ถึงเวลา“พรีเมียร์ลีก”ครองเวทีลูกหนังยุโรป

  • วันที่ 10 พ.ค. 2562 เวลา 20:50 น.

ถึงเวลา“พรีเมียร์ลีก”ครองเวทีลูกหนังยุโรป

เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่คู่ชิงศึกฟุตบอลสโมสรยุโรปทั้ง 2 รายการเป็นทีมจากอังกฤษล้วนๆ ได้แก่ “หงส์-ไก่-ปืน-สิงห์” เพราะเหตุใด ผลงานของสโมสรจากพรีเมียร์ลีกถึงได้ยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่เกรียงไกรร้อนแรงแซงทางโค้งขนาดนี้

โดย...สไปเดอร์แมว

ในที่สุดวงการลูกหนังโลกก็ได้จารึกประวัติศาสตร์ใหม่ขึ้นมาอีกหนึ่งหน้า เมื่อคู่ชิงชนะเลิศศึกฟุตบอลสโมสรยุโรปทั้ง 2 รายการเป็นกองทัพนักเตะจากเมืองผู้ดีล้วนๆ ทั้ง 4 ทีม

 “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ปะทะ “ไก่เดือยทอง” สเปอร์ส เป็นสงครามสัตว์ปีกในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก วันที่ 1 มิ.ย. ส่วนเกมชิงดำศึกยูโรป้าลีกเป็นเกมดาร์บี้แมทช์แห่งกรุงลอนดอน “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ดวลแข้ง “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล วันที่ 29 พ.ค.

จากผลงานการทะยานเข้าชิงของทั้ง 4 ทีมจากอังกฤษ โดยไม่ยอมแบ่งโควต้าให้สโมสรจากชาติอื่นๆ เล็ดลอดเสนอหน้าเข้ามาเลยแม้แต่ทีมเดียว จึงมีคำถามตามมาว่า ทำไมกองทัพลูกหนังจากพรีเมียร์ลีกถึงได้ร้อนแรงมากมายขนาดนี้!!

มาตรฐานที่สูงขึ้น

พรีเมียร์ลีกคือลีกฟุตบอลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ต่อให้เป็นทีมในโซนตกชั้น อย่างน้อยๆ คุณจะโกยรายได้เข้าสโมสรแตะหลัก 100 ล้านปอนด์แน่นอน นั่นทำให้แต่ละทีมมี “เม็ดเงิน” ที่นำมายกระดับทีมให้แข็งแกร่งขึ้น ส่งผลต่อไปยังมาตรฐานของลีกที่สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

ยิ่งถ้าเป็นสโมสรระดับท็อป คุณจะมีกำลังทรัพย์ที่นำมาช็อปปิ้งนักเตะอย่างสนุกมือ อย่างเช่น ลิเวอร์พูลที่ทุ่มทุนก้อนโตเพื่อกระชากตัว อลิสซอน เบคเกอร์ และ เฟอร์จิล ฟาน ไดจ์ เข้ามาแก้ไขจุดอ่อนหลังบ้าน จนทีม “หงส์แดง” สยายปีกติดลมบนเล่นเอาเดอะค็อปยิ้มแก้มปริกันทั่วบ้านทั่วเมือง

ขณะที่เชลซียอมควักกระเป๋าล่าลายเซ็น เกป้า อาร์ริซาบาลาก้า ด้วยสถิติผู้รักษาประตูค่าตัวแพงที่สุดในโลก ส่วนแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ช็อปแหลกทุกฤดูกาลเป็นปกติ แม้กระทั่งทีมระดับกลางๆอย่าง เอฟเวอร์ตัน วูล์ฟแฮมป์ตัน หรือเวสต์แฮม ก็สามารถซื้อนักเตะในเรต 30-40 ล้านปอนด์ได้อย่างไร้ปัญหา

ผิดกับลีกลูกหนังชาติอื่น ซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่สโมสรที่จะมีศักยภาพในการคว้าตัวนักเตะขนาดนี้

สุดยอดแม่ทัพ

นอกจากจะเต็มไปด้วยแข้งซูเปอร์สตาร์แล้ว ศึกพรีเมียร์ลีกยังอุดมไปด้วยสุดยอดผู้จัดการทีมแห่งยุค ไม่ว่าจะเป็น เจอร์เก้น คล็อปป์, เปป กวาร์ดิโอล่า, เมาริซิโอ ซาร์รี่, อูไน เอเมรี่ หรือแม้กระทั่งแม่ทัพหนุ่มไฟแรงอย่าง เมาริซิโอ โปเชตติโน่

มาร์ติน คีโอว์น อดีตปราการหลังของอาร์เซน่อล และทีมชาติอังกฤษ ซึ่งปัจจุบันผันตัวมาเป็นกูรูวิเคราะห์เกม ระบุว่าตัวกุนซือมีความสำคัญมากที่ทำให้ทีมจากอังกฤษสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะ คล็อปป์และโปเชตติโน่ที่วางรากฐานและยกระดับทีมขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาพีคในปีนี้ แถมยังมี “จิตวิทยา” ที่ดึงศักยภาพและสปิริตนักสู้ของลูกทีมออกมาได้อย่างเหลือเชื่อ ทำให้ขุนพลหงส์แดงและแข้งไก่เดือยทองพลิกนรกกลับมาเข้าชิงได้แบบช็อกโลก

ส่วนกุนซืออย่างเอเมรี่ถือเป็น “เจ้าพ่อ” บอลถ้วยของยุโรปอยู่แล้ว โดยมีดีกรีแชมป์ยูโรป้าลีก 3 ปีซ้อนสมัยอยู่กับ เซบีย่า ในปี 2014, 2015 และ 2016 เป็นเครื่องการันตี

คู่แข่งถดถอย

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในขณะที่กราฟของสโมสรพรีเมียร์ลีกกำลังไต่ระดับสูงขึ้น แต่สโมสรระดับ “บิ๊กเนม” ของยุโรปอีกหลายทีมอยู่ในช่วงกราฟขาลง

ไม่ว่าจะเป็น “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด ซึ่งมีปัญหาจนต้องไปดึงตัว ซีเนอดีน ซีดาน กลับมากู้วิกฤต ส่วน “เจ้าบุญทุ่ม” บาร์เซโลน่า เตรียมยกเครื่องครั้งใหญ่หลังจากกระเด็นตกรอบแชมเปี้ยนส์ลีกแบบพลิกล็อก 2 ปีซ้อน ขณะที่ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค ผู้เล่นตัวหลักหลายคนดูเหมือนจะผ่านจุดพีกของตัวเองไปแล้ว

ส่วนในเวทียูโรป้าลีก มาตรฐานของเชลซีและอาร์เซน่อลค่อนข้างเหนือกว่าคู่แข่งพอสมควร ดังนั้นการที่ทั้งคู่โคจรเข้าไปเจอกันในรอบชิงจึงไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมายนัก

ทั้งนี้ ถือเป็นเรื่องปกติตามวัฎจักรวงการลูกหนัง ซึ่งแต่ละช่วงก็จะมี “ขาใหญ่” ที่ครองบัลลังก์ อย่างเช่นก่อนหน้านี้ สโมสรจากลาลีกา สเปน ก็ได้เข้าชิงเป็นว่าเล่น หรือถ้าย้อนไปไกลหน่อย ช่วงยุค 90 ก็เป็นยุคทองของทีมจากเซเรียอา อิตาลี

จนกระทั่งวินาทีนี้ก็น่าจะถึงเวลาแล้วที่สังเวียนแข้งยุโรป จะถูกยึดครองโดยกองทัพลูกหนังจากพรีเมียร์ลีก

ในตอนนี้ พรีเมียร์ลีกคือลีกฟุตบอลที่ดีที่สุดของยุโรป ซึ่งนั่นหมายถึงดีที่สุดในโลกด้วย” นี่คือคำกล่าวอ้างจากปากของ เมาริซิโอ ซาร์รี่ บิ๊กบอสเชลซี 

 

 

ข่าวอื่นๆ