1.2หมื่นล.อุ้มเอกชน
แบงก์ชาติจีนเล็งอัดฉีด 1.23 หมื่นล้าน เสริมแกร่งภาคนำเข้าป้องกันวิกฤตเศรษฐกิจโลก

กระทรวงการคลังจีนเปิดเผยรายงานล่าสุด เมื่อวันที่ 10 ต.ค. ระบุว่า ธนาคารกลางเตรียมอนุมัติเงินอุดหนุนให้แก่บริษัทนำเข้าในประเทศ สำหรับการจัดซื้ออุปกรณ์ เทคโนโลยีที่ทันสมัย วัตถุดิบและอุปกรณ์ที่จำเป็น รวมมูลค่าสูงถึง 2,500 ล้านหยวน (ราว 1.23 หมื่นล้านบาท) นับเป็นความพยายามครั้งล่าสุดของธนาคารกลาง ที่จะเดินหน้ากระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างสมดุลทางการค้าของประเทศให้มีเสถียรภาพ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง

ทั้งนี้ เงินอุดหนุนจำนวนดังกล่าว ซึ่งได้รับการจัดสรรมาจากงบประมาณกลาง คิดเป็นสัดส่วนเงินทุนสนับสนุนจากธนาคารกลางที่เพิ่มขึ้นจากเมื่อปีที่แล้วถึง 25% โดยที่ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางได้จัดสรรเงินอุดหนุนเพื่อลดอัตราดอกเบี้ยให้แก่บริษัทนำเข้าไปแล้ว รวมมูลค่าสูงถึง 9,500 ล้านหยวน (ราว 3.8 หมื่นล้านบาท) นับตั้งแต่ปี 2551

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของธนาคารกลางแดนมังกร ภายหลังจากที่สภาพเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากยอดส่งออกในเดือน ส.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 2.7% ขณะที่ยอดนำเข้าดิ่งตัวลง 2.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นการขยายตัวที่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ จาก วิกฤตหนี้ยุโรป และสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐที่อ่อนแอลง

สัญญาณการชะลอตัวลงดังกล่าว ผลักดันให้ธนาคารกลางจีนเดินหน้าประกาศมาตรการให้ความช่วยเหลือภาคส่งออกและนำเข้าของประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายรวมถึงการผ่อนคลายกฎข้อบังคับอันเข้มงวด สนับสนุนให้มีการเข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น และเร่งกระบวนการคืนเงินภาษี

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังของจีน ยังประกาศระงับการจัดเก็บภาษีการตรวจ สอบและกักกันสินค้าทุกชนิด ที่นำเข้าและส่งออกจากประเทศจีนเป็นการชั่วคราวไปจนถึงสิ้นปีนี้ เพื่อปกป้องบรรดาบริษัทผู้ส่งออกและนำเข้าต่างๆ ของประเทศจากวิกฤตการเงินโลกในปัจจุบันอีกด้วย

ขณะเดียวกัน ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก มีหมายกำหนดการเปิดเผยรายงานการเติบโตทางเศรษฐกิจประจำปี 2555 ในวันที่ 18 ต.ค. ที่จะถึงนี้ โดยผลการสำรวจความคิดเห็นของบรรดานักวิเคราะห์จากรอยเตอร์สพบว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของแดนมังกร จะชะลอตัวลงเป็นไตรมาส 7 ติดต่อกัน ซึ่งจะเป็นระดับการเติบโตที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่การเกิดวิกฤตการเงินเมื่อปี 2551 ทีเดียว