บทเรียน 'ช้างศึก' จากเอเชียนคัพ

วันที่ 22 ม.ค. 2562 เวลา 16:23 น.
บทเรียน 'ช้างศึก' จากเอเชียนคัพ
ทัพ “ช้างศึก” ทีมชาติไทย ฝันสลายจอดป้ายเพียงรอบ 16 ทีมสุดท้าย ในศึกฟุตบอลเอเชียนคัพ 2019 ซึ่งทัวร์นาเมนต์นี้นับเป็นบทเรียนอันล้ำค่าที่จะต้องนำมาขบคิดเพื่อก้าวต่อไปของทั้งนักเตะและโค้ช

นักเตะ

นักเตะอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์ ธีรศิลป์ แดงดา ธีราทร บุญมาทัน แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการและชั้นเชิงฟุตบอลที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากการได้ไปค้าแข้งบ่มเพาะประสบการณ์ในเจลีกญี่ปุ่น เช่นเดียวกับ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ทริงตอง โด และพรรษา เหมวิบูลย์ ที่โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นคงเส้นคงวาและสามารถต่อกรกับคู่แข่งระดับทวีปได้อย่างไม่เป็นรอง ซึ่งทั้งหมดนี้จะกลายเป็นแกนหลักของทัพ “ช้างศึก” ต่อไป

“ยอมรับว่าเศร้า แต่ก็ภูมิใจที่เราฝ่าฟันทุกอย่างมาถึงจุดนี้ มันเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมาก ผมเชื่อว่าประสบการณ์ดีๆ ครั้งนี้จะทำให้ทุกคนพัฒนาขึ้น ผมได้ประสบการณ์ค่อนข้างเยอะที่เจลีก จากที่ผมเป็นนักฟุตบอลธรรมดา พอไปที่นั่น มันทำให้ผมเป็นนักฟุตบอลที่ดีขึ้น ซึ่งผมก็พยายามนำมาช่วยทีมให้ได้มากที่สุด พวกเราทุกคนก็ทำเต็มที่แล้ว ไม่มีอะไรต้องเสียใจและอีก 4 ปีข้างหน้า ผมหวังว่าเราจะกลับมาเล่นรายการนี้อีกครั้ง” เมสซีเจ กล่าว

ขณะที่ “เจ้ามุ้ย” ศูนย์หน้ากัปตันทีมวัย 30 ปี ยืนยันว่ายังไม่เลิกรับใช้ชาติ พร้อมจะพยายามดูแลร่างกาย และรักษามาตรฐานการเล่นของตัวเองเอาไว้ และมั่นใจว่าทัพ “ช้างศึก” จะเป็นทีมที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม แม้นักเตะหลายคนจะสอบผ่าน แต่ก็มีบางรายที่ฟอร์มไม่ประทับใจแฟนบอล ซึ่งความผิดพลาดที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของนักฟุตบอลและไม่สมควรที่จะถูกรุมประณาม เพราะต้องยอมรับความจริงว่า พวกเขาเหล่านั้นยังมีประสบการณ์ในเวทีเอเชียทั้งระดับชาติและสโมสรที่น้อยนิด หลายรายยังไม่เคยลงเล่นในเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ด้วยซ้ำ นั่นจึงแสดงให้เห็นว่าศักยภาพผู้เล่นเรายังเป็นรองชัดเจน

จากนี้ขึ้นอยู่ว่าเราจะสามารถสร้างนักเตะสายเลือดใหม่ที่มีทักษะลูกหนังเทียบเคียงกับสตาร์รุ่นพี่ได้หรือไม่ เหมือนที่มี “เจ้าอาร์ม” ศุภชัย ใจเด็ด แนวรุกวัย 20 ปี ที่ฝีเท้าเกินอายุในตอนนี้ รวมถึง ศศลักษณ์ ไหประโคน ปีกดาวรุ่งที่แม้จะไม่ได้ลงสัมผัสเกมแต่ก็ได้ซึมซับบรรยากาศและประสบการณ์ไปเต็มๆ 

“ทุกคนพยายามเต็มที่ ทำดีที่สุดแล้ว ขอขอบคุณแฟนๆ ที่เป็นกำลังใจให้พวกเรา พวกเราจะทำงานหนักและพัฒนาตัวเองต่อไป รายการหน้าจะทำให้ดีกว่านี้” ศุภชัย เผย

 

โค้ช

เป็นโจทย์ใหญ่ที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ต้องหาทางออกให้เร็วที่สุด แม้ “โค้ชโต่ย” ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย กุนซือขัดตาทัพจะที่พาทีมผ่านวิกฤตเข้ารอบน็อกเอาต์ได้สำเร็จ แต่เมื่อถึงบททดสอบสำคัญต้องวัดกึ๋นกับกุนซือดีกรีแชมป์โลกอย่าง มาร์เซลโล ลิปปี ในเกมแพ้จีน 1-2 จะเห็นชัดเจนว่ายังห่างชั้นกันอีกไกล ทั้งการแก้เกม เปลี่ยนตัวผู้เล่น หรือปรับแท็กติกระหว่างเกม จนถูกวิพากษ์วิจารณ์พอสมควร

ปัญหาเรื่องนี้ที่มีมาตั้งแต่ยุค “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง จนถึง “โค้ชโต่ย” ก็คือแม้จะสามารถรวมใจนักเตะให้สู้ถวายหัวได้ แต่ก็ยังขาดประสบการณ์การแก้เกมในระดับเอเชีย ดังนั้นสมาคมฟุตบอลฯ จึงควรเลิกคิดที่จะตัดตอและหมางเมินโค้ชไทยแล้วหันกลับมาสนับสนุนให้พวกเขาเหล่านี้ออกไปฝึกอบรมหาความรู้มาเพิ่มศักยภาพ เพราะไม่มีโค้ชไทยยุคปัจจุบันคนไหนที่พาทีมไทยไปไกลเท่า 2 คนนี้อีกแล้ว ถ้าไม่อย่างนั้นก็ต้องมาลองผิดลองถูกเฟ้นหาโค้ชต่างชาติมาคุมทีมแบบเดิมต่อไป

“ขอขอบคุณแฟนบอลที่ส่งกำลังใจมาให้กับน้องๆ นักเตะ และทีมงาน ให้สามารถผ่านเข้ามาถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย ถ้าถามว่าพอใจไหมกับรอบ 16 ทีม ผมมองว่าอย่างเกมกับจีน เราสามารถที่จะสู้ได้ ก็ถือว่าเป็นโบนัสสำหรับน้องๆ นักเตะ และทีมชาติไทย ส่วนอนาคตก็ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่พิจารณา หลังจากกลับถึงไทย” กุนซือวัย 49 ปี จากมหาสารคาม เผย

จากนี้ยังมีเวลาอีกพอสมควรที่จะให้นักเตะ สตาฟฟ์โค้ช และสมาคมฟุตบอลฯ กลับมาขบคิดเพื่อหาแนวทางพัฒนาต่อในก้าวต่อไป ก่อนถึงศึกสำคัญที่ต้องปะทะกับเหล่าบิ๊กทีมของเอเชียอีกครั้งในฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือกโซนเอเชีย ซึ่งจะเริ่มฟาดแข้งกันเดือน ก.ย.นี้ 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต