
เลือกตั้ง66 : สมชัยแนะกกต.ตั้งผู้เชี่ยวชาญสอบแจกเงินดิจทัลเพื่อไทย
“สมชัย” แนะ กกต.ตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการคลังเป็นที่ปรึกษา สอบนโยบายแจกกระเป๋าเงินดิจิทัล10,000 บาทเพื่อไทย อัดเลขาฯกกต.ไม่ควรให้ความเห็นเพราะไม่มีหน้าที่ชี้ขาด
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบายพรรคเสรีรวมไทย ในฐานะอดีต กกต. กล่าวถึงกรณี กกต. ให้พรรคเพื่อไทย ชี้แจงที่มาของเงิน ที่จะใช้ในนโยบายเติมเงิน ดิจิทัลคนละ 10,000 บาท ว่าในภาพรวมนโยบายพรรคการเมืองหลายพรรคไม่ใช่เฉพาะพรรคเพื่อไทยล้วนใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก หากเปรียบเทียบดูในเชิงตัวเลข ตนมองว่าหลายพรรคใช้งบประมาณมากกว่าพรรคเพื่อไทยหลายเท่า เช่น นโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุของพรรคพลังประชารัฐ ที่ระบุว่าจะให้คนอายุ 60 ปีขึ้นไป คนละ 3,000 บาท , 70 ปีขึ้นไป 4,000 บาท ,80ปีขึ้นไป 5,000 บาท หากจ่าย 4 ปี งบประมาณจะอยู่ที่ 2 ล้านล้านบาท มากกว่าของพรรคเพื่อไทยถึง 4 เท่า ซึ่งตอนนี้ทุกพรรคการเมืองหาเสียงด้วยนโยบายประชานิยม ใช้ตัวเลขเกทับกัน ยิ่งเลขาฯกกต.ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าถ้าไม่ได้ใช้เงินส่วนตัว ก็สามารถทำได้ ก็ยิ่งทำให้เกิดการเลียนแบบกัน
ในทางกฎหมายต้องพิจารณาใน 2 เรื่อง คือเป็นความผิดสัญญาว่าจะให้ตามมาตรา 73(1) ของ พรบ.ส.ส. หรือไม่ ซึ่งหน้าที่ในการตีความควรเป็นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่ใช่หน้าที่เลขา ฯกกต. เลขาฯไม่ควรมีสิทธิมาพูดก่อนล่วงหน้า จะผิดหรือไม่ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของ กกต. อีกเรื่องคือ มาตรา 57 ของพรป.พรรคการเมือง ที่ระบุว่าพรรคการเมืองต้องระบุแหล่งที่มาในการใช้งบประมาณ แต่มาตราดังกล่าวไม่ค่อยมีผลในการบังคับใช้ และกกต.เองก็มีข้อจำกัดในการวิเคราะห์เพราะอาจไม่มีผู้เชี่ยวชาญทางเศรษศาสตร์มหภาคที่จะบอกว่าตัวเลขต่างๆจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างไร ส่วนบทลงโทษในมาตรานี้ก็ค่อนข้างน้อย คือการตักเตือน และการปรับแค่วันละ 10,000 บาทจนกว่าจะมีการแก้ไขให้ถูกต้องซึ่งขณะนี้มีการส่งข้อมูลเพียงไม่กี่พรรคเท่านั้น
นายสมชัยยังฝากถึงพรรคการเมืองว่าการทำนโยบาย ควรคำนึงภึงขีดความสามารถทางงบประมาณรายจ่ายของประเทศ เช่น ปี 2568 มี 3.3 ล้านล้านบาท เป็นงบลงทุน 20.5 % ที่เหลือเป็นรายจ่ายประจำ หากจะเอางบประมาณแผ่นดินมาใช้ในนโยบายประชานิยม ต้องพิจารณาว่าจะเอามาจากส่วนไหน หากจะตัดงบลงทุนก็ต้องเติมกลับเข้าไป เพราะพรบ.วินัยการเงินการคลังกำหนดไว้ชัดว่างบลงทุนต้องไม่น้อยกว่า 20% หากจะกู้ก็ต้องมีเหตุและผลที่เหมาะสม เพราะจะส่งผลต่อหนี้สาธารณะของประเทศ ดังนั้นทุกพรรคการเมืองต้องคิดให้ดีถึงการออกนโยบายประชานิยม แม้จะบอกว่าทำเพื่อให้ประชาชนมาเลือก แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถทำได้ หากทำได้ก็จะกระทบต่อสังคม ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมและปัญหาวินัยการเงินการคลังของประเทศ
สำหรับกรณีพรรคเพื่อไทยยื่นเอกสารบางส่วนให้กกต.แล้วนั้น เป็นหน้าที่ กกต.นำไปวิเคราะห์ว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ ซึ่งตนไม่เชื่อว่า กกต.เข้าใจ เพราะแม้แต่ในกรรมาธิการงบประมาณก็ใช้เวลานานกว่าจะเข้าใจตรงกัน จึงจำเป็นต้องให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการคลังภาครัฐมาเป็นที่ปรึกษา ซึ่งกกต.สามารถหาคนช่วยได้ อาจสอบถามกลับไปยังกระทรวงการคลัง หรือสำนักงบประมาณ เพื่อขอคำตอบว่าสามารถทำได้หรือไม่







