posttoday
เลือกตั้ง66:4พรรคการเมืองเสนอนโยบายจุดเปลี่ยนประเทศ

เลือกตั้ง66:4พรรคการเมืองเสนอนโยบายจุดเปลี่ยนประเทศ

09 มีนาคม 2566

4พรรคการเมือง เสนอนโยบาย แก้ไขปัญหาด้านต่างๆ หวังเป็นจุดเปลี่ยนประเทศ ไทยสร้างไทย ประกาศ รื้อยุทธศาสตร์ชาติใหม่ เพื่อไทย มั่นใจดัน จีดีพีโต ขจัดรวยกระจุก พรรคก้าวไกล ขอเปิดเสรรี ซื้อขายไฟ สนธิรัตน์ เผย พลังประชารัฐ ต่อยอดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

วันที่9มี.ค. ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ I business ร่วมกับธนาคารกรุงไทย จัดสัมนา THE NEXT THAILAND’S FUTURE จุดเปลี่ยนประเทศไทยสู่ความยั่งยืน มีตัวแทนจาก4พรรคการเมืองร่วมแสดงวิสัยทัศน์สู่สนามเลือกตั้งปี 2566 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า 8ปีเศรษฐกิจไทย เหนื่อยมาก ตั้งแต่ปี2549 มีรัฐประหารถึง2ครั้ง เกิดภาวะ ติดล็อกการเมือง2ขั้ว เลือกอีกขั้วก็ติดหล่ม เลือกอีกขั้วก็ติดล็อก ประเทศเดินหน้าไม่ได้ พรรคไทยสร้างไทย อาสาเป็นทางรอดของประเทศไทย สร้างประเทศให้ดี เพื่อส่งมอบให้คนรุ่นต่อไป ประชาชนแพ้มานาน วันนี้ทุกคนเหนื่อย ยิ่งทำยิ่งเจ๊ง ยิ่งจน หลายคนเป็นหนี้ มีประชาชนขอบัตรคนจนกว่า 20ล้านคน ไม่ต้องการให้คนไทยเป็นขอทาน แต่จะดูแลคนไทยตั้งแต่เกิดจนแก่ ให้อยู่อย่างมั่นคง มีศักดิ์ศรี เศรษฐกิจไทยเติบโตแค่ 2-3 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านโตมากกว่านี้ 

พรรคไทยสร้างไทยมีนโยบาย ปฏิรูปเศรษฐกิจ จะรื้อยุทธศาสตร์ชาติใหม่ เขียนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมใหม่ เราต้องกำหนดยุทธศาสตร์ชัดเจน นักธุรกิจ โดนกดทับด้วยรัฐราชการ กฎหมาย ทำให้คนตัวเล็ก เอสเอ็มอี เดินต่อไปไม่ได้ ต้องขจัดอุปสรรค เสนอกฎหมายเข้าสู่สภา เพื่อแขวนพักใบอนุญาติกว่า 1400 ฉบับ แขวนไว้3-5ปี เพื่อทำให้คนลุกขึ้นมาทำมาหากินได้ ให้เหลือใบอนุญาติจำเป็น ประมาณ100ฉบับเท่านั้น จากนั้นจะแก้หนี้ เพิ่มทุนให้ มีกองทุนสร้างไทย 3แสนล้านบาท เป็นแหล่งรายได้ให้เอสเอ็มอี ที่เข้าไม่ถึงแหล่งทุน พร้อมกับยกเว้นเก็บภาษีเอสเอ็มอี3ปี นอกจากนี้เราจะขอรื้อโครงสร้างพลังงาน ถึงเวลายุติ ทุจริตเชิงนโยบายที่ทำลายประเทศอย่างย่อยยับได้แล้ว 

ทุกวันนี้กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสังคมผู้สูงวัย โควิด ไทยสร้างไทยไม่ได้มองแค่ตั้งรับ แต่จะพลิกจากวิกฤติทำให้เป็นโอกาส  สร้างคนไทยให้ทั้งเก่งและดี ทั้งเรื่องวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม เทคโนโลยี และต้องปราบคอรัปชั่นอย่างจริงจัง จะลากนักการเมือง ข้าราชการตัวใหญ่ มาติดคุกให้ได้ เมื่อทำสิ่งเหล่านี้แล้ว ต้องดูในเรื่องสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว ให้เมืองไทยเป็น world class destination ด้านการท่องเที่ยว เรื่องเกษตร อาหาร นำอาหารไปป้อนคนทั้งโลก ต่อยอดธุรกิจสุขภาพให้เป็น Wellbeing Hub ของโลก ตั้งเป้าเพิ่มรายได้ประเทศ 5 ล้านล้านบาท ภายใน3ปี รวมทั้งต้องแย่งตำแหน่ง Digital economy Hub ทำให้สตาร์ทอัพได้ เข้าถึงแหล่งทุนง่าย และจะดึงดูดฐานการผลิตจากจีน ดึงตลาดทุนจากฮ่องกง พร้อมกับการเร่งรัดเจรเจา เอฟทีเอ ให้สำเร็จ ขณะเดียวกัน ต้องรีสตาร์ดทเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทย วางตำแหน่งยุทธศาสตร์ประเทศใหม่ เชื่อมโยงการเดินทางและจนส่งทางบก เรือ อากาศ เรามีนโยบายอย่างจริงจังในการเชื่อมคลองไทย ดึงดูดการลงทุนโลกให้มาที่นี่
 
ขณะเดียวกันให้ความสำคัญเศรษฐกิจโลก ต้องเจรจากับประเทศ จีน อินเดีย เพื่อสร้างความร่วมมือ หากพรรคไทยสร้างไทยเป็นรัฐบาล จะบินไปพบ ผู้นำจีน อินเดีย เพื่อทำให้เกิดประโยชน์กับทั้ง3ฝ่าย จีน อินเดีย ไทย ทำให้เกิดข้อตกลงด้านการค้า การลงทุนให้ได้ เราจะอยู่แบบนี้ไม่ได้ แก้ปัญหาไปวันๆ ไม่มีทางสำเร็จ เราต้องสร้างความร่วมมือทางการค้าใหม่ๆเชื่อมมหาอำนาจเข้าด้วยกัน สร้างข้อตกลงการค้าร่วมกัน มั่นใจว่า เราคือทางรอดประเทศ เพราะเรากล้าคิด และกล้าทำ

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางทางการเมือง พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นโยบายทางเศรษฐกิจสำคัญ ต้องการเห็นการขยายตัวทางจีดีพี ที่ต้องโต เพราะถ้าไม่โต การเติบโตของผู้คนจะเกิดขึ้นได้ยาก ไม่อยากให้รวยกระจุก จนกระจาย และจะทำให้เกิดเสถียรภาพทางด้านราคา สินค้า รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศนโยบายเศรษฐกิจคู่ขนาน ในขณะนั้น ประเทศเติบโตจากการส่งออก ท่องเที่ยว เวลานั้นที่มีการผลักดัน ทำให้กำลังซื้อในประเทศสมทบมาด้วย รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ผลักดันค่าแรงขั้นต่ำให้เพิ่มมากขึ้น มีการส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ลดภาษีนิติบุคคลลง เพื่อส่งเสริมให้เอกชนมีความพร้อม ในการขยายธุรกิจ และยังเป็นการดึงดูดผู้ลงทุน ยุครัฐบาลทักษิณ งบประมาณสมดุล รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็ลดลงเรื่อยๆ และประกาศให้งบสมดุลในปี2560 แต่น่าเสียดายไม่เกิดขึ้น 

เรื่องประมงเคยมีเรือ4หมื่นลำ แต่วันนี้หายไป3หมื่นลำ ทำให้สินค้าที่จะส่งออกได้ หายไปด้วย ผลผลิตการเกษตรมีแต่ทรงกับทรุด เมื่อหาทางให้เศรษฐกิจโต ในเรื่อง ซัพพลายไซส์ ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพิ่มผลผลิต เพิ่มพื้นที่เพาะปลูก และทำให้คุณภาพการผลิตเพิ่มขึ้น เมื่ออยากเห็นรายได้สูงขึ้น ฝั่งอุปสงค์ อุปทาน ต้องทำงานร่วมกัน บริหารเศรษฐกิจ เหมือนบริหารวงดุริยางค์ขนาดใหญ่ มีเครื่องดนตรีดี แต่ถ้าไม่เล่นสอดประสานกัน เพลงจะเพราะได้อย่างไร ยินดีที่ภาคเอกชน พร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาล พรรคเพื่อไทยชูแนวทางค่าแรง 600บาท เราต้องทำงานทั้งฝั่งอุปสงค์ อุปทาน และทำงานสอดประสานกับภาคเอกชน ต้องปรึกษาหารือและทำอย่างต่อเนื่อง ผลักดันจีดีพีให้เติบโต แล้วรายได้เหล่านั้น กลับคืนสู่สวัสดิการให้ผู้คน และภาษีกลับคืนสู่ภาครัฐ 

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า เราสามารถทำเรื่องฐานรากกับเรื่องมหภาคให้ไปด้วยกันได้ 8ปีที่ผ่านมา จีดีพีโตสะสม20 เปอร์เซ็นต์ กำไรบริษัทโต 30 เปอร์เซ็นต์ แต่รายได้ประชาชนเพิ่มขึ้นแค่3 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่า รายได้ไม่ได้ไหลรินลงมาด้านล่าง ประเทศเลยไม่ได้โตอย่างยั่งยืน ถ้าเราจะมีอัตราเจริญเติบโต โดยเศรษฐกิจฐานรากจะต้องโตไปด้วย นโยบายของพรรค มีทั้งเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 450บาท และต้องปรับขึ้นทุกปี ดูจากค่าครองชีพ การเติบโตของจีดีพี ต้องพัฒนาเพิ่มทักษะแรงงาน  มีสัญญาจ้างเป็นธรรม ทำงานไม่เกิน40ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แรงงานทุกกลุ่มตั้งสหภาพได้ มีประกันสังคมถ้วนหน้า 

นโยบายSME ที่จำเป็นต้องช่วยให้สู้กับทุนใหญ่ได้ ด้วยการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม เสนอหวยSME ซื้อครบ500บาทแลกสลาก ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล1.5เท่า เมื่อซื้อของเอสเอ็มอีเพิ่ม  เป็นต้น ขณะเดียวกัน ต้องมีอุตสาหกรรมใหม่ๆ แปลงปัญหาเป็นดีมานด์ ในต่างจังหวัด สาธารณูปโภค ยังทำได้ไม่ดี โดยเฉพาะน้ำประปา มีปัญหา ไหลเอื่อย ช้า ไม่ได้คุณภาพ เรื่องค่าไฟฟ้า เรามีนโยบายลดค่าไฟฟ้า ในวันนี้ค่า เอฟทีสูงเป็นประวัติศาสตร์ จึงเสนอให้เปิดเสรีการซื้อขายไฟ ให้มีผู้ผลิตรายอื่น ขายไฟให้ประชาชนได้ เรื่องรถเมล์ ถือเป็นปัญหาเช่นกัน ในต่างจังหวัดไม่มีขนส่งสาธารณะที่ดี จะเปลี่ยนให้เป็นรถเมลไฟฟ้าทุกจังหวัด ทั่วประเทศ 

ส่วนเรื่องปัญหาภาวะโลกร้อน ปัญหาฝุ่นPM2.5 สามารถทำได้ผ่านนโยบาย Green Economy ให้รัฐบาลกำหนดมาตรการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และต้องตั้งเป้าให้ลดลงทุกปี นำมาสู่การทำ Cap and trade หรือกำหนดเพดานการปลดปล่อย ผ่านตลาดคาร์บอนเครดิต ปล่อยกู้ให้ภาคธุรกิจ ภาครัฐสนับสนุนซอฟท์โลน ดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์ ให้กับบริษัทที่ลดคาร์บอนเครดิต เรื่องPm2.5 ต้องมาช่วยกัน ภาครัฐ เอกชน ร่วมมือกัน แม้แต่สินค้าเกษตรที่เกิดจากการเผา ก็ต้องรับซื้อจากเกษตรกรด้วย 

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ กรรมการยุทธศาสตร์เศรษฐกิจและการเมือง พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า หากพรรคพลังประชารัฐได้เข้าไปบริหารเศรษฐกิจ ทิศทางสำคัญคือ เครื่องจักรทางเศรษฐกิจ ต้องนำมาบริหารจัดดการ นโยบายมหภาค จุลภาค ต้องเดินไปด้วยกัน เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ สิ่งสำคัญคือ การท่องเที่ยวถือเป็นเครื่องจักรสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นหัวใจสำคัญ การท่องเที่ยวเราแข็งอยู่แล้ว แต่ต้องเติมลงไปทั้งด้านคุณภาพการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เชื่อมโยงท่องเที่ยวไปสู่ชุมชน เชื่อมไปถึงมหภาคให้ไปด้วยกัน เรื่องการส่งออก  ต้องขับเคลื่อน ทั้งเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจสีเขียว ขณะที่การลงทุน เตรียมต่อยอดการลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี  ต่อยอดเมกะโปรเจค ปัญหาเร่งด่วนที่จะทำ คือ แก้หนี้ เติมทุนใหม่ เพิ่มทักษะใหม่ 

เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะเพิ่มวงเงินบัตรประชารัฐ ทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากขึ้น ต้องช่วยคนรากหญ้า นโยบายที่แท้จริงคือ มีฐานข้อมูลช่วยให้เขาพัฒนาพ้นจากเส้นความยากจน นโยบายนี้จะถูกนำมาขับเคลื่อนต่อเนื่อง จะนำคนจนจากที่ถูกเยียวยา ช่วยเหลือ แต่ขณะเดียวกัน ต้องพัฒนาให้เขาพ้นจากความยากจน โดยจะเป็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเวอร์ชั่นต่อไป ที่จะต่อยอดจากบัตรสวัสดิการเดิม เรื่องเอสเอ็มอี มีแนวคิดของกองทุนประชารัฐ ที่จะช่วยแก้หนี้ เติมทุน ให้ทุนตั้งต้นสำหรับสตาร์ทอัพ ทุนหมุนเวียนดอกเบี้ยต่ำ มีศูนย์ส่งเสริมเศรษฐกิจเอสเอ็มอี ครบวงจร

เรื่องพลังงาน มี 3 เรื่องที่ต้องเปลี่ยนแปลง 1.เรื่องน้ำมัน มีนโยบายชัดเจนคือปฏิรูปโครงสร้างน้ำมัน ทำให้ได้ราคาที่เป็นธรรม รื้อโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมที่ซ่อนอยู่ของภาคเอกชน ประเทศไทยเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมัน ดังนั้นต้องลดการใช้น้ำมัน พรรคจะใช้นโยบายการเปลี่ยนผ่านสู่อีวีเต็มรูปแบบ เปลี่ยนรถเก่าเป็นรถพลังงานอีวี 2. เรื่องไฟฟ้า พรรคมีนโยบายชัดเจนคือ จะลดค่าใช้จ่ายให้พี่น้องประชาชน เน้นการติดตั้งโซล่าเซลล์บนหลังคาเรือน 3. โรงไฟฟ้าชุมชน เป็นอีกนโยบายหลักของพรรค ทั้งหมดคือสิ่งที่ต้องเร่งยกระดับเครื่องยนต์เดิม เพิ่มศักยภาพเครื่องยนต์ใหม่ ทั้งเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์ ท่องเที่ยว เกษตรและเทคโนโลยี 

“เป็นสิ่งที่พรรคพลังประชารัฐจะนำเสนอเชิงนโยบายในการคิดแก้ปัญหา และเปลี่ยนประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืน โดยการดูแลความยากลำบาก ส่งสัญญานผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของคนที่มีรายได้น้อย ดูแลคนตัวเล็ก เอสเอ็มอีให้ฟื้นคืนชีพ ดูแลความลำบากพี่น้องประชานในเรื่องพลังงาน และยกเครื่องเศรษฐกิจเดิม และเศรษฐกิจใหม่ เพื่อให้เราเติบโตด้านจีดีพีต่อไป ที่สำคัญจุดยืนพรรคพลังประชารัฐนั้น ไม่ว่านโยบายใดจะดีแค่ไหนอย่างไร หากประเทศมีการเมืองที่ไม่มั่นคง มีการเมืองเชิงความขัดแย้ง สิ่งที่เป็นนโยบายทั้งหลายนั้นก็เป็นเพียงนโยบายในการหาเสียง แต่ไม่สามารถขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จได้ พรรคพลังประชารัฐจะก้าวข้ามความขัดแย้งและพร้อมนำพาประเทศไทยให้มีความสมดุลทางการเมือง และสามารถพัฒนา ขจัดปัญหาทุกพื้นที่” นายสนธิรัตน์ กล่าว
 

ข่าวล่าสุด

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย