รถไฟไทย การเดินทางโรแมนติกแบบไทยๆ [จบ]

  • วันที่ 09 มี.ค. 2562 เวลา 11:26 น.

รถไฟไทย การเดินทางโรแมนติกแบบไทยๆ [จบ]

เรื่อง : อรุณี ศรีสุข

รถไฟแล่นผ่านสถานีจนกระทั่งจอดที่สถานีสุดท้ายก่อนจะออกจากกรุงเทพฯ สถานีรังสิต

ชายหนุ่มอายุราวๆ สามสิบกว่า จูงลูกสาววัยประมาณสี่ขวบขึ้นรถไฟมายืนอยู่ข้างๆ ที่ฉันนั่ง ฉันเห็นเด็กน้อยยืนโงนเงน ฉันเลยอนุญาตให้หนูน้อยนั่งกับฉัน

ส่วนชายหนุ่มก็ยังยืนอยู่แบบไม่กล้าที่จะเข้ามานั่งด้วย เพื่อนฉันเลยเอ่ยปากชวนว่านั่งด้วยกันสิ ไม่เป็นไรหรอก ทันทีที่ชายหนุ่มกำลังนั่ง เจ้าหน้าที่อารักขาก็ปรากฏตัวขึ้น และไล่สองพ่อลูกให้ลุกขึ้น ฉันและเพื่อนจึงยืนยันว่าเราอนุญาตให้นั่งเอง

เจ้าหน้าที่ไม่ยอม บอกว่าไม่ได้ ฉันจึงถามว่าที่นั่งนี้เราจ่ายไปแล้ว น่าจะเป็นสิทธิของเราที่จะให้ใครนั่งก็ได้ แล้วเด็กจะยืนไหวได้ยังไง เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่ได้ แล้วบอกว่ามันก็เป็นแบบนี้แหละช่วงหน้าเทศกาล

เพื่อนฉันจึงถามเจ้าหน้าที่ว่าถ้าสองคนนี้จะได้นั่งต้องทำยังไง เขาตอบทันทีว่าต้องสั่งเบียร์เหมือนที่เราสั่ง

ฉันกับเพื่อนอึ้งไป เรามองหน้ากัน เพื่อนฉันเลยบอกว่าเราสั่งเพิ่มแล้วกัน แต่ขอต่อรองขอสั่งแค่สามขวดได้ไหม เพราะที่สั่งก็อาจดื่มไม่หมด เจ้าหน้าที่ยอมให้สองพ่อลูกได้นั่งกับเรา

บทสนทนาจึงเริ่มต้นขึ้น เราเริ่มคุยกัน ถามประวัติความเป็นมาระหว่างนั้นก็ดื่มไปด้วย เวลาผ่านไป ฉันจึงได้ความว่าชายคนนี้กำลังพาลูกสาวกลับมาเยี่ยมบ้านที่เด่นชัย และคิดว่าคงฝากลูกสาวไว้ให้แม่เลี้ยง เพราะเขาถูกเมียทิ้งไป

ระหว่างที่เล่าลูกสาวเขาได้นอนหลับบนตักฉันเรียบร้อยแล้ว ฉันคิดว่าควรเปลี่ยนให้ลูกสาวได้นอนตักพ่อดีกว่า ฉันจึงย้ายไปนั่งด้านเดียวกับเพื่อน

ระหว่างนั้นแอลกอฮอลล์ก็เริ่มทำงาน และที่ตู้เสบียงก็ปรากฏเด็กสาวๆ เดินมาขายผลไม้ อาหารกล่อง ข้าวผัด ที่ไม่เกี่ยวกับอาหารในตู้เสบียง เด็กสาวเริ่มป้วนเปี้ยนตรงโต๊ะฉัน พยายามขายผลไม้ให้ชายหนุ่มพ่อเลี้ยงเดี่ยว มันได้ผล

เด็กสาวหว่านเสน่ห์ เสียงรถไฟดังจนแทบไม่ค่อยได้ยินเสียงพูดคุย เด็กสาวก็เอียงหูเข้าไปใกล้ชายหนุ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ฉันกับเพื่อนคิดเหมือนกัน ซวยแล้วสิ แล้วก็เป็นจริง

ไม่ว่าเด็กสาวคนนั้นจะถืออะไรมา ชายคนนี้ซื้อหมด แล้วก็ยกให้เด็กสาวกิน หลังๆ ก็เริ่มซื้อเบียร์ ฉันกับเพื่อนเริ่มนั่งมองเขาและเด็กสาวคุยกัน แต่ขอให้นึกภาพสถานการณ์จริง ตู้เสบียงไม่ใช่มีแค่เพียงเรา มีคนเต็ม และที่สุดเจ้าหน้าที่ก็เอาไม้มากั้นไม่ให้คนชั้นสามเข้ามาในตู้นี้ได้...

ฉันเพิ่งเห็นภาพชัดวันนี้เองว่าการแบ่งชนชั้นนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นการแบ่งด้วยความไร้สาระ ไม่มีหลักการใด นอกจากผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลตู้เสบียง

กลับมาที่ชายหนุ่มกับเด็กสาว เด็กสาวน่าจะไม่ได้เป็นพนักงานของรถไฟ แต่คงมีเอี่ยวบางอย่างที่ทำให้ได้มาขายของบนรถไฟได้ เด็กสาวมีหลายคน หน้าตาก็ยังสดใสอยู่ การหลอกล่อให้ชายหนุ่มที่เพิ่งโดนเมียทิ้งมาให้จ่ายเงินนั้นไม่ยาก

เวลาผ่านไป เงินในกระเป๋าของชายหนุ่มเริ่มหมด เพราะฉันเห็นครั้งแรกตอนที่เขาหยิบเงินออกมาซื้อผลไม้น่าจะมีอยู่หลายพัน คงเตรียมไว้ให้แม่เป็นค่าเลี้ยงดู แต่ตอนนี้เงินเหล่านั้นได้โดนสาวๆ บนรถไฟฉกไปเรียบร้อยแล้ว เหลือทิ้งไว้แต่มะม่วง สับปะรด ข้าวผัดสองสามกล่องที่วางอยู่บนโต๊ะ

เด็กผู้หญิงที่กำลังนอนหลับปุ๋ย ไม่รู้ไม่เห็นถึงสิ่งที่พ่อทำ ฉันบอกกับเพื่อนว่าฉันไม่อยากนั่งในตู้เสบียงแล้ว ฉันรู้สึกถึงความเอารัดเอาเปรียบของผู้คนกันเอง มันรู้สึกแย่ยังไงบอกไม่ถูก

เพื่อนบอกอีกเดี๋ยวคนคงทยอยลง ตู้ชั้นสามคงมีที่ว่างเพราะใกล้เช้าแล้ว ใกล้เวลารุ่งสาง ชายหนุ่มก็หลับเพราะหมดตัวสาวๆ ก็หายตัวไป ฉันและเพื่อนนั่งมองความเป็นไป ทักท้วงกับการจ่ายเงินของเขาบ้าง แต่เขาก็ไม่ฟัง มันเป็นสิทธิของเขา เงินของเขา และคงเป็นความสุขของเขา

หลังจากนั้นไม่นานเจ้าหน้าที่ก็เดินมาประกาศว่าสถานีหน้าคือสถานีเด่นชัยให้เตรียมตัว ฉันจึงปลุกเขา เขาตื่นขึ้นและปลุกลูกสาวให้เตรียมตัว เขายิ้มให้เราทั้งสองแล้วก็บอกกับเราว่าเมามากเลยครับพี่ เราก็หัวเราะกัน เพื่อนฉันบอกว่าเช็กเงินในกระเป๋าด้วยนะ เขาก็หัวเราะเจื่อนๆ คงจำได้ทุกการกระทำของตัวเอง

รถไฟจอดที่สถานีเด่นชัย เขาจูงลูกลงรถไฟ ฉันและเพื่อนอวยพรขอให้เขาโชคดี แล้วเพื่อนฉันก็พูดขึ้นมาทันที

“กูรู้แล้วว่าทำไมเมียถึงได้ทิ้ง... เฮ้อ! สงสารเด็กจริงๆ”

“เศร้านะ…” แล้วฉันก็ชวนเพื่อนออกจากตู้เสบียงไปอยู่ตู้ชั้นสาม ซึ่งก็มีที่ว่างเพราะคนคงทยอยลง ฉันจึงได้นอน รถไฟก็มาจอดสนิทก่อนสถานีลำปาง เพราะหัวจักรเสีย สรุปว่าเราถึงสถานีเชียงใหม่ เวลาบ่ายสี่โมงเย็น

การเดินทางของฉันคราวนั้นเป็นการเดินทางทำให้ได้เข้าใจชีวิตคนไทยมากขึ้น

สังคมไทยเป็นสังคมประกอบด้วยผู้คนที่หลากหลาย การอยู่ร่วมกันอย่างสันติและมีคุณภาพ สังคมต้องประกอบด้วยผู้คนที่มีจิตสำนึกต่อผู้อื่น ผู้ร่วมสังคมเรา ซึ่งฉันคิดว่าสังคมไทยมีน้อยมาก กับคำว่า จิตสำนึก หรือคุณธรรมก็ว่าได้

ร้อยกว่าปีผ่านไปตั้งแต่วันสถาปนากิจการรถไฟไทยที่มีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนได้เดินทางไปมาหาสู่กัน แลกเปลี่ยนสินค้ากันได้อย่างสะดวกสบาย มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้น เปลี่ยนแปลงจนถึงปัจจุบัน

ฉันได้กลับไปนั่งรถไฟอีกครั้งเมื่อเดือนที่แล้ว ฉันไม่พบว่ามีตู้เสบียงเหมือนที่เคยเป็น แต่เป็นตู้เสบียงที่จัดเรียบร้อย ไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ขาย มีแต่อาหารเซตที่ถูกแร็ปด้วยพลาสติกด้วยราคาที่แพงลิบเท่ากับอาหารบนเครื่องบิน ส่วนคุณภาพเทียบเท่ากับเอาอาหารแช่แข็งมาเวฟ

พนักงานสวมเครื่องแบบร้านอาหาร ฉันสั่งไก่นิวออร์ลีน ชิ้นเล็กๆ หกชิ้น ราคา 150 บาท ฉันจำไม่ผิดมันคือไก่แช่แข็งแบบเดียวกันกับในเซเว่นอีเลฟเว่น เมื่อพนักงานคราวลุงมาเสิร์ฟ ฉันพูดไม่ออก บรรยากาศไม่จ้อกแจ้กจอแจเหมือนเคย พนักงานไม่ยื่นเงื่อนไขเหมือนก่อน แค่ไม่สั่งก็กลับไปที่นั่ง

ดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี แต่สำหรับฉันมันเปลี่ยนแค่ภาพเหมือนผู้คนในสังคมส่วนใหญ่ในประเทศนี้เป็น คือสร้างภาพเก่ง ทุกอย่างดูดี มีความโปร่งใส แต่การเอารัดเอาเปรียบของคนที่อยู่บนรถไฟยังคงเหมือนเดิม และอาจยิ่งกว่าเดิม

ยี่สิบปีผ่านไป ฉันคิดถึงสองพ่อลูกนั้นจับใจ…

ข่าวอื่นๆ