‘หงส์’ สถิติข่มลุ้นปราบ ‘เรือใบ’

วันที่ 13 ม.ค. 2561 เวลา 14:30 น.
‘หงส์’ สถิติข่มลุ้นปราบ ‘เรือใบ’
โดย ชมณัฐ

ลิเวอร์พูล ผลงานในบ้านสุดแข็งแกร่งและไม่เคยแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่แอนฟิลด์มานานถึง 15 ปี ดังนั้นเกมนี้จึงหวังยัดเยียดความปราชัยนัดแรกให้กับจ่าฝูง ในศึกพรีเมียร์ลีก นัดที่ 23 ของฤดูกาล

ลิเวอร์พูล - แมนฯ ซิตี้

สนาม : แอนฟิลด์

วันที่ 14 ม.ค. เวลา 23.00 น.

ลูกทีมของ เจอร์เกน คลอปป์ ฟอร์มสุดร้อนแรงคว้าชัยมา 4 นัดติด ล่าสุดเฉือนเอฟเวอร์ตัน 2-1 ใน เอฟเอคัพ ที่สำคัญในลีกไม่แพ้ใครมา 13 นัดติด (รวม 17 เกมทุกรายการ) อีกทั้งไม่ปราชัยคารังมาตั้งแต่เดือน เม.ย.ปีที่แล้ว แมตช์นี้จึงหวังที่จะท้าชนจ่าฝูงเพื่อเก็บแต้มไล่กวดอันดับ 2-3

เหนือสิ่งอื่นใด "หงส์แดง" ไม่แพ้แมนฯ ซิตี้ ในถิ่น แอนฟิลด์มานานถึง 15 ปี โดยครั้งสุดท้ายที่ปราชัยต้องย้อนไปถึงปี 2003 โดย 10 ครั้งหลังสุดที่สนามนี้เป็นฝ่ายชนะและเสมออย่างละ 5 เกม

"มันจะเป็นเกมที่ร้อนแรง ถ้าจะมีสักคนที่จะปราบแมนฯ ซิตี้ ได้มันจะเป็นลิเวอร์พูล มีสัญญาณบางอย่างโดยเฉพาะคู่เซ็นเตอร์แบ็กของแมนฯ ซิตี้ ไม่ใช่แค่ จอห์น สโตนส์ แต่รวมถึง นิโคลัส โอตาเมนดี และ เอเลียกิม ม็องกาลา คุณสามารถกดดันและทำให้ พวกเขาผิดพลาดได้" โทนี เกล กูรูจากสกาย สปอร์ต ฟันธง

เกมนี้กุนซือชาวเยอรมันจะได้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แนวรุกทีมชาติอียิปต์ที่ซัดไปแล้ว 17 ประตูในลีก (23 ลูกรวมทุกรายการ) สลัดอาการบาดเจ็บโคนขาหนีบฟิตลงล่าตาข่ายหลังต้องพักมา 2 นัดหลังสุด เช่นเดียวกับ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ที่กลับมาซ้อมได้แล้วหลังร้างสนามไปเดือนกว่า รวมถึง อัลแบร์โต โมเรโน แบ็กซ้ายจอมบุก แต่คาดว่าสองรายหลังจะมีชื่อเป็นเพียงตัวสำรอง

แผงหลัง เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ก แนวรับ ค่าตัวแพงที่เบิกสกอร์แรกในสีเสื้อใหม่ไปแล้วจากลูกโหม่งในบอลถ้วยจะได้ลงสนามต่อเนื่อง ซึ่งเจ้าตัวถูกจับตาว่ามีโอกาสจะสร้างปัญหาให้กับแนวรับ ของ "เรือใบสีฟ้า" ที่มีจุดบอดเรื่องลูกเซตพีซและลูกกลางอากาศได้อย่างมาก หากอาทิตย์นี้เจ้าตัวสามารถพังประตูได้จะถือเป็นกองหลัง คนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ทีมที่ยิงได้ ตั้งแต่ลงเล่นพรีเมียร์ลีกนัดแรกต่อ จากอาเบล ซาเวียร์ อดีตแนวรับหัว หลากสี

ขณะที่ขุมกำลังรายอื่นนอกจากแข้งที่บาดเจ็บยาวมาก่อนหน้านี้ อาทิ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กับ นาธาเนียล ไคลน์ ที่เหลือพร้อมลงสนามทุกราย

ด้าน แมนฯ ซิตี้ กำชัยมา 3 นัดติดตั้งแต่สะดุดเสมอเมื่อวันสิ้นปี ซึ่งแม้เกมรุกจะกลับมาดุดันทว่าแนวรับแอบมีจุดบอดโดนทีมเล็กเจาะตาข่ายมาทุกเกมไล่ตั้งแต่วัตฟอร์ด (3-1) เบิร์นลีย์ (4-1) และบริสตอล ซิตี้ (2-1) ตามลำดับ อีกทั้งเกมนี้ยังได้พักน้อยกว่า

นัดนี้ เปป กวาร์ดิโอลา จะไม่มี กาเบรียล เฮซุส ดาวยิงฟอร์มแรงที่เจ็บเอ็นร้อยหวายต้องพักยาว โดย แนวรุกฝากความหวังไว้ที่ เซร์คิโอ อกูเอโร, ดาบิด ซิลบา และ เควิน เดอ บรอยน์ ซึ่งเพลย์เมกเกอร์ทีมชาติเบลเยียมมั่นใจว่าเพื่อนร่วมทีมจะไม่สนใจสถิติดังกล่าวที่ทีมไม่เคยบุกชนะคู่แข่งมานานหลายปี

"มันเป็นเพียงวิถีของฟุตบอล เรา จะไปที่นั่นเพื่อชนะการแข่งขัน พวกเขาเป็นทีมที่แข็งแกร่ง พวกเขาต้องการที่จะไปแชมเปี้ยนส์ลีก แต่เราจะพยายาม ทำให้ดีที่สุด และจากนั้นค่อยมาดูกันว่าจะเป็นอย่างไร การได้พักมา 5 วันทำให้ทีมของเราสมบูรณ์มากขึ้น" เดอ บรอยน์ กล่าว

แนวรับ ไคล์ วอล์กเกอร์ ได้ลงมายืดเส้นยืดสายในเกมที่แล้ว นัดนี้จึงพร้อมกลับมาประจำการแบ็กขวาอีกครั้ง พร้อมยังได้ แวงซองต์ กอมปานี หายเจ็บกลับมาเป็นตัวเลือกข้างสนาม อีกราย ส่วนที่เหลือฟูลทีม

สำหรับเกมล่าสุดที่ทั้งคู่เจอกันเมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว "เรือใบสีฟ้า" เป็นฝ่ายเปิดบ้านถล่ม 5-0 เฮซุส กับ ลีรอย ซาเน เบิ้ลคนละสองประตู โดยมี "กุน" อกูเอโร เป็นผู้ยิงเบิกร่อง

ความน่าจะเป็น: คลอปป์ โดนสอนเชิงไปในเกมที่แล้ว ดังนั้นนัดนี้จึงต้องทำการบ้านเต็มที่เพื่อหาจุดบอดของ "เรือใบสีฟ้า" โอกาสแพ้ซ้ำมีน้อย

เชลซี - เลสเตอร์

สนาม : สแตมฟอร์ดบริดจ์

วันที่ 13 ม.ค. เวลา 22.00 น.

อันโตนิโอ คอนเต กุนซือเชลซี กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เสมอมา 3 นัดติดต่อกันและยิงไม่ได้มา 2 นัดหลัง สุด ทำให้เก้าอี้เริ่มสั่นคลอน ดังนั้นเกมนี้จึงต้องการคว้าชัยชนะเพียงสถานเดียวเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับแฟนบอลและทำแต้มไล่จี้จ่าฝูง โดยก่อนแข่งรั้งอันดับ 3 มี 46 คะแนน

สภาพทีม "สิงห์บลู" ค่อนข้างล้าได้พักมาไม่ถึง 3 วันจากเกมล่าสุดที่เสมออาร์เซนอล 0-0 ในคาราบาวคัพ แต่ยังโชคดีที่ไม่มีใครบาดเจ็บ ตัวหลักพร้อมลงสนามทุกราย ส่วน รอส บาร์คลีย์ กองกลางป้ายแดงที่เพิ่งคว้ามายังอยู่ระหว่างเรียกความฟิตลงไม่ได้แน่นอน

ทั้งนี้ ต้องจับตาดูว่า คอนเต จะเปลี่ยนระบบการเล่นมาใช้ 3-4-3 ตามเดิม หรือดื้อดึงใช้ 3-5-2 ดังเช่นเกมล่าสุดต่อไป โดยปัญหาสำคัญที่สุดคือบรรดาแข้งแนวรุกพากันปืนฝืด โดยเฉพาะ อัลบาโร โมราตา ที่ไม่มีชื่อบนสกอร์บอร์ดมา 4 นัดติดแล้ว โดย 21 นัดหลังสุดยังยิงได้แค่ 5 ประตู

ด้าน โคลด ปูแอล กุนซือ "สุนัขจิ้งจอก" ประกาศข่าวดีว่า เจมี วาร์ดี ศูนย์หน้าตัวเก่งที่เจ็บโคนขาหนีบพลาดลงสนามมา 2 เกม ตอนนี้หายเจ็บแล้วและพร้อมล่าตาข่ายในนัดนี้แน่นอน ส่วน บิเซนเต อิบอร์รา กับ คริสเตียน ฟุคส์ มีลุ้นเช่นกัน แต่จะขาด เวส มอร์แกน และ แดนนี ซิมป์สัน สองกองหลังตัวหลักที่ยังบาดเจ็บ

ความน่าจะเป็น : ถ้าเจ้าบ้านยังไม่คมมีโอกาสโดนทีเด็ดของ วาร์ดี ได้เช่นกัน

บทความแนะนำ