ผาหัวนาค วิวดีๆ มีในเมืองไทย

  • วันที่ 03 ก.ย. 2560 เวลา 11:33 น.

ผาหัวนาค วิวดีๆ มีในเมืองไทย

เรื่อง/ภาพ : โยโมทาโร่

 

กลางเดือนที่ผ่านมามีคนชวนผมไปเที่ยวที่ จ.ชัยภูมิ เขาบอกว่าที่จังหวัดนี้ที่เที่ยวสวย ตอนแรกผมก็แอบคิดอยู่เหมือนกันว่าสวยจริงๆ เหรอเพราะดูรูปภาพรีวิวก็สวยในระดับนึง แต่ไม่ได้ถึงกับทำให้เราอยากไป แต่พอเดินทางไปถึงแล้วกลับไม่ใช่อย่างที่คิด ทุกอย่างดูสวยงามตระการตาไปหมดแม้จะไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวก็ยังสวยงามอยู่ดี พลางบอกกับตัวเองว่าเราพลาดที่นี่ไปได้อย่างไร

 

ที่ จ.ชัยภูมิ มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามอยู่หลายแห่ง แต่วันนี้เราขอโฟกัสไปที่อุทยานแห่งชาติภูแลนคา ที่ทำให้เรารู้สึกเซอร์ไพรส์มากที่สุด การเดินทางจากกรุงเทพฯ มาที่อุทยานแห่งชาติภูแลนคา ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง ใช้ทางหลวงหลักหมายเลข 2 ผ่าน จ.สระบุรี จากนั้นใช้เส้นทางหมายเลข 201 มุ่งหน้าเข้าสู่ตัว จ.ชัยภูมิ แวะซื้อเสบียงเติมเชื้อเพลิงให้เต็ม แล้วขับรถตามเส้นทางหมายเลข 2051 วิ่งตามป้ายบอกทางไปอุทยานแห่งชาติภูแลนคาไปเรื่อยๆ เราจะพบกับมอหินขาว เป็นสถานที่เที่ยวจุดแรก

 

เราต่างคุ้นภาพคุ้นตากับเสาหินทรายยักษ์ อันเป็นจุดเด่นของที่นี่ หินทรายยักษ์อายุประมาณ 175 ล้านปีตั้งตระหง่านท้าแสงแดด สายลม สายฝน หากดูในภาพเราคงจินตนาการไม่ออกว่าใหญ่ขนาดไหน แต่ถึงที่จริงปรากฏว่าใหญ่โตมโหฬารสมกับเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของ จ.ชัยภูมิ แต่ละเสาหินยักษ์ทั้ง 5 มีชื่อตั้งให้เรียบร้อยได้แก่ ขุนศรีวิชัย หลวงปู่ฤาษี หลวงสมชาย หลวงจันทร์ และหมื่นสิงขร ชื่อราวกับหลุดมาจากนิทานพื้นบ้านเกราะเพชรเจ็ดสีกันเลยทีเดียว เชื่อกันว่าเสาหินแต่ละเสาล้วนให้โชคแตกต่างกันออกไป บริเวณมอหินขาว เราสามารถกางเต็นท์นอนดูดาวได้ แต่ในช่วงเวลาที่เราไปนั้นเป็นช่วงฤดูฝนไม่เหมาะกับการกางเต็นท์นอนบริเวณนี้สักเท่าไหร่ แต่ในบริเวณใกล้ๆ กันก็จะมีทุ่งหินเล็กหินน้อยอยู่เรียงรายให้เราเดินชมเล่น

 

สิ่งที่เราชอบมากที่สุดและเชื่อว่าเป็นวิวเนินเขา ที่อยู่เบื้องหลังให้เห็นพื้นที่ราบลุ่มมากกว่าปรากฏให้เห็นตั้งแต่ทางเข้าจนถึงบริเวณมอหินขาว เป็นวิวที่ทำให้เรารู้สึกประทับใจมากที่สุด แต่มีน้อยคนนักที่จะโพสต์วิวนี้ในรีวิว เราใช้เวลาเดินชมถ่ายภาพนั่งพักในร่มไม้รับลมเย็นๆ มีรถไอศกรีมและผลไม้จอดขายอยู่ในบริเวณ แม้ไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว แต่ก็มีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยขับรถขึ้นมาเที่ยวชมที่นี่

 

พลันมองเห็นป้ายจุดชมวิวผาหัวนาค ซึ่งต้องขับรถขึ้นไปอีกหน่อยและต้องเสียค่าเข้าให้กับอุทยานแห่งชาติ เราถามกับพ่อค้าขายไอศกรีมว่า วิวผาหัวนาค สวยไหมคุ้มที่จะเข้าไปชมหรือเปล่า น้ำเสียงในคำตอบนั้นหนักแน่นดั่งหินผาว่า ควรขึ้นไปชมครับไม่ไปถือว่าพลาดมาก เมื่อคนท้องถิ่นพูดถึงขนาดนี้จากที่ตั้งใจจะดูแค่ มอหินขาวเราก็ต้องดั้นด้นขึ้นไปชมดูสักครั้ง

 

ขับรถขึ้นไปอีกประมาณ 10 นาทีก็ถึงจุดเสียค่าเข้าชมอุทยานเราเข้าชมอุทยานแห่งชาติครั้งสุดท้ายก็เมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้วในสมัยที่เสียค่าเข้าที่เดียวก็สามารถนำตั๋วไปเที่ยวชมอุทยานแห่งชาติอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียงได้ในวันเดียวกัน เพิ่งมารู้ในวันนั้นว่าปัจจุบันการเสียค่าเข้าชมอุทยานแห่งชาติไม่สามารถนำตั๋วจากอีกที่หนึ่งไปเข้าอีกที่หนึ่งในวันเดียวกันได้อีกแล้ว แต่ถ้าเราติดตามข่าวปัญหาการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ดูแลป่าไม้ ปัญหาการขาดแคลนเงินทุนที่จะเข้ามาดูแลรักษาป่าก็แค่ไม่กี่สิบบาทยอมเสียไปเถอะครับเพื่อให้เราได้มีป่าไม้และธรรมชาติส่งต่อถึงลูกหลาน

 

เมื่อเข้ามาในเขตอุทยานแห่งชาติภูแลนคาก็คือ ภายในบริเวณอุทยานตั้งแต่สำนักงานที่ทำการอุทยาน อาคารหอประชุม ลานจอดรถ บริเวณกางเต็นท์ ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก ดูทันสมัยดูดีสะอาดตา ถึงขนาดทำให้เรารู้สึกระมัดระวังตัวที่จะทำขยะหล่นไปสักชิ้นจะรู้สึกเสียใจมาก เรียกได้ว่าการกลับมาเที่ยวอุทยานแห่งชาติอีกครั้งในรอบ 4 ปี มีความประทับใจอย่างยิ่งและที่สำคัญวิวสวยถึงสวยมากๆ และมากที่สุด

จากประสบการณ์เที่ยวอุทยานแห่งชาติกางเต็นท์นอนมาก็หลายที่ยังนึกภาพไม่ออกว่าที่ไหนสวยเทียบเคียงกับที่นี่ได้บ้าง ถ้าไม่นับ เขาช้างเผือก อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นการเดินบนสันเขา และวิวแบบ 360 องศา ที่นี่อาจจะเป็นวิวริมผาที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย

เพราะบริเวณผาหัวนาค ตั้งอยู่ตรงแนวสันเขาที่ทอดยาวเบื้องล่างเป็นพื้นที่ราบลุ่ม อ.หนองบัวแดง วิวผาที่โล่งกว้างเห็นวิวได้ 180 องศา ทิวเขาข้างหน้าคือเขตอุทยานแห่งชาติ ทิวเขาด้านขวาคืออุทยานแห่งชาติภูเวียง และด้านซ้ายคืออุทยานแห่งชาติไทรทอง หากโชคดีในวันที่ฟ้าเปิดและไม่มีหมอกแดด มองข้ามผ่านทิวเขาในเขตอุทยานแห่งชาติภูเวียงเราอาจจะได้เห็นทิวเขาของเขตอุทยานทุ่งแสลงหลวงทับซ้อนอยู่ข้างหลัง

เป็นผาที่ค่อนข้างเปิดกว้าง ลมเย็นทิวทัศน์ตระการตา เห็นแล้วแทบอยากจะขอค้างคืนที่นี่ให้ได้เลยทีเดียว มีเจ้าหน้าที่เดินเข้ามาดูแลทักทายอย่างมีอัธยาศัย ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะต้องการนับจำนวนคนที่อยู่บริเวณผาให้กลับออกไปอย่างไม่ตกหล่น เพราะถ้าตกหล่นขึ้นมาก็เป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ

 

สอบถามเจ้าหน้าที่ถึงคำแนะนำในการมาเที่ยวที่นี่ ก็ได้ใจความว่าหากต้องการมาเที่ยวที่ผาหัวนาคสามารถมาเที่ยวได้ตลอดปี ซึ่งแต่ละฤดูก็จะมีบรรยากาศที่สวยงามแตกต่างกันไป แต่แนะนำให้เที่ยวช่วงปลายฝนต้นหนาวที่ท้องฟ้าเริ่มโปร่งใสจะดีที่สุด เพราะในช่วงฤดูฝนบนยอดผามีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 900 กว่าเมตรเป็นความสูงระดับเมฆฝนชั้นต่ำ เวลาเมฆฝนเคลื่อนผ่านบริเวณนี้ก็แทบจะมองไม่เห็นอะไรเลย

แต่ในฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่สุดยอด เพราะคุณจะได้เห็นดาวบนดินบนพื้นราบและดาวบนฟ้าเกลื่อนตา เจ้าหน้าที่บอกกับเราอีกว่าตั้งแต่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหมุนเวียนกันดูแลหลายๆ ที่ วิวผาหัวนาคสวยที่สุดเท่าที่เคยอยู่มาซึ่งเราก็เห็นด้วยในความเห็นนั้น ในช่วงฤดูหนาวบางปีมีอุณหภูมิลดต่ำถึง 1 องศา ส่วนทะเลหมอกนั้นแล้วแต่สภาพอากาศซึ่งคาดเดาได้ยากแต่เท่าที่เห็นและเป็นอยู่ก็เรียกได้ว่าสุดยอดของจุดชมวิวแล้วไม่มีคำว่าเสียดายหรือรู้สึกเสียเที่ยวแม้แต่น้อย ปลายปีลมหนาวพัดมาเมื่อไหร่ต้องจัดมาที่นี่อีกสักครั้งแน่นอน

ข่าวอื่นๆ