บ้านท่าดินแดง เที่ยวกรีน กินคลีน

  • วันที่ 12 มี.ค. 2559 เวลา 10:11 น.

บ้านท่าดินแดง เที่ยวกรีน กินคลีน

โดย...กาญจน์ อายุ

อาทิตย์ที่ผ่านมาได้นำเสนอเรื่องเกาะพระทอง หนึ่งมุมมองใน จ.พังงา ที่แม้ว่าจะไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวใหม่ แต่ภาพที่ออกมาก็แปลกตาจากภาพแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างเขาหลักและเกาะตาชัยที่อยู่ในจังหวัดเดียวกัน ไม่เพียงเท่านั้นพังงายังมีธรรมชาติอีกอย่างที่ให้อารมณ์คนละอย่างกับทุ่งสะวันนา ด้วยความเขียวชอุ่มของป่าโกงกางและความชุ่มฉ่ำของลำคลอง ทำให้ศูนย์ประสานงานท่องเที่ยวพังงาออกแคมเปญ “ท่องเที่ยวสไตล์กรีน” ในช่วงนี้ที่เพิ่งเข้าสู่หน้าร้อนอย่างเป็นทางการ โดยชู บ้านท่าดินแดง เป็นชุมชนแนะนำ เพราะเหมาะแก่การไปเที่ยว ทั้งคนในชุมชนมีการรวมตัวเป็นกลุ่มท่องเที่ยวชุมชน มีสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงความดึงดูดใจที่ชวนให้เซอร์ไพรส์

คิดถึงพังงาภาพทะเลมักจะลอยมา ทว่าเสน่ห์อีกอย่างที่ทำให้ต้องมนตร์ไม่แพ้กันคือ ป่าชายเลน ตามแนวชายฝั่ง อ.ท้ายเหมือง มีป่าชายเลนสมบูรณ์โดยเฉพาะสองฝั่งคลองดินแดงที่ขึ้นหนาแน่นเกือบมองไม่เห็นผิวน้ำ ซึ่งบ้านท่าดินแดง หมู่ 4 ต.ลำแก่น อ.ท้ายเหมือง ตั้งอยู่บริเวณนั้น ชาวบ้านจะล่องเรือเล็กเลาะเข้าไปดักปูและหาปลาเป็นวิถี แต่เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามามาก ชาวบ้านจึงรวมตัวกันเป็นกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนบ้านท่าดินแดง ให้บริการเรือคายักและฝีพายพาไปชมธรรมชาติ

ต่อแถวคายักชมธรรมชาติ

 

จุดลงเรืออยู่ในเหมืองทำแร่ดีบุกเก่าซึ่งเคยรุ่งเรืองมากในอดีต บังโหรน ผู้นำกลุ่มเล่าว่า แต่ก่อนบริเวณหมู่บ้านเรียกว่าเหมืองแร่หมื่นล้าน มีหลักฐานความเฟื่องฟูของยุคด้วยรางแร่คอนกรีตคู่ยาว 40 เมตร แต่ทุกวันนี้เหมืองร้างแร่ไปกว่า 50 ปีและถูกปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่ เมื่อยุคตื่นเหมืองหมดลง ชาวท่าดินแดงก็เปลี่ยนมาทำเกษตรกรรมจำพวกผักผลไม้ เช่น แตงโม มะระ มะเขือ จนกระทั่งปี 2546 เหมือนเปลี่ยนยุคอีกครั้งเมื่อคลื่นยักษ์สึนามิกวาดล้างทุกอย่างไป ยุคใหม่ของชาวบ้านจึงเปลี่ยนมาปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์ เพื่อแก้ไขปัญหาดินที่กลายเป็นดินทรายแทบทั้งหมด

ทุกวันนี้ในชุมชนปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ประมาณ 100 โรงเรือน ทั้งผักกาดขาว คะน้า กวางตุ้ง ผักสลัด และก่อตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกผักบ้านท่าดินแดง โดยสมาชิกจะขายโดยตรงกับลูกค้าทั้งโรงแรมที่เขาหลักและภูเก็ต รวมถึงโรงพยาบาลในจังหวัดใกล้เคียง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ขายกิโลกรัมละประมาณ 50 บาท สามารถเก็บผลผลิตได้ตลอดปี ทั้งนี้อาชีพประมงก็ยังเป็นอาชีพพื้นฐานของทุกครัวเรือน

นักท่องเที่ยวเก็บภาพระหว่างทาง

 

กล่าวได้ว่า ถ้าไม่มีการท่องเที่ยว ชาวบ้านก็มีรายได้เลี้ยงชีพเป็นปกติ การท่องเที่ยวจึงเป็นเพียงรายได้เสริม สมาชิกกลุ่มจะเป็นฝีพายให้ทุกลำพร้อมนักท่องเที่ยวลำละ 2 คน คัดท้ายพาลัดเลาะเข้าไปในคลองดินแดง ผ่านแนวป่าโกงกางรกทึบ ส่วนบนของต้นโกงกางเป็นยอดสีเขียวสดสลับเข้มตัดกับสีฟ้าล้วนไร้เมฆ ส่วนล่างเป็นรากอากาศโค้งงอไม่มีทิศทางสีเทาน้ำตาล และระหว่างทางจะได้ยินก็แค่เสียงปูก้ามดาบดีดก้าม เต๊าะ เต๊าะ เป็นจังหวะบัลลาดเหมือนความเชื่องช้าของคายัก

เส้นทางเลาะป่าชายเลนไม่มีแผนที่ชัดเจน หมายความว่าไม่มีแผนที่ให้กางดูแต่ฝีพายจะพาไปตามแผนที่ที่แม่นยำในหัวโดยแบ่งเป็น 2 เส้นทาง คือ รอบเล็กใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าลัดเลาะไปตามคลอง ชมป่าโกงกางไปตลอดทาง และรอบใหญ่ใช้เวลามากกว่า 2 ชั่วโมง (ไม่รวมเวลานอนกลางวันบนชายหาด) โดยจะออกจากเส้นลำคลองไปเลียบทะเลใหญ่ จุดหมายอยู่ที่ เขาหน้ายักษ์ หน้าผาที่มีตำนานอิงประวัติศาสตร์จริงเล่าต่อกันมาว่าแต่เดิมหน้าผาที่หันหน้าออกไปทางหมู่เกาะสิมิลันมีหน้าผารูปร่างเหมือนใบหน้ายักษ์อารมณ์โกรธเกรี้ยว จนกระทั่งเมื่อเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 เรือรบของทหารญี่ปุ่นแล่นผ่านบริเวณนั้นและล่มหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุหลายลำ ทหารญี่ปุ่นจึงเชื่อว่าน่าจะเป็นอาถรรพ์ของหน้ายักษ์ จึงใช้ปืนใหญ่ยิงส่วนหนึ่งของหน้าผาจมลงทะเลบริเวณนั้น กลายเป็นยักษ์บิดเบี้ยวอย่างทุกวันนี้

กำแพงโกงกาง

 

ฝีพายลัดไปเรื่อย เลาะไปรอบและไปจบที่เรือใหญ่ เพราะขากลับต้องแฉลบออกทะเลทำให้ต้องใช้เรือประมงรับไม้ต่อจากเรือคายัก ตอนที่อยู่บนเรือขากลับมีเวลาคุยกับบังโหรนอย่างเป็นทางการ บังแนะนำว่าอยากให้มาเที่ยวตั้งแต่เดือน พ.ย.-พ.ค. ก่อนฤดูฝน แต่ถามว่ามีฝนแล้วจะเที่ยวได้ไหมบังตอบเที่ยวได้แต่ไม่สนุก เพราะผืนน้ำกลางป่าชายเลนไม่มีกระแสคลื่นก็จริง แต่การอยู่บนเรือที่ไม่มีหลังคา ไม่มีที่ให้หลบฝนและอยู่ในภาวะตัวเปียกเป็นชั่วโมงคงไม่ใช่เรื่องสนุกเท่าไรนัก

นอกจากนี้ บังยังเล่าว่า ผืนป่าโกงกางที่เห็นหนาแน่นอย่างวันนี้เพิ่งกลับมาสมบูรณ์ได้ไม่กี่ปี เพราะก่อนหน้านั้นมีนายทุนได้สัมปทานตัดไม้โกงกางไปทำฟืน ตัดไปเกือบหมดป่า ตรงกันข้ามกับวันนี้ที่ผืนป่าถูกอนุรักษ์ไว้โดยชาวบ้านท่าดินแดง ซึ่งนอกจากจะมีธรรมชาติให้มองสบายตา มันยังเป็นกำแพงโกงกางช่วยตัดกำลังคลื่นและช่วยเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำด้วยการเป็นแหล่งอนุบาลปูและปลาตามธรรมชาติ

แปลงปลูกผักไฮโดรโปนิกส์

 

ถ้ากล่าวถึงกิจกรรมพายเรือชมธรรมชาติในพังงายังมี ลิตเติ้ลอะเมซอน ที่คลองสังเหน่อ.ตะกั่วป่า สองข้างทางทึบไปด้วยต้นไม้ใหญ่ มีพี่ใหญ่เป็นต้นไทรย้อยอายุร่วมร้อยปีทิ้งรากอากาศระโยงระยางสร้างบรรยากาศน่าขนลุกเหมือนป่าดึกดำบรรพ์ และทุกครั้งที่ไปการันตีได้ว่าจะเจองู (มากกว่าหนึ่งตัว) ออกมาทักทาย อันเป็นเอกลักษณ์ของคลองสังเหน่ตามสมญานามลิตเติ้ลอะเมซอน ที่นั่นชาวบ้านมีการรวมเป็นกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนคลองสังเหน่เช่นกัน แต่แทบไม่ต้องประชาสัมพันธ์แล้ว เพราะมันถูกบรรจุเข้าไปอยู่ในโปรแกรมทัวร์เรียบร้อย

เรือใหญ่แล่นเทียบท่าเรือพร้อมขบวนคายักที่ผูกพ่วงท้ายมา นักท่องเที่ยวกำลังถอดเสื้อชูชีพไปตากแดด ฝีพายก็กำลังลากคายักขึ้นฝั่งและไล่น้ำออกจากเรือ เราในฐานะของผู้มาเยือนกำลังพนมมือลา แต่บังโหรนกลับเซอร์ไพรส์พวกเราด้วยคำว่า “อาหารกลางวันพร้อมแล้ว”

บังทำหน้าที่นักเซอร์ไพรส์ได้สมบูรณ์แบบปลาทอด ไข่เจียว แกงปลา และผักสลัดล้นชามจัดเตรียมอย่างดี จะมีหรือที่พวกเราจะปฏิเสธคำเชิญชวนที่น่ารักเช่นนี้ และเชื่อไหมว่าสิ่งที่จะอยู่ในความทรงจำ ณ ตอนนี้ไม่ใช่ความเอร็ดอร่อยหรือความสวยงามในตอนนั้น แต่คือความน่ารักของชาวบ้านที่ทำให้จดจำบ้านท่าดินแดงได้ไม่มีวันลืม

ป่าโกงกางสะท้อนผืนน้ำ

 

การปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ให้ผลผลิตงาม

 

ท่าเทียบเรือบ้านท่าดินแดง

 

ข่าวอื่นๆ