แข้งผู้ดี...สุดยี้โรงหมอ

วันที่ 20 ก.ย. 2555 เวลา 10:19 น.
แข้งผู้ดี...สุดยี้โรงหมอ
โดย...มิวโกโตะ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในบ้านเรามีแฟนฟุตบอลพรีเมียร์ลีกจำนวนมหาศาล จนทำให้หลายคนผันมาเป็นกองเชียร์ทีมชาติอังกฤษแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว อาจเพราะรู้จักนักเตะเยอะ เลยตกกระไดพลอยเชียร์ก็เป็นได้ แต่จนแล้วจนรอดมันก็ไม่เคยคว้าแชมป์ให้ชื่นอุราซักกะที (ไม่นับที่คว้าแชมป์โลก ปี 1966 เพราะมันนานจัดไปหน่อย เกิดไม่ทัน)

หนึ่งในเหตุผลที่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน ก็เพราะสไตล์การเล่น “ดิบ เถื่อน ดุ” ที่แข้งเมืองผู้ดีภูมิใจกันหนักหนานั่นเอง พวกที่เบสิกน้อยก็หันไปเล่นแบบจัดหนักกันแทน ส่งผลให้ดาวรุ่งที่กำลังจะเจิดจรัส ถูกหามเข้าโรงหมอจนกลายเป็นดาวร่วงหลายราย

สำหรับวันนี้มีตัวอย่างของนักเตะที่ต้องถูกความโชคร้ายด้านร่างกาย พรากศักยภาพระดับเวิลด์คลาสในตัวพวกเขาไป

 

ไมเคิล โอเวน

จั่วหัวมาแบบนี้ ไม่มีชื่อ ไมเคิล โอเวน อดีตเจ้าของฉายา “เบบี้โกล์” คงจะไม่ได้ เพราะสมัยที่แจ้งเกิดครั้งแรกกับ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล เขามีวัยเพียง 17 ปีเท่านั้น แถมซัลโวประตูได้ตั้งแต่นัดแรกในที่ลงเล่น จากนั้นก็ประสบความสำเร็จเป็นกอบเป็นกำในถิ่นแอนฟิลด์ แถมยังฮอตต่อเนื่องถึงทีมชาติอีกด้วย โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ลูกโซโลเดี่ยวไปกระทุ้งตาข่าย อาร์เจนตินา ในศึกฟุตบอลโลกปี 1998

แล้วฝันร้ายก็เกิดขึ้น

ช่วงเดือน เม.ย. 1999 หลังโอเวนบาดเจ็บที่ต้นขา จนทำให้เขาต้องพักยาวนาน 5 เดือน และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บเรื้อรังต่อมา หลังจากนั้นเขาก็ย้ายไปค้าแข้งช่วงสั้นๆ กับ เรอัล มาดริด และถูก นิวคาสเซิล ดึงตัวกลับสู่อังกฤษ แต่สาลิกาดงก็ทนกับความกระดูกเปราะไม่ไหว จึงส่งต่อให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แบบฟรีๆ ซึ่งปีศาจแดงรับเลี้ยงไว้ 3 ปี ก็รู้สึกว่าเปลืองข้าวสุก เลยตัดสินใจลอยแพ

และแล้วหลังกองหน้าวัย 32 ปี ต้องทนขมขื่นอยู่เกือบสัปดาห์ ล่าสุด สโตก ซิตี ลองเสี่ยงดูอีกครั้ง ทว่างานนี้ช่างปั้นหม้อตีเซฟด้วยการใส่เงื่อนไขจ่ายค่าเหนื่อยตามจำนวนนัดที่ลงเล่นเท่านั้น โถๆๆ น่าสงสารเสียจริง เอาน่ะ...ถือว่ายังดีกว่าไม่มีทีมจะเล่น

 

โอเวน ฮาร์กรีฟส์

ไม่รู้เป็นเพราะชื่อมีคำว่า โอเวน ด้วยหรือเปล่า เนื่องจากชะตากรรมชั่งใกล้เคียงกันเหลือเกิน สำหรับ ฮาร์กรีฟส์ ที่แจ้งเกิดไกลถึงเมืองเบียร์กับยอดทีมอย่าง บาเยิร์น มิวนิก ซึ่งจุดขายของนักเตะรายนี้ คือ การเป็นนักเตะสารพัดประโยชน์ เล่นได้หมดทุกตำแหน่งยกเว้นกองหน้ากับโกล์ โดยเฉพาะยุค สเวน โกรัน อีริกส์สัน คุมทัพ “สิงโตคำราม” อังกฤษ นั้น ดาวเตะวัย 32 ปี กลายเป็นนักเตะขาประจำและเป็นขวัญใจของแฟนบอลเลยทีเดียว

จนเมื่อจุดเปลี่ยนมาถึง

ฤดูกาล 2006-2007 ฮาร์กรีฟส์โชคร้ายได้รับบาดเจ็บขาหัก ทำให้เขาพลาดช่วยงานเสือใต้ทั้งฤดูกาล และนั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นอาการเรื้อรังในอีก 6 ปีต่อมา เนื่องจากถูกเคราะห์ซ้ำกรรมซัดต้องมาเจออาการเจ็บเกี่ยวกับเอ็นที่เข่าพ่วงเข้าไปอีก จนแทบจะยุติเส้นทางอาชีพ แต่ แมนฯ ยูไนเต็ด เจ้าเก่า ก็กลั้นใจโอบอุ้ม สุดท้ายก็อีหรอบเดิม ต้องมาเสียตังค์ค่ารักษาจนต้องปล่อยทิ้งในที่สุด

เป็นทางด้านแมนเชสเตอร์ ซิตี คู่อริร่วมเมืองที่โชว์ป๋าจ่ายค่าเหนื่อยเองแล้วก็ซิวตัวไป สุดท้ายแฟนปีศาจแดงได้หัวเราะท้องแข็ง เมื่อเรือใบสีฟ้าใช้งานมิดฟิลด์ขวัญใจโรงพยาบาลได้ไม่ถึง 5 นัด หลังเสียหน้าก็เฉดหัวนักเตะทิ้ง จนปัจจุบันยังไม่มีทีมใดกล้าเสี่ยงกับผู้ชายที่ชื่อ ฮาร์กรีฟส์ อีกเลย

 

คีรอน ดายเออร์

ดายเออร์ ถือเป็นอีกหนึ่งขาประจำโรงหมอ ที่เขาคือกุญแจดอกสำคัญที่พาอิปสวิช ทาวน์ เลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกสำเร็จในปี 1999 ก่อนจะเตะตานิวคาสเซิล แล้วปีถัดมาก็ไปเฉิดฉายอยู่ในถิ่นเซนต์ เจมส์ พาร์ก กับสาลิกาดงพักใหญ่ และแล้วหายนะก็มาเยือนเมื่อย้ายไปอยู่กับ “ขุนค้อน” เวสต์แฮม

หลังประเดิมสนามให้เวสต์แฮมเพียง 10 วัน ดายเออร์ก็ขาหักดังเปาะในเกมลีกคัพ ปี 2007 จนต้องพักยาวไปทั้งฤดูกาล ทำให้เขาต้องได้แต่นั่งมองเพื่อนๆ ลงสนามไปถึง 17 เดือน และต้องรอนานจนถึงเดือน ม.ค. 2009 ถึงได้กลับมาอีกครั้ง จากนั้นก็ต้องเจอปัญหากล้ามเนื้อต้นขาเล่นงานต่อเนื่อง จนถูกปล่อยตัวให้กับ ควีนส์ปาร์ก เรนเจอร์ส แต่ลงสนามได้แค่ 3 นาที ก่อนจะโดนหามออกจากสนามอีกครั้ง จนต้องพักยาวตลอดทั้งฤดูกาล กระทั่งปัจจุบันยังไม่ได้กลับมาลงสนามอีกเลย

นอกจากนักเตะที่ยกตัวอย่างข้างต้นนี้แล้ว ในอดีตทัพสิงโตคำรามยังมีตำนานลูกหนังอย่าง พอล แกสคอยน์ และ ดาร์เรน แอนเดอร์ตัน ที่ต้องยุติเส้นทางอาชีพก่อนเวลาอันควรมาแล้ว และอาการเดี้ยงนี้อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทัพสิงโตยังคำรามไม่ออกซักกะที