นักบันทึกริมทาง

  • วันที่ 20 มิ.ย. 2558 เวลา 10:43 น.

นักบันทึกริมทาง

โดย...รอนแรม

คำปิดท้าย “จาก.จินดาโชติ” หลังบันทึกของ “ฌอห์ณ จินดาโชติ” นักเดินทางตัวยงที่ถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านภาพถ่ายและเรื่องราวสั้นๆ ในพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งนอกจากจะเป็นแรงบันดาลใจให้ออกเดินทางแล้ว ยังทำให้เห็นมุมมองการใช้ชีวิตของชายหนุ่มที่พยายามเข้าใจโลก

นักแบกเป้

แต่ละปี ฌอห์ณ จะออกเดินทางไปต่างประเทศราวๆ 3 ครั้ง ทั้งกับเพื่อนและครอบครัว ส่วนต่างจังหวัดไปเป็นประจำอยู่แล้ว เพราะบ้านอยู่ชานเมืองจึงเดินทางง่าย โดยถ้าไปกับครอบครัวจะเน้นความสะดวกสบายเพื่อรองรับคุณพ่อ คุณแม่ พี่สาว และหลาน แต่หากไปกับเพื่อนจะลุยถึงไหนถึงกัน

 

“เวลาไปเที่ยวจะไปแบบแบ็กแพ็กเกอร์ ผมเป็นคนอยู่ง่าย นอนที่ไหนก็ได้ แต่ขอให้ได้ไปเที่ยวก็พอใจแล้ว” เขากล่าว โดยทุกครั้งเขาจะวางแผนการเดินทางเองภายในงบประมาณที่ตีกรอบไว้

เขาเล่าให้ฟังถึงทริปล่าสุดที่ไปตะลุยญี่ปุ่นกับเพื่อน “ครั้งนั้นไปหลายที่มาก ทั้งโตเกียว โอซากา ไปดูภูเขาไฟฟูจิ ขึ้นเหนือไปแถบๆ ฮอกไกโด” แต่หากถามถึงประเทศที่ไปบ่อยๆ เขามักไปสหรัฐอเมริกา ทั้งไปคนเดียวและไปกับครอบครัว โดยส่วนใหญ่จะขับรถเที่ยวข้ามรัฐ เวลาอยากหยุดที่ไหนก็หยุด แล้วดื่มด่ำกับสถานที่นั้น

 

นอกจากนี้ เขายังมีประสบการณ์แย่ๆ “ผมโดนจี้บ่อย” เขาพูดเหมือนเป็นสิ่งปกติ “อย่างครั้งที่ไปอิตาลี ตอนนั้นรู้สึกแย่ รู้สึกผวา และทำให้รู้สึกเพลียกับการเดินทางโดยลำพัง แต่ถ้าถามว่าจะหยุดเที่ยวไหม ก็คงไม่หยุด ผมยังสนุกกับการเดินทางอยู่ และทุกครั้งที่กลับมาจะรู้สึกว่า เฮ้ย เราโตขึ้นอีกแล้ว”

ฌอห์ณ เก็บเกี่ยวเรื่องราวระหว่างทางทั้งเรื่องดีและร้าย แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังยืนยันว่าการเดินทางเป็นสิ่งที่ดี “การเดินทางมันไม่มีพิษมีภัยเลย” เขากล่าว “มันคือการได้ออกไปใช้ชีวิตและรับประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับตัวคุณเอง ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ถ้ามันเป็นที่ที่เราอยากไปแต่แรก มันก็จะสนุกตั้งแต่เริ่ม”

เขายังกล่าวด้วยว่า เวลาไปเที่ยวเพื่อนๆ จะออกไปลุย แต่เขาจะไปเพื่อถ่ายรูป ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งในการบันทึกเรื่องราวผ่านสายตาของเขาเอง

 

“การเป็นแบ็กแพ็กเกอร์แผนทุกอย่างจะอยู่ในมือของคุณ” เหมือนเขากำลังอธิบายตัวเอง “ความสนุกมันอยู่ตรงที่เราวางแผนมาแล้ว แต่มันยังมีปัญหาหน้างานอยู่ทุกๆ วัน เราไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ความสนุกมันอยู่ตรงนี้ครับ อยู่ตรงระหว่างทางก่อนที่จะถึงเป้าหมาย” เขาทำให้คนอยากเป็นแบ็กแพ็กเกอร์

นักเขียน

หากใครติดตามนิตยสารอะเดย์จะทราบว่า ฌอห์ณ เป็นนักเขียนให้เล่มนี้อยู่แล้ว และเมื่อมีโอกาสได้เขียนหนังสือของตัวเอง จึงเกิดเป็นหนังสือรวมความเรียง 29 เรื่อง ที่ไม่เน้นให้กำลังใจ แต่ให้ความจริงของชีวิต ชื่อ PRESENT PERFECT เพราะวันนี้...ดีที่สุดแล้ว ตอนนี้พิมพ์ครั้งที่ 15

“ตอนแรกเราทำเพราะอยากทำ” เขากล่าวถึงจุดเริ่มต้น “ไม่ได้คิดว่าใครจะอ่านหรือเปล่าเพราะมันเป็นสิทธิของเขาที่จะเลือก แต่พอทำไปมีคนอ่านเยอะขึ้น นั่นเป็นเพราะว่าเขาอ่านแล้วเขาได้อะไรบางอย่างกลับไป ผมเลยรู้สึกดีใจที่ได้เขาได้รับเมสเซจ (Message) จากผม”

 

การเดินทางมีส่วนช่วยกับหนังสือเล่มนี้ “มันทำให้เห็นมุมมองมากกว่า” เขากล่าวถึงการเดินทาง “ทุกๆ ครั้งที่ออกเดินทางมันจะมีเวลาให้เราขบคิด ผมไม่ต้องอยู่ในภาวะของการทำงานที่ต้องสวมบทบาทเป็นใคร เราจะได้อยู่กับตัวเอง มองสิ่งต่างๆ ชัดขึ้น มองวิถีชีวิตของผู้คนรอบข้าง มองความเป็นอยู่ของคนอื่น เพราะบรรยากาศในการทำงานมันมีแค่ตัวละครกับไดอะล็อก มันไม่มีโอกาสได้พูดหรือฟังชีวิตของคนอื่นจริงๆ”

นอกจากนี้ ในอินสตาแกรม @seanjindachot ก็เหมือนไดอารี่หนึ่งเล่มที่เปิดให้ทุกคนเข้ามาอ่านได้ นี่คือหนึ่งในบันทึกของเขา “butterfly affect ความโชคดีมันก็เหมือนการวิ่งไล่จับผีเสื้อ เรามักไม่เคยจับผีเสื้อได้หรอกจากการวิ่ง แต่เราจะได้จากการอยู่นิ่งเสียต่างหาก จาก.จินดาโชติ”

หรือ “Timezone วันเวลาที่เลยผ่านต่างสอนคุณค่าของวันนี้ที่เรามีอยู่ จาก.จินดาโชติ”

หรือ “moon walker เพราะการตัดสินใจในแต่ละครั้งที่เราก้าวเดิน นั้นหมายถึง อนาคตของเราที่กำลังจะไปถึง จาก.จินดาโชติ”

พออ่านแล้วทำให้ต้องพิจารณาใหม่ หรือต้องเรียกเขาว่า “กวี” กันแน่

 

นักเก็บเกี่ยว

ฌอห์ณ กล่าวไว้ว่า “อย่าตั้งความหวัง” เพราะความคาดหวังทำให้เสน่ห์ของการเดินทางหายไป “ปล่อยให้มันเป็นไป” เขาว่าแบบนั้น “ให้ใช้ชีวิตไปตามแต่ละวันและเก็บเกี่ยวแต่ละวันนั้นแหละ เวลาคุณกลับมา ไม่ว่าคุณจะไปที่เดิมแต่ก็มีเรื่องเล่าที่ไม่เหมือนเดิม เพราะแต่ละวันมันมีความหมายที่แตกต่างกัน”

เขายังกล่าวถึงเมืองไทยที่มีเสน่ห์ให้ไปเก็บเกี่ยวทุกวัน “ประเทศไทยมีครบรส และมีเสน่ห์ที่น่าอิจฉา” เขาพูดในมุมนักท่องเที่ยว “ขึ้นเหนือมีภูเขา ลงใต้มีทะเล และวัฒนธรรมที่หลากหลายของไทย ไม่มีภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรง ทำให้การเดินทางมันเกิดขึ้นได้ทุกซีซั่น” และสำหรับคนไทยจะมีข้อได้เปรียบอยู่อย่าง คือ ถ้าอยากไปวันไหนก็ไปได้เลย ไม่ต้องวางแผนมากเหมือนไปต่างประเทศ

นอกจากนี้ ฌอห์ณ ยังรู้สึกว่าเวลาเดินทางสิ่งรอบข้างจะมีแรงดึงดูดให้เขาเข้าไปหา ทำให้ไม่ได้อยู่กับตัวเองมากเกินไป และใส่ใจกับสิ่งรอบข้างมากขึ้น

 

โลกของฌอห์ณ

หากเขามีโลกของตัวเองหนึ่งใบ ฌอห์ณ อยากให้โลกนั้นมี “อิสรภาพ” เขาให้เหตุผลว่าเพราะโลกใบนี้มีกฎเกณฑ์มากมาย และมีข้อจำกัดทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ ทำให้มันตีกรอบในการใช้ชีวิต

“ผมอยากให้เกิดมาก็สามารถเลือกอาชีพ เลือกความใฝ่ฝัน กำหนดเวย์และทำได้เลย ไม่ต้องรอ” ถ้าเป็นเช่นนั้นทุกคนก็จะมีโอกาสเท่าเทียมและสามารถทำอะไรก็ได้ที่ฝันไว้ แต่เมื่อโลกใบนี้ยังไม่เกิดขึ้น เราก็ต้องพยายามต่อไปเพื่อความฝันของตัวเอง

ติดตามบันทึกการเดินทางของ ฌอห์ณ จินดาโชติ ได้ที่อินสตาแกรม @seanjindachot

ข่าวอื่นๆ