จาก ZERO TO HERO "วิจารณ์ พลฤทธิ์"

วันที่ 20 ม.ค. 2562 เวลา 19:56 น.
จาก ZERO TO HERO "วิจารณ์ พลฤทธิ์"
กลับมายึดพื้นที่สื่ออีกครั้ง วิจารณ์ พลฤทธิ์ หลังได้รับการเรียกตัวมารับใช้ชาติในฐานะผู้ช่วยควบคุมการฝึกสอนมวยสากลหญิงทีมชาติไทย

*****************************

โดย...กษม จักรเครือ

ชื่อของผู้ชายที่ชื่อ วิจารณ์ พลฤทธิ์ กลับมายึดพื้นที่สื่ออีกครั้ง หลังได้รับการเรียกตัวมารับใช้ชาติในฐานะผู้ช่วยควบคุมการฝึกสอนมวยสากลหญิงทีมชาติไทย ภายใต้การทำงานของ ฮวน ฟอนตาเนียล ขรัวเฒ่าชาวคิวบา ซึ่งทั้งคู่เคยร่วมงานกันมาเกือบ 20 ปี สมัยโอลิมปิกเกมส์ 2000 ที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

เด็กหนุ่มจากต่างจังหวัด วัยเพียง 10 ขวบ เดินสายชกมวย ก่อนเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ตามพี่ชาย โดยมีเป้าหมายอยากเป็นแชมป์เวทีมวยมาตรฐานและเรียนหนังสือไปด้วยในขณะเดียวกัน

“ผมชกมวยไทยเกือบ 50 ไฟต์ ถือว่ามีชื่อเสียงระดับหนึ่ง และเป็นแชมป์รุ่นจูเนียร์แบนตัมเวต เวทีมวยราชดำเนิน และไม่เคยแพ้ใคร ก่อนสละแชมป์และตัดสินใจไปต่อยมวยสากลสมัครเล่น พร้อมกับเข้ารับราชการตำรวจไปด้วย มันเป็นความฝันในวัยเด็กของผม ‘ฮีโร่’ ทูเทาซั่น” กล่าว

จุดเปลี่ยนชีวิตของนักชกจาก จ.อุตรดิตถ์ คือ มีโอกาสไปชกรายการชิงแชมป์ประเทศไทยในนามของค่ายมวย ศศิประภายิม และแพ้คู่ต่อสู้ ทำให้เป็นบันไดก้าวแรกสู่ทีมชาติ

“ผมอยากจะหยิกตัวเอง เพราะโดนผู้ใหญ่เรียกไปติดทีมชาติแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน คิดว่าน่าจะมีคนเห็นแววผม ที่จะเอาไปขัดเกลาได้ เพราะตอนนั้นผมไม่เคยชกมวยสากลมาก่อน มีแต่ประสบการณ์จากมวยไทย ผมดูข่าวของ พี่บาส-สมรักษ์ คำสิงห์ เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ ปี 1996 ได้เหรียญทองกลับมา และได้รับการต้อนรับอย่างดีจากประชาชนและรัฐบาล ผมคิดในใจคนเดียวว่า สักวันต้องเป็นอย่างพี่เขาให้ได้”

ความสำเร็จของ “วิจารณ์” ดูเหมือนเป็นเรื่องเหลือเชื่อ เพราะใช้เวลาเข้าแคมป์ฝึกซ้อมเพียงแค่ปีเศษ แต่สามารถคว้าเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์มาได้ พร้อมสร้างความสุขให้คนไทยทั้งประเทศ

“ผมรู้ว่าประสบการณ์ผมเป็นรองรุ่นพี่ทีมชาติทุกคน ผมจึงต้องตั้งใจขยันมากกว่าคนอื่น ผมซ้อมอยู่คนเดียว ตอนโค้ชบอกให้เลิก แต่ผมขอซ้อมต่อ เหตุการณ์มีอยู่ว่า ปีนั้นพวกรุ่นพี่ได้ไปต่อยมวยสากลชิงแชมป์โลก แต่ผมมีโอกาสได้ไปต่อยซีเกมส์ และเป็นการไปต่อยต่างประเทศครั้งแรก แต่ผมดันได้เหรียญทองมาด้วย มันเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ ส่วนเป้าหมายต่อไปต้องมองไปที่เป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น”

อุปสรรคมีไว้ฝ่าฟัน ยังคงใช้ได้ดีกับวิจารณ์ เพราะการแข่งขันโอลิมปิกเลกแรกไม่มีชื่อของเขา แต่เหมือนฟ้าจะเห็นความมุ่งมั่นและความพยายามของชายคนนี้ ทำให้มีโอกาสติดทีมชาติไปคัดเลือกโอลิมปิกเกมส์ในเลกที่ 3

“เมื่อผมได้รับโอกาส ผมบอกโค้ช จะพยายามทำให้สุดความสามารถตามที่โค้ชต้องการ และผมก็ทำมันสำเร็จ ต้องบอกว่า ก่อนไปโอลิมปิกเกมส์ ผมไม่ได้ถูกจับตาจากสื่อ อาจจะเป็นข้อดี เพราะมันไม่กดดัน ไม่เหมือนตัวเต็งคนอื่นๆ และผมก็คว้าเหรียญทองมาฝากพี่น้องชาวไทย”

หลังจากกลับมาเมืองไทย จากผู้ชายบ้านๆ คนหนึ่งกลับกลายเป็นคนสาธารณะ มีเงินและชื่อเสียง ไปไหนมาไหนมีแต่คนรู้จัก ค่อนข้างจะขัดกับบุคลิกส่วนตัวที่ไม่ชอบออกสื่อ แต่วิจารณ์ก็ทำหน้าที่ได้อย่างดี และกลับไปใช้ชีวิตสมถะที่บ้านเกิด

“ผมกลับบ้านไปรับราชการ ห่างหายจากวงการไป 18 ปี แม้ผมจะมีเงิน มีชื่อเสียง แต่ผมก็ยังทำตัวติดดินเหมือนเดิม มีห่อข้าวไปกินกลางวันด้วย ผมไม่อยากให้คนมองว่านักมวยโง่ ใช้เงินไม่เป็น ผมบอกนักมวยรุ่นน้องทุกคน ทำตัวให้ดี อย่าให้ใครมาดูถูกอาชีพนักมวย”

กลับมารับใช้ชาติอีกครั้งในฐานะสตาฟฟ์โค้ช เพราะทนกลิ่นสาบนวมและผืนผ้าใบที่คุ้นเคยไม่ได้ ประกอบกับได้รับการทาบทามจาก ฟอนตาเนียล นายเก่า รวมถึงเพื่อนรักอย่าง ภาคภูมิ แจ้งโพธิ์นาค ให้เข้ามาคุมทีมกำปั้นหญิงทีมชาติ

“ผมอยากเอาประสบการณ์มาถ่ายทอดให้รุ่นน้อง เสียดายวิชาความรู้ อยู่ต่างจังหวัดผมมีชีวิตที่โอเค แต่ยังรู้สึกว่ามันไม่สมบูรณ์ เหมือนขาดอะไรบางอย่างในชีวิต เรามีเงินมีทองมีชื่อเสียง มีครอบครัวที่ดี แต่สุดท้ายเราก็อยากที่จะฝากชื่อเสียงในฐานะสตาฟฟ์โค้ชผู้พานักมวยรุ่นน้องไปให้ถึงฝั่งเหมือนเรา”

มวยสากลยุคนี้ต่างจากยุคก่อน ฉะนั้น นักมวยทุกคนต้องมีสภาพร่างกายที่แข็งแรง มีการออกหมัดชุด จึงจะประสบความสำเร็จ

“วิธีการชกและการให้คะแนนที่แตกต่าง ทำให้นักมวยยุคนี้ต้องปรับสไตล์การชก จะมาชกหมัดเดียวหรือสองหมัดไม่ได้แล้ว ต้องมีหมัดชุดและมีความแข็งแกร่ง เหนือสิ่งอื่นใด ต้องมีวินัยในการฝึกซ้อม ผมมองว่านักมวยที่จะประสบความสำเร็จได้ต้องมีวินัยเป็นปัจจัยแรก”

ก่อนหน้านี้ มวยสากลมีเหรียญโอลิมปิกเกมส์มาโดยตลอด เว้นแต่โอลิมปิกเกมส์ 2016 ที่บราซิล กำปั้นไทยพลาดเหรียญรางวัล ถือเป็นความล้มเหลว แต่เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ปี 2000 มองว่า กำปั้นไทยในปี 2020 ที่ญี่ปุ่นจะต้องมีเหรียญรางวัลมาฝากพี่น้องชาวไทยได้อีกครั้ง

"ผมมั่นใจว่านักชกชุดนี้จะมีทัศนคติที่ดี ผมบอกพวกเขาเสมอว่า การติดทีมชาติเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจในชีวิต แต่สิ่งที่นอกเหนือจากนั้นคือการคว้าเหรียญรางวัลในมหกรรมกีฬา นักมวยต้องมีความกระหาย ต้องคิดบวกและผลักดันตัวเอง ให้คิดว่าคุณต้องเป็นฮีโร่ให้ได้ หากคิดได้แล้วพยายาม คุณก็จะไปถึงจุดนั้นได้ ผมอยากให้น้องๆ หาแรงบันดาลใจให้ตัวเอง ผมพร้อมที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ทุกอย่างเพื่อพาทุกคนไปถึงจุดหมาย"

เหลือเวลาอีก 1 ปีเศษ โอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่ญี่ปุ่น อาจจะมีฮีโร่กำปั้นไทยแจ้งเกิดอีกครั้ง เหมือนอย่างที่ “วิจารณ์” เคยทำไว้