"สมจิตร จงจอหอ" ยึดความเพียร...จึงมีวันนี้

  • วันที่ 24 ต.ค. 2559 เวลา 08:01 น.

"สมจิตร จงจอหอ" ยึดความเพียร...จึงมีวันนี้

โดย...กษม จักรเครือ

เจ้าของสโลแกน “เจ็บมาเยอะ” สมจิตร จงจอหอ นักชกเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ 2008 ชีวิตถือว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย เกือบจะหันหลังให้เวทีผ้าใบ หลังจากล้มเหลวไม่ได้เหรียญใดๆ ในโอลิมปิกเกมส์ 2004 ที่ประเทศกรีซ แต่นักชกจากบุรีรัมย์ไม่ท้อถอย กลับมุ่งมั่นและยึดตามพระราชดำรัสของในหลวง ในเรื่องของความเพียร จนประสบความสำเร็จในอีก 4 ปีต่อมา

“ตอนเป็นนักมวยทีมชาติใหม่ๆ เห็นสมรักษ์ชูพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงบนเวทีมวย ภาพที่เห็นทำให้ผมปลื้มปีติอย่างยิ่ง สมรักษ์นำเหรียญทองไปถวายในหลวง ท่านก็คืนให้พร้อมกับคล้องคอและมอบเหรียญพระมหาชนกให้ ผมอยากเป็นอย่างนั้นบ้าง จึงตั้งใจฝึกซ้อมอย่างจริงจัง พัฒนาตัวเอง แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ปี 2004 แพ้ภัยตัวเอง ไม่มีเหรียญมาถวายในหลวง เศร้าใจอย่างยิ่ง แต่ยังมีความหวังลึกๆ ที่จะได้พบกับพระองค์ท่าน เพราะท่านมีรับสั่งให้นักกีฬาและเจ้าหน้าที่ที่ไปแข่งขันโอลิมปิกเกมส์เข้าเฝ้าฯ ที่พระราชวังไกลกังวล แต่สุดท้ายก็โดนตัดชื่อออก วันนั้นผมตัดสินใจว่าจะเลิกชกมวย เพราะรู้สึกท้อแท้อย่างมาก”

เจ้าของร้าน “กู โรตีชาชัก” เล่าว่า เกือบจะไม่มีสมจิตรวันนี้หากไม่ฮึดสู้ และยึดหลักความเพียรของในหลวงเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต โดยฝึกซ้อมหนักกว่าทุกครั้ง เอาความผิดหวังทั้งหมดเป็นบทเรียน ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเอาเหรียญมาทูลเกล้าฯ ถวายพระองค์ท่านให้ได้

“สิ่งที่ผมรอคอยมานานที่สุดและผมก็ทำได้ เหตุผลที่ผมนำพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงไปชูตอนชกชนะ เพราะผมอยากบอกให้ทั่วโลกรู้ว่าพระองค์คือพ่อหลวงของเรา อยากให้ทั่วโลกรู้ว่าในหลวงคือสัญลักษณ์ของประเทศไทย ผมอยากบอกให้ทั่วโลกรู้ว่านักกีฬาที่ได้เหรียญทองคนนี้มาจากประเทศไทย และคนในภาพที่พวกเราชู ท่านคือพ่อหลวงของเรา ศูนย์รวมใจของพี่น้องชาวไทยทุกคน เพราะฉะนั้นเวลาที่ผมทำอะไรสำเร็จเกี่ยวกับประเทศชาติผมจะนึกถึงพ่อหลวงโดยเฉพาะ ผมอยากประกาศให้ทั่วโลกได้รู้ว่าถึงพวกเราจะเป็นประเทศเล็กๆ แต่เราก็สามารถยืนอยู่บนเวทีระดับโลกได้ในเรื่องกีฬา ชัยชนะวันนี้ไม่ใช่แค่ชัยชนะของเราคนเดียว แต่เป็นชัยชนะของคนไทยทั้งประเทศ”

หลังจากได้เหรียญทองกลับมา สมจิตรหวังอยากเข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญต่อหน้าพระพักตร์สักครั้งในชีวิตของเด็กบ้านนอกคนนี้ แต่เหมือนเทพีแห่งโชคไม่เข้าข้าง เนื่องจากปี 2008 เป็นปีที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สิ้นพระชนม์ และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระประชวร จึงไม่มีการให้เข้าเฝ้าฯ เหมือนทุกครั้ง

“แม้จะเสียใจที่ไม่ได้เข้าเฝ้าฯ แต่ก็ทำใจได้ และถวายพระพรให้พระองค์หายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน”

นึกถึงเสี้ยววินาทีแห่งความทรงจำ วันที่คว้าเหรียญทอง รู้สึกตื้นตันที่ครั้งหนึ่งในชีวิตมีโอกาสถือพระบรมฉายาลักษณ์ประกาศให้ทั่วโลกรู้ว่า ในหลวงเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยยามท้อแท้ผิดหวัง

“พระองค์เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเรา ทุกวันนี้หากผมรู้สึกท้อกับสิ่งใดก็แล้วแต่ ผมจะนึกถึงคำสอนและพระราชกรณียกิจของพระองค์ สิ่งที่เห็นมาตลอดคือพระองค์ท่านมีความเพียร ท่านเสด็จฯ ไปทุกหย่อมหญ้าที่ชาวไทยอยู่อาศัย เห็นความลำบากของท่าน เห็นพระองค์เหนื่อย แต่พระองค์ไม่เคยยอมแพ้ต่ออุปสรรค ไม่ว่าที่ที่เสด็จฯไปจะต้องลุยน้ำหรือยากลำบากแค่ไหนต้องลุยป่าลุยเขา พระองค์ท่านมีความเพียรเสมอที่จะเสด็จฯ ไปหาประชาชน ผมจึงนำหลักการดำเนินชีวิตในเรื่องของความเพียรพยายามมาใช้ในชีวิตประจำวัน”

ถ้าทุกคนในชาติตั้งอยู่ในความเพียร ประโยชน์และความสุขก็จะบังเกิดขึ้นพร้อม ทั้งแก่ส่วนตัวและส่วนรวม เหมือนเช่นพระราชดำรัสของพระองค์

ข่าวอื่นๆ