'มูดี้ส์'เล็งหั่นเครดิต แบงก์ยุโรป-มะกันระนาวกว่าร้อยแห่ง

วันที่ 10 พ.ค. 2555 เวลา 07:24 น.
'มูดี้ส์'เล็งหั่นเครดิต แบงก์ยุโรป-มะกันระนาวกว่าร้อยแห่ง
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

วิกฤตหนี้อียูส่อดิ่งเหว มูดี้ส์เล็งหั่นเครดิต 100 แบงก์ยุโรปสหรัฐ ฟอร์มรัฐบาลใหม่กรีซวุ่น ซ้ายลั่นฉีกแผนรัดเข็มขัด

บลูมเบิร์กเปิดเผยเมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่า มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดัง เตรียมดำเนินการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารในยุโรปและสหรัฐมากกว่า 100 แห่งภายในต้นเดือนนี้ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อความพยายามในการฟื้นฟูเศรษฐกิจยุโรปที่กำลังเผชิญกับวิกฤตหนี้อย่างรุนแรง

มูดี้ส์ จะเริ่มประกาศการหั่นอันดับเครดิตของภาคธนาคารของอิตาลีในช่วงต้นเดือน พ.ค. ก่อนที่จะดำเนินการพิจารณาอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศต่างๆ ในยุโรป ซึ่งหมายรวมถึง สเปน ออสเตรีย สวีเดน นอร์เวย์ อังกฤษ และเยอรมนี ด้วย

บีเอ็นพี พารีบาส์ ธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศสและธนาคารดอยช์แบงก์ ธนาคารรายใหญ่ที่สุดของเยอรมนี ตลอดจนถึงมอร์แกน สแตนเลย์ ของสหรัฐ ถืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือระยะสั้นและระยะยาวสูงสุดถึง 3 อันดับ สู่ระดับที่ต่ำที่สุดของมูดี้ส์ ขณะที่เจ.พี.มอร์แกน เชส, โกลด์แมน แซคส์ ของสหรัฐ และธนาคารเอชเอสบีซีของอังกฤษ อาจถูกปรับลดอันดับถึง 2 อันดับ ในช่วงเดือน มิ.ย.

 

ก่อนหน้านี้ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ และฟิทช์ เรทติ้งส์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดัง ได้ประกาศตัดลดเครดิตภาคธนาคารเหล่านี้ไปแล้วเมื่อปีก่อน

คินเนอร์ เลกคานี นักวิเคราะห์ของซิตี้กรุ๊ป อิงค์ ในลอนดอน มองว่า การปรับลดอันดับของมูดี้ส์อาจส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมพุ่งสูงขึ้นและผลักดันให้ธนาคารชะลอการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจยุโรปที่กำลังอ่อนแออย่างแน่นอน

นอกจากนี้ การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือดังกล่าวยังอาจส่งผลให้ผลประกอบการของภาคธนาคารลดลง และส่งผลให้บางธนาคารไม่สามารถกู้ยืมเงินในกองทุนรวมตลาดเงิน และเมื่อใดที่ภาคธนาคารไม่สามารถเข้าถึงกองทุนจากภาคเอกชน จะส่งผลให้ภาคธนาคารจำเป็นต้องยื่นขายสินทรัพย์และลดปริมาณการปล่อยสินเชื่อลง ซึ่งเป็นตัวการกระทบต่อความเชื่อมั่นอย่างที่สุด

ยิ่งไปกว่านั้น การหั่นอันดับดังกล่าวจะส่งผลให้ภาคธนาคารจำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนของเงินประกันความเสี่ยงสูงยิ่งขึ้น โดยมอร์แกน สแตนเลย์ อาจต้องเพิ่มวงเงินประกันสูงถึง 9,610 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.88 แสนล้านบาท) หากต้องถูกปรับลดความน่าเชื่อถือถึง 3 ขั้น ตามที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่ ซิตี้กรุ๊ป ถ้าถูกปรับลดอันดับ 2 ขั้นจริง ทางธนาคารก็จำเป็นต้องเพิ่มทุนถึง 4,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.41 แสนล้านบาท) ทีเดียว

ผลสำรวจความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ของบลูมเบิร์กให้ความเห็นตรงกันอีกว่า แม้ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะได้ใช้นโยบายอัดฉีดเงินสภาพคล่องให้กับธนาคารของยูโรโซนมูลค่าสูงถึง 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 39 ล้านล้านบาท) ตั้งแต่เมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว และอีกครั้งเมื่อเดือน ก.พ. แต่เศรษฐกิจของยุโรปในไตรมาสแรกยังเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับภาวะถดถอยอยู่ดี อันเป็นผลมาจากที่บรรดาผู้นำประเทศต่างๆ ในยุโรปจำเป็นต้องประกาศใช้มาตรการรัดเข็มขัดอันเข้มงวดเพื่อแก้วิกฤตหนี้ของประเทศ

“โดยส่วนตัวเห็นว่า ความคิดเห็นของสถาบันจัดอันดับไม่สำคัญ และไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ แต่ความจริงแล้ว มันสำคัญมาก และการปรับลดอันดับถือเป็นตัวฉุดภาคธนาคารที่พยายามต่อสู้กับวิกฤตหนี้มาเป็นเวลานาน” ฟิลิปป์ โบเดอโร นักวิจัยเครดิตยุโรปของแปซิฟิก อินเวสเมนต์ แมนเนจเมนต์ กล่าว

ขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวด้านการจัดตั้งรัฐบาลผสมใหม่ของกรีซเสี่ยงล้มเหลวอีกครั้ง หลัง อเล็กซิส ทซิปราส หัวหน้าพรรคไซริซา ซึ่งเป็นพรรคแนวซ้ายจัดที่ต่อต้านการใช้มาตรการรัดเข็มขัดอย่างสุดโต่ง อาจไม่สามารถหาแนวร่วมเพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสมได้สำเร็จ หลัง ทซิปราส ประกาศตั้งเงื่อนไขชูนโยบายว่า หากพรรคการเมืองใดๆ ต้องการมีบทบาทในรัฐบาลผสมใหม่นี้ ผู้นำพรรคการเมืองทั้งหมดต้องเห็นชอบให้ฉีกสัญญาการรับเงินช่วยเหลือกรีซจากสหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ทิ้งเสียก่อน ซึ่งได้รับเสียงคัดค้านจากพรรคการเมืองขนาดใหญ่ของกรีซในทันที

ทางด้านพรรคกลางขวาประชาธิปไตยใหม่ (เอ็นดี) และพรรคกลางซ้ายปาซก ซึ่งเป็นสองพรรคขนาดใหญ่ของกรีซที่สนับสนุนการใช้มาตรการรัดเข็มขัดอันเข้มงวด ประกาศลั่นไม่ยอมรับในข้อเสนอดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า การตัดสินใจฉีกสัญญารับเงินช่วยจากนานาชาติจะส่งผลให้กรีซต้องผิดนัดชำระหนี้และถูกบีบออกจากยูโรโซนในที่สุด

ทางด้าน แอนโทนิส ซามารัส หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ (เอ็นดี) กล่าวว่า ทซิปราส กำลังเรียกร้องให้พรรคการเมืองอื่นลงนามในแผนทำลายล้างกรีซ ซึ่งเจ้าตัวจะไม่ยอมอย่างเด็ดขาด เพราะการฉีกสัญญาดังกล่าวถือเป็นการตัดสินใจที่เสี่ยงมากเกินไป

ทั้งนี้ ผลการเลือกตั้งทั่วไปของกรีซเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พรรคกลางขวาประชาธิปไตยใหม่กรีซ ไม่สามารถชนะได้เสียงเด็ดขาดพอที่จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลขึ้นได้ทันที ส่งผลให้พรรคซ้ายจัด ไซริซา ซึ่งได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับสอง รับหน้าที่จัดตั้งรัฐบาลร่วมแทน

หากกรีซไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมได้สำเร็จ กรีซจำเป็นต้องมีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้งในเดือน มิ.ย. ซึ่งความไร้เสถียรภาพทางการเมืองดังกล่าวจะกลายเป็นชนวนสำคัญที่อาจทำให้กรีซถูกบีบให้ออกจากการเป็นสมาชิกยูโรโซน โดย เบน เมย์ นักเศรษฐศาสตร์จากแคปปิตอล อีโคโนมิกส์ ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เปิดเผยว่า ความเสี่ยงที่กรีซจะออกจากยูโรโซนภายในสิ้นปีนี้ได้เพิ่มสูงขึ้นแล้ว

จิลเลียน เอ็ดจ์เวิร์ธ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากธนาคารยูนิเครดิต ออกโรงเตือนว่า หากกรีซออกจากยูโรโซน ปัญหาที่กรุงเอเธนส์จะต้องเผชิญตามมาก็คือการปรับลดค่าเงินของตัวเอง อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น และการหดตัวอย่างหนักของจีดีพี

ขณะเดียวกัน ความไร้เสถียรภาพทางการเงินและการเมืองในยุโรป ส่งผลกระทบให้สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส ที่ตลาดนิวยอร์กส่งมอบเดือน มิ.ย. ปรับตัวลดลง อยู่ที่ 96.62 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ. ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะเลเหนือลอนดอน งวดส่งมอบเดือนเดียวกัน ลดลงมาอยู่ที่ 112.15 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล