นิโคลัส บัสเซ็ท อาหารและดนตรี ความต่างที่ลงตัว

  • วันที่ 05 ก.ย. 2560 เวลา 11:30 น.
  • | เปิดอ่าน 380
Share on Google+
LINE it!

นิโคลัส บัสเซ็ท อาหารและดนตรี ความต่างที่ลงตัว

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ทันทีที่ประตูลิฟต์ชั้น 22 ของโรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท เปิดออก เราได้เดินทางมาถึงห้องอาหารลาพาร์ต รูฟท็อป บาร์ แอนด์ เรสเตอรองต์ ห้องอาหารฝรั่งเศสแสนอบอุ่น ที่ยังคงเสน่ห์ของ Fine Dining แต่ปรับให้บรรยากาศชวนสนุกแบบ Fun Dining ยังไม่ทันได้เดินสำรวจห้องอาหารรอบๆ ก็พลันสะดุดตากับเชฟหนุ่มหล่อที่กำลังโฟกัสอยู่กับการทำอาหารตรงหน้า ที่หันหน้ามาส่งยิ้มให้ ก่อนวางมือจากอาหารและตรงเข้ามาทักทาย

 

เชฟนิโคลัส บัสเซ็ท เอ็กเซ็กคิวทีฟ ซูส์เชฟคนใหม่ของประจำห้องอาหารแห่งนี้ ซึ่งคว่ำหวอดในวงการอาหารมานับ 10 ปี เคยทำงานกับร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ ร่วมงานกับโรงแรมชั้นนำมาแล้วมากมาย รวมทั้งโรงแรมระดับ 5 ดาวในประเทศไทย

ครั้งนี้เขากลับมาเมืองไทยอีกครั้ง เพื่อนำทักษะความขำนาญในการสร้างสรรค์เมนูอาหารฝรั่งเศส มาผสานกับความคิดสร้างสรรค์สุดล้ำ เพื่อนำเสนอประสบการณ์ และรสชาติอาหารฝรั่งเศสที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร ให้นักชิมชาวไทยได้ลิ้มลอง

นิโคลัส เชฟลูกครึ่งฝรั่งเศส-ฟินแลนด์ เจ้าของรอยยิ้มแสนอบอุ่น พาย้อนวันวานไปสู่วัยเด็ก ก่อนจะก้าวมาเป็นเชฟเต็มตัวว่า เขามีความฝันอยากจะเป็นนักดนตรี สมัยอยู่ที่ฝรั่งเศส เขามีวงดนตรีกับเพื่อนๆ โดยเขารับหน้าที่เป็นมือกีตาร์ เขาแน่วแน่ในเส้นทางดนตรี จนตัดสินใจเดินทางมาเรียนต่อด้านดนตรีที่ Institute of Contemporary Music Performance ที่ลอนดอน แต่แล้ววันหนึ่ง ชีวิตก็ต้องพลิกผัน เมื่องานพาร์ตไทม์ที่เขาทำเพื่อหา รายได้พิเศษระหว่างเรียน ได้เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล

"ตอนเรียนที่อังกฤษ ผมเลือกไปทำงาน พาร์ตไทม์ในครัว เพราะรู้จักกับเพื่อนที่ทำงานโรงแรม ตอนนั้นเขามี 3 ตำแหน่งให้เลือก คือ ทำงานเป็นพนักงานต้อนรับ เป็นพนักงานเสิร์ฟ หรือทำงานในครัว ผมตัดสินใจเลือกอย่างหลัง ทั้งที่ไม่มีพื้นฐานการทำอาหาร และไม่เคยอยากเป็นเชฟด้วยซ้ำ แต่หลังจากได้ลองทำงานจริง ผมกลับหลงรักงานในครัวเข้าอย่างจัง ผมเรียนรู้งานทุกอย่าง จนรู้ซึ้งว่าการเป็นเชฟเป็นอาชีพที่งานหนัก ต้องทำงานวันละ 16-17 ชั่วโมง แต่ผมก็ยังรักที่จะทำอาชีพนี้อยู่ดี"

ด้วยเหตุนี้ เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงจุดที่ต้องเลือก นิโคลัส จึงเลือกที่จะเดินตามแพสชั่นของตัวเอง เขาเริ่มต้นฝึกงานที่โรงแรมโนโวเทล ลอนดอน เวสต์ (Novotel London West) จากนั้นจึงได้มีโอกาสเข้ามาทำงานในร้านมิชลินสตาร์ อย่าง The Orrery และ La Trompette ก่อนจะเข้ามาร่วมงานกับโรงแรมในเครือแอคคอร์

"ผมคิดว่า การทำอาหารก็เหมือนการเล่นดนตรี เป็นงานที่เปิดโอกาสให้ผมได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ไม่สิ้นสุด ก่อนจะแต่งเพลง 1 เพลง นักดนตรีต้องคิดถึงตัวโน้ต ท่วงทำนอง เช่นเดียวกับการทำอาหาร เชฟต้องคัดเลือกส่วนผสมที่จะใช้เพื่อสร้างสรรค์เมนูพิเศษ

เทคนิคจากการเป็นนักดนตรีที่ผมนำมาประยุกต์ใช้กับการทำอาหารคือ ก่อนจะแต่งเพลง เล่นดนตรี หรือทำอาหาร เราต้องมองภาพรวมให้ออก รู้ว่าผลงานที่ออกมาจะเป็นอย่างไร แล้วค่อยๆ สร้างสรรค์ขึ้นมา

แน่นอนว่าในความเป็นจริงการทำอาหารและเล่นดนตรีอาจจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เพราะยังมีองค์ประกอบหลายอย่าง ต้องมีเรื่องของการทำงานเป็นทีมเขามา ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบการ ทำอาหารกับการเล่นดนตรีจริงๆ คงเหมือน ออร์เคสตราวงใหญ่"

เปรียบเทียบอย่างเห็นภาพขนาดนี้ เลยอดสงสัยไม่ได้ว่า การเดินทางมาทำงานที่ประเทศไทยอีกครั้งนี้ เชฟเตรียมความพิเศษอะไรมาไว้เซอร์ไพรส์แขกคนสำคัญ นิโคลัสบอกว่า ซิกเนเจอร์ในอาหารทุกจานของเขา คือ ให้ความสำคัญกับวัตถุดิบ เขามักมองหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการทำอาหารจากวัตถุดิบที่ได้มา และคิดต่อ ยอดว่าจะทำอย่างไรให้อาหารจานนี้สวยขึ้น รสชาติดีขึ้น ในทุกเมนูเขาพยายามให้วัตถุดิบเป็นฮีโร่ ที่เพิ่มเติมคือ ความคิดสร้างสรรค์

 

"สำหรับผม การได้เห็นรอยยิ้ม และความสุขของลูกค้าที่มากินอาหาร ก็คือ ความสุขของผม" เชฟหนุ่มกล่าวด้วยแววตามุ่งมุ่น พร้อมเผยถึงเป้าหมายในชีวิตว่า ความฝันไกลๆ ของเขาคือ การเปิดร้านอาหารของตัวเอง แม้จะยังลงรายละเอียดไม่ได้ว่าจะเป็นร้านอาหารสไตล์ไหน หรือจะเปิดที่ไหน แต่เชฟหนุ่มก็แย้มออกมาแล้วว่า เห็นภาพว่าอนาคตของตัวเขาอยู่ในประเทศไทย

"เพราะผมชอบเมืองไทย ผมมีโอกาสมาเมืองไทยหลายครั้ง ทั้งมาเที่ยวและมาทำงาน ที่สำคัญผมมีภรรยาเป็นคนไทย" นิโคลัสบอกเล่าพร้อมอมยิ้ม

งานนี้ เพื่อพิสูจน์ว่าพูดจริง และต้องทำให้ได้ เชฟหนุ่มยังกล่าวทิ้งท้ายว่า "อาหารที่ผมชอบที่สุดคือ อาหารไทย ผมมีความสุขที่ได้มาทำงานที่นี่ และคิดว่า 5 ปีจากนี้ผมจะพูดภาษาไทยได้คล่อง"

Share on Google+
LINE it!