Sponsored Content By

“สิทธิ UCEP”

(Universal Coverage for Emergency Patients)

“สิทธิ UCEP” (Universal Coverage for Emergency Patients) คือ สิทธิการรักษาตามนโยบายรัฐบาล เพื่อคุ้มครองผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ ให้สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทุกแห่งที่ใกล้ที่สุดได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจนพ้นวิกฤติ หรือสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างปลอดภัย แต่ไม่เกิน 72 ชั่วโมง โดยประชาชนคนไทยที่เป็น “ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ” ที่เข้าเกณฑ์การคัดแยก มีสิทธิในการใช้ “สิทธิ UCEP”

"ใคร" สามารถใช้สิทธิได้บ้าง?

"ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติทุกคน ที่เข้าเกณฑ์การคัดแยก"

เมื่อมีอาการเจ็บป่วยฉุกเฉิน
โทร.1669 ทั่วประเทศ
ตลอด 24 ชั่วโมง

เรืออากาศเอกนายแพทย์อัจฉริยะ แพงมา

เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)

   เรืออากาศเอกนายแพทย์อัจฉริยะ แพงมา เปิดเผยถึงรายละเอียดของ “สิทธิ UCEP” ว่า UCEP ย่อมาจาก Universal Coverage for Emergency Patients ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำในเรื่องการดูแลรักษาพยาบาลให้กับประชาชนคนไทย “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ มีสิทธิทุกที่” คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2560 และได้เริ่มต้นโครงการ “สิทธิ UCEP” เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2560 ได้มีการแก้พระราชบัญญัติสถานพยาบาล ฉบับที่ 4 ให้อำนาจคณะกรรมการสถานพยาบาล ในการออกกฎหมายหรือออกระเบียบเพื่อให้โครงการ UCEP เกิดขึ้นได้ โดยระเบียบดังกล่าวได้กำหนดให้โรงพยาบาลเอกชนจะต้องให้การดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ โดยไม่เรียกเก็บเงิน และให้โรงพยาบาลเอกชนเรียกเก็บเงินจากกองทุนต่างๆ ได้แก่ กองทุนประกันหลักสุขภาพแห่งชาติ กองทุนประกันสังคม และสิทธิข้าราชการ ซึ่งถือได้ว่าการรักษาพยาบาลผู้ป่วยวิกฤติฉุกเฉินตาม “สิทธิ UCEP” ของโรงพยาบาลเอกชนจะมีรัฐบาลเป็นประกันว่าสามารถเก็บเงินได้แน่นอน และถือว่าประชาชนคนไทยทุกคนมีสิทธิใช้ “สิทธิ UCEP”

“อาการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ 6 อาการนี้เป็นส่วนหนึ่งที่พบมาก แต่อาการอื่นๆ ที่เป็นผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติยังมีอีกขึ้นอยู่กับการตรวจวินิฉัยของแพทย์เจ้าของไข้ ตามเงื่อนไขสิทธิ UCEP เป็นอาการที่พูดง่ายๆ ว่า ถ้าไม่ได้รับการรักษาโดยด่วน อาจเสียชีวิตได้ทันที เป็นอาการที่เกิดกับหัวใจ สมอง ปอด ที่อาจถึงแก่ชีวิต และต้องเป็นผู้ป่วยที่อยู่นอกโรงพยาบาลเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับคนไข้ที่รักษาอยู่ในโรงพยาบาลอยู่แล้วและมีอาการแย่ลง และเมื่อนำผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติส่งโรงพยาบาล จะรักษาพยาบาลตามสิทธิ UCEP ได้ภายในเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง เมื่อครบกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว หากสามารถย้ายผู้ป่วยไปรักษาต่อในโรงพยาบาลของรัฐได้ก็ให้ย้าย ถ้าย้ายไม่ได้และเกิน 72 ชั่วโมงไปแล้วอาจจะมีค่าใช้จ่ายที่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติต้องรับผิดชอบ ทั้งนี้กองทุนต่างๆ ที่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติใช้อยู่อาจจะต้องเข้ามาเจรจาค่าใช้จ่ายในส่วนนี้กับทางโรงพยาบาลเอกชน”

ขั้นตอนการปฏิบัติที่ถูกต้อง

เมื่อพบผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีอาการฉุกเฉินวิกฤติ

1 เมื่อเผชิญกับอาการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ให้โทรขอรับบริการของรถพยาบาลฉุกเฉินจาก โทร.1669 ทั่วประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง และนำส่งผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด หรือนำส่งเอง

2 โรงพยาบาลที่รับผู้ป่วยจะดำเนินการประเมินผู้ป่วยตามแนวทางที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กำหนด ผ่านโปรแกรม Pre-Authorization (PA) ไปยังศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (ศคส.สพฉ.)

3 ศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (ศคส.สพฉ.) ตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของเอกสาร และข้อมูลในโปรแกรม Pre-Authorization (PA) และดูการประเมินคัดแยกระดับความฉุกเฉินของโรงพยาบาลตามอาการแรกรับ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

4 กรณีอาการเข้าเกณฑ์ฉุกเฉินวิกฤติ ศคส.สพฉ. จะยืนยันผลการประเมินในโปรแกรม Pre-Authorization (PA) และผู้ป่วยจะได้รับสิทธิ UCEP ทันที โรงพยาบาลจะต้องทำการรักษาตามศักยภาพของโรงพยาบาลและมาตรฐานวิชาชีพเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วย

5 เมื่อได้รับการรักษาจนพ้นภาวะวิกฤติแล้ว ผู้ป่วยจะได้รับการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลตามสิทธิการรักษาของตนเอง ***แต่หากผู้ป่วยไม่ประสงค์ขอย้าย (ขอรักษาต่อที่โรงพยาบาลเดิม) ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองหลังพ้นภาวะวิกฤติแล้ว

6 ในกรณีประเมินอาการแรกรับตามข้อ 3. แล้ว ไม่เข้าเกณฑ์ฉุกเฉินวิกฤติ ผู้ป่วยมีสิทธิในการเลือกที่จะย้ายไปรักษายังโรงพยาบาลตามสิทธิ หรือเข้ารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลนั้น โดยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง

เลขาธิการ สพฉ. กล่าวต่อไปว่า ศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (ศคส.สพฉ.) มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้อง เหมาะสม ครบถ้วนของข้อมูลในการประเมินภาวะฉุกเฉินวิกฤติ แจ้งผลการประเมินคัดแยกระดับความฉุกเฉินไปยังโรงพยาบาล เพื่อยืนยันสิทธิให้ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ และแจ้งผลไปยังกองทุนตามสิทธิการรักษาพยาบาล เพื่อประสานหาเตียงและส่งกลับไปรักษายังโรงพยาบาลตามสิทธิการรักษาของผู้ป่วย นอกจากนี้ยังติดตามดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะพ้นวิกฤติ และสามารถไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลตามสิทธิการรักษาได้อย่างปลอดภัย รวมถึงการรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้สิทธิ UCEP เสมือนเป็น customer service ผ่าน โทร.0 2872 1669 อีกด้วย

“อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ “สิทธิ UCEP”เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2560 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2561 รวม 15 เดือน มีผู้ป่วยฉุกเฉินในระบบของโปรแกรม Pre-Authorization (PA) ทั้งหมด 98,251 ราย เป็นผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ 21,590 ราย คิดเป็นร้อยละ 21.97 และเป็นผู้ป่วยที่ไม่เข้าเกณฑ์ฉุกเฉินวิกฤติ 76,661 ราย คิดเป็นร้อยละ 78.03 สาเหตุที่จำนวนผู้ป่วยที่ไม่เข้าเกณฑ์ฉุกเฉินวิกฤติสูง เป็นเพราะในช่วงเดือนตุลาคม 2560 เป็นช่วงที่กองทุนประกันหลักสุขภาพแห่งชาติ กองทุนประกันสังคม และสิทธิข้าราชการ อยู่ระหว่างการปรับระเบียบกฎเกณฑ์ ทำให้โรงพยาบาลที่รับผู้ป่วยฉุกเฉินที่ไม่วิกฤติต้องเก็บเงินค่ารักษาพยาบาลจากผู้ป่วยก่อน และผู้ป่วยต้องไปเบิกเงินคืนจากกองทุนที่ใช้สิทธิ โดยโรงพยาบาลต้องออกใบเสร็จรับเงิน เพื่อให้ผู้ป่วยนำไปเบิกเงินคืนจากองทุนต่างๆ ตามอัตราที่กองทุนกำหนด จึงทำให้เกิดการประเมินว่าตัวเลขของผู้ป่วยที่ไม่เข้าเกณฑ์ฉุกเฉินวิกฤติมีจำนวนสูง”

เรืออากาศเอกนายแพทย์อัจฉริยะ ยังได้กล่าวถึงปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาของผู้ใช้ “สิทธิ UCEP” ว่า จากตัวเลขผู้ป่วยฉุกเฉินในระบบของโปรแกรม Pre-Authorization (PA) ทั้งหมด 98,251 ราย พบว่ามีปัญหาจริงๆ ประมาณ 100 ราย เช่น สถานพยาบาลอาจไม่มีความเข้าใจ จึงไปเก็บค่าใช้จ่ายกับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ ก็ได้มีการชี้แจงประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจ รวมทั้งประชาชนอาจจะยังไม่มีความเข้าใจถึงสิทธิ UCEP ซึ่งก็ได้อธิบายทำความเข้าใจกันทางโทรศัพท์ รวมถึงญาติมีความเข้าใจว่าต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนเท่านั้นจึงใช้สิทธิ UCEP ได้ จึงไม่เข้ารับการรักษายังโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งอาจอยู่ใกล้กว่า ทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาสในการรักษาที่จำเป็นต่อการช่วยชีวิต ซึ่งปัญหาที่สามารถชี้แจงทำความเข้าใจทางโทรศัพท์ได้ เจ้าหน้าที่ก็ได้ชี้แจงไป บางปัญหาก็ต้องทำเอกสารชี้แจงทำความเข้าใจ รวมถึงประชาสัมพันธ์ผ่านทุกช่องทาง เพื่อให้ประชาชนคนไทยเข้าใจในการใช้ “สิทธิ UCEP” มากยิ่งขึ้น

เลขาธิการ สพฉ. กล่าวในตอนท้ายว่า สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ พร้อมให้บริการแก่ประชาชนที่เจ็บป่วยฉุกเฉินทั่วประเทศ
ตลอด 24 ชั่วโมง โดยขอให้ปฏิบัติ ดังนี้

เลขาธิการ สพฉ. กล่าวในตอนท้ายว่า สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ พร้อมให้บริการแก่ประชาชนที่เจ็บป่วยฉุกเฉินทั่วประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยขอให้ปฏิบัติ ดังนี้

  • ประชาชนต้องรู้ว่าตนเองมีสิทธิการรักษาใด โดยตรวจสอบสิทธิของท่านได้ที่สายด่วน สปสช. โทร. 1330 เพราะหากกรณีเป็นสิทธิว่าง คือ ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับกองทุนใดๆ เลย อาจไม่ได้รับความคุ้มครองตาม “สิทธิ UCEP” ของรัฐ
  • เมื่อเจ็บป่วยฉุกเฉิน ขอให้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ทั้งโรงพยาบาลของรัฐ และโรงพยาบาลเอกชน เพราะการที่ญาตินำผู้ป่วยเดินทางไกลและข้ามโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ ผู้ป่วยอาจจะไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและทำให้เสียชีวิตได้
  • เจ็บป่วยทุกครั้ง ขอให้โทร. 1669 ทั่วประเทศ เพื่อแจ้งขอความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ "มีสิทธิทุกที่"

โดยไม่ต้องสำรองจ่าย ด้วยสิทธิ UCEP