พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

< ประวัติศาสตร์ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
รัชกาลที่ ๕

ในหนังสือ "พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๕" พระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้บันทึกไว้ว่า ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เอาไว้ว่า

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่ทำในรัชกาลที่ ๕ เมื่อปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ การจารึกพระสุพรรณบัฏ ได้พบสำเนาหมายรับสั่ง อันเป็นแบบที่ใช้ในเวลาก่อนบรมราชาภิเษก จึงคัดสำเนามาลงไว้ให้เห็นแบบด้วย ดังนี้.

“พระยาบำเรอภักดิ์ รับสั่งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์กรมขุนพินิตประชานาถ (ซึ่งทรงสำเร็จราชการแผ่นดิน) โปรดเกล้าฯ สั่งว่า พระโหราธิบดี หลวงโลกทีป ขุนโชติพรหมมา ขุนเทพพยากรณ์ โหรคำนวณพระฤกษ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษกทูลเกล้าฯ ถวาย” ต่อนี้จะคัดสำเนาฎีกา คำนวณของโหร ซึ่งมีฉะบับปรากฏอยู่ลงไว้ด้วย เพื่อรักษามิให้สูญไปเสีย

“ข้าพระพุทธเจ้า พระโหราธิบดี เจ้ากรม ๑ ขุนโชติพรหมมา ปลัดกรม ๑ โหรหน้าหลวงโลกทีปเจ้ากรม ๑ ขุนเทพพยากรณ์ ปลัดกรม ๑ โหรหลัง โหรมีชื่อคำนวณพระฤกษ์มงคลมหาราชาภิเษกทูลเกล้าฯ ถวาย”

“ศิริศยุภามัศดุ พระพุทธศักราชอดีตกาล ชมัยสหัสสสังวัจฉร จตุสตาธฤก เอกาทศสังวัจฉร ปัตยุปันกาล มังกรสังวัจฉร กติกมาส ศุกรปักษเตรัศมีย ดฤษถีพุทธวาร บริเฉทกาลอุกฤษฐ เวลาบ่ายแล้ว ๓๐ นาฑี พระลักขณาสถิตยราศีมังกร เสวยพระฤกษ์บุรพสาฬห ๒๐ เกาะนะวาง ๕ เกาะตรียางค์ ๗ พระจันทรสถิตยราศีมิน เสวยฤกษ์บุพพภัทร ๒๕ พระอาทิตยสถิตยราศีดุลย พระอังคารสถิตยราศีกรกฎ พระพุทธสถิตยราศีดุลย พระพฤหัสบดีสถิตยราศีมิน พระศุกรสถิตยราศีสิงห์ พระเสาร์สถิตยราศีพิจิก พระราหูสถิตยราศีกรกฎ เป็นพระมหาพิชัยมงคลอุดมฤกษ์ ขุนโชติพรหมมาได้จารึกดวงพระชันษานายราชสารได้จารึกพระนามลงในแผ่นพระสุพรรณบัฏทองคำเนื้อแปดเศษสอง ดวงพระชันษากว้าง ๑๐ นิ้ว ยาว ๑๐ นิ้ว หนัก ๒ ตำลึง ดวงพระนามกว้าง ๗ นิ้ว ยาว ๑๔ นิ้ว หนัก ๒ ตำลึง พระมหาราชครูจุณเจิมแล้ว พันด้วยไหมเบญจพรรณบรรจุไว้ในพระกล่องทองคำ จำหลักลายกุดั่น แล้วเชิญลงไว้ในหีบถมยาดำตะทอง มีถุงเข้มขาบนอกตีตราประจำเล็บ เชิญขึ้นไว้บนพานทองสองชั้นสำรับใหญ่ ปิดคลุมปักเลื่อม ข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อยพร้อมกันสมโภชเวียนเทียน มีบายศรีแก้ว ๑ บายศรีทอง ๑ บายศรีเงิน ๑ บายศรีตอง ๒ สำรับ ศีร์ษะสุกร ๒ ศีร์ษะเครื่องกระยาบวชพร้อมสรรพด้วยแตรสังข์มโหรีปี่พาทย์ กลองแขก ฆ้องชัย พระมหาราชครูเป่าพระมหาสังข์ทักษิณาวัฏ พระมหาสังข์อุตราวัฏสมโภชเสร็จแล้ว เชิญประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม”

ถึงวันเสาร์ เดือน ๑๒ แรม ๘ ค่ำ ตรงกับวันที่ ๗ พฤศจิกายนเป็นวันเริ่มงาน พราหมณ์เข้าพิธี พระสงฆ์สวดมนต์ ตั้งน้ำวงดัาย เวลาบ่ายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระภูษาเขียนทองสีขาว ฉลองพระองค์เยียรบับขาว คาดสายรัดพระองค์เพ็ชร์ เสด็จออกทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยแล้วเสด็จยังพระที่นั่งไพศาลทักษิณ พระบรมวงศานุวงศทรงผ้าเขียนทอง ฉลองพระองค์เยียรบับ คาดสมรส ข้าราชการที่มีตำแหน่งเฝ้าข้างในแต่งตัวนุ่งสมปักลาย ใส่เสื้อเยียรบับเข้มขาบและอัตหลัดตามบรรดาศักดิ์คาดเสื้อครุยเข้าเฝ้า ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการทรงศีลแล้วพระสงฆ์ราชาคณะผู้ใหญ่ ๓๐ รูป มีกรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธ์เป็นประธาน เจริญพระพุทธมนต์ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในเวลาพระสงฆ์สวดมนต์นั้น ทรงจุดธูปเทียนเครื่องสักการะที่พระสยามเทวาธิราช ที่พระที่นั่งอัฐทิศ และพระที่นั่งภัทรบิฐทั้ง ๓ แห่ง.

ณ วันอาทิตย์ เดือน ๑๒ แรม ๙ คํ่า เวลาเช้าพระสงฆ์ราชาคณะผู้ใหญ่ ผู้น้อยพระครูถานานุกรมเปรียญรวม ๘๕ รูป กรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธ์เป็นประธาน พร้อมกัน ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกทรงศีลแล้ว ครั้นได้เวลาพระฤกษ์ทรงถวายเทียนชะนวนแก่กรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธ์ทรงจุดเทียนชัย ขณะนั้นพระสงฆ์สวดคาถาสำหรับการจุดเทียนชัย เจ้าพนักงานประโคมดุริยดนตรีและยิงปืนฤกษ์ ยกพระเศวตฉัตร ๙ ชั้นในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย และที่ในห้องพระมหามนเทียร ที่พระบรรทมและพระเศวตฉัตร ๗ ชั้นที่พระที่นั่งอัฐทิศ พระที่นั่งภัทรบิฐ ขึ้นที่ทั้ง ๔ องค์ แล้วทรงพระราชอุทิศเครื่องพลีกรรมใหเจ้าพนักงานเชิญไปบวงสรวงเทวดา ณ เทวสถานที่ต่าง ๆ ๑๕ แห่ง

ถึงวันพุธ เดือน ๑๒ แรม ๑๒ ค่ำ ตรงกับวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน เป็นวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เวลาใกล้รุ่ง ทรงพระภูษาขาวเขียนทอง ฉลองพระองค์ครุยกรองทอง รัดพระองค์ประดับเพ็ชร์เหมือนอย่างวันทรงฟังสวด เสด็จเข้าไปยังพระที่นั่งไพศาลทักษิณทรงจุดเทียนนมัสการแล้ว ครั้นเวลารุ่งแล้วกับ ๕๔ นาที พระลักขณาสถิตย์ราศีพิจิก เกาะนวางค์ ๔ เกาะตรียางค์ ๓ เสวยอนุราช ๑๗ พระอาทิตย์สถิตย์ราศีตุลย์ พระจันทร์สถิตราศีกันย์ เสวยฤกษ์หัตถ ๑๓ พระอังคารสถิตย์ราศีกรกฎ พระพุทธสถิตย์ราศีดุลย์ พระพฤหัสบดีสถิตย์ราศีมิน พระศุกรสถิตย์ราศีกันย์ พระเสาร์สถิตย์ราศีพิจิก พระราหูสถิตย์ราศีกรกฎ บริบูรณ์ด้วยนักษัตร์ฤกษ์เป็นมหาชัยมงคลบรมราชาภิเษกต้องอย่างขัติราชประเพณีมาแต่ก่อน  

พระโหราธีบดี พระมหาราชครูทูลอัญเชิญเสด็จสู่ที่สรง จึงเสด็จไปยังมุขกระสันหอพระสุราลัยพิมาน เจ้าพนักงานชาวพระภูษามาลาถวายพระภูษาถอดแล้วพระเมธาธิบดีเชิญพระชัย หลวงอัฏยาเชิญพระพิฆเณศวร์ พระมหาราชครู พระครูอัษฎาจารย์โปรยเข้าตอก หลวงราชมุนี หลวงศิวาจารย์เป่าสังข์ทักษิณาวัฏนำเสด็จไปสู่มณฑปพระกระยาสนาน เสด็จสถิตย์เหนืออุทุมพรราชอาสน์ ผันพระพักตร์สู่ทิศพายัพ จึงพระราชโกษาถวายเครื่องพระกระยาสนาน หลวงราชวงศาไขสหัสธารา ในขณะนั้นชาวประโคมสังข์แตรและเครื่องดุริยดนตรีประโคมขึ้นพร้อมกันและกรมกองแก้วจินดายิงปืนมหาฤกษ์ มหาชัย มหาจักร์ มหาปราบด้วย เมื่อสรงสหัสธาราแล้ว จึงกรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธุ์ถวายน้ำมนต์ด้วยครอบพระกิ่ง กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร์ถวายพระเต้าประทุมนิมิตรทอง ๑ กรมหลวงวงศาธิราชสนิทถวายพระเต้าประทุมนิมิตรนาก ๑ กรมขุนวรจักรธรานุภาพถวายพระเต้าประทุมนิมิตรเงิน ๑ สมเด็จเจ้าฟ้าฯกรมขุนบำราบปรปักษ์ถวายพระเต้าประทุมนิมิตรสัมฤทธิ์ ๑ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศก็ถวายพระเต้าองค์ ๑  

ต่อนั้นพระบรมวงศฝ่ายใน คือพระเจ้าบรมวงศเธอพระองค์เจ้าปุกในรัชกาลที่ ๒ ซึ่งเจริญพระชันษายิ่งกว่าเจ้านายพระองค์อื่น กับพระเจ้าราชวรวงศเธอ พระองค์เจ้าลม่อมในรัชกาลที่ ๓ ซึ่งได้บำรุงเลี้ยงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาถวายพระเต้าน้ำมนต์ด้วย ๒ พระองค์ แล้วพระมหาราชครูพิธีถวายพระเต้าเบญจครรภ พระมหาสังข์ทักษิณาวัฏ พระครูอัษฎาจารย์ถวายพระมหาสังข์ทอง หลวงอัฏยาถวายพระมหาสังข์เงิน หลวงราชมุนีถวายพระมหาสังข์นาก หลวงศิวาจารย์ถวายพระมหาสังข์งา หลวงเทพาจารย์ถวายพระครอบทรงรับน้ำด้วยพระหัตถ์ ขุนรักษนารายณ์ ขุนราชธาดาเป่าสังข์ทักษิณาวัฏ ๒ องค์ ขุนหมื่นพราหมณ์เป่าสังข์อุตราวัฏและไกวบัณเฑาะว์ตลอดเวลาประโคม 

ครั้นสรงเสร็จแล้ว พระราชโกษาถวายพระภูษาทรงผลัดเสด็จขึ้นทรงเครื่อง ณ มุขกระสันหอพระสุราลัยพิมาน ทรงพระภูษาเขียนทองพื้นสีเขียว ทรงฉลองพระองค์เยียรบับ แล้วทรงสรวมฉลองพระองค์ครุยกรองทอง เสด็จมาสถิตย์เหนืออัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ภายใต้พระเศวตฉัตร ๗ ชั้น ผันพระพักตร์ไปทิศพายัพเป็นปฐม จึงราชบัณฑิตยถวายน้ำพระพุทธมนต์ พราหมณ์ถวายน้ำพระมหาสังข์ทักษิณาวัฏน้ำกลศ ทรงรับมาสรงพระพักตร์แล้วเสวยหน่อยหนึ่ง แล้วผันพระองค์ไปตามลำดับทิศโดยทักษิณาวัฏ ทรงรับน้ำพระพุทธมนต์น้ำสังข์ทั้ง ๘ ทิศ แล้วพระมหาราชครูประคองพระองค์เชิญเสด็จโดยทางลาดพระบาทมาขึ้นพระที่นั่งภัทรบิฐ มิพระเศวตฉัตร ๗ ชั้น เสด็จนั่งเหนือแผ่นทองซึ่งเขียนรูปราชสีห์ ผันพระพักตร์สู่บูรพา  

พระมหาราชครูร่ายเวทสรรเสริญไกลาศแล้ว ถวายพระสังวาลพราหมณ์ ๓ เส้นและพระสุพรรณบัฏ เบญจราชกกุธภัณฑ์ แล้วถวายพระแสงอัษฎาวุธ และเครื่องราชูปโภค ทรงรับพระสังวาลและพระมหามงกุฎมาสอดทรง พระแสงขรรค์วางเบื้องขวา ธารพระกรวางเบื้องซ้าย เครื่องนอกนี้ทรงรับแล้วส่งพระราชทานพระราชโกษารับต่อพระหัตถ์ส่งให้เจ้าพนักงาน แต่ฉลองพระบาทพระมหาราชครูรับมาสอดทรงถวาย แล้วร่ายเวทถวายพระพรชัย แล้วพระมหาราชครูพิธีกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า “ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม สิริราชสมบัติอันพระมหาพระกระษัตริย์จะครอบครองมิได้ ข้าพระพุทธเจ้ากับเสนาบดีมนตรีมุขทั้งปวงขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ เป็นที่พึ่งแก่สมณพราหมณาจารย์อาณาประชาราษฎรสืบไป ขอเดชะ” 

หลวงอัฏยา (หัวหน้าพราหมณ์พฤฒิบาท ว่าที่พระหมอเถ้า) กราบบังคมทูลว่า “ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายพระมหาเศวตฉัตรเป็นที่เฉลิมสิริราชสมบัติสำหรับบรมกษัตราธิราชเจ้าสืบมา แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ ขอเดชะ” 

จึงมีพระบรมราชโองการพระราชทานพระบรมราชานุญาตแก่พระมหาราชครูว่า “พรรณพฤกษชลธี และสิ่งของในแผ่นดินทั่วอาณาเขตต์พระนคร ซึ่งหาผู้หวงแหนมิได้นั้น ตามแต่สมณพราหมณาจารย์ราษฎรจะปรารถนาเถิด” พระมหาราชครูรับพระราชโองการเป็นปฐมว่า “ข้าพระพุทธเจ้าขอรับพระราชโองการมาณพระบัณฑูรสุรสิงหนาทใส่เกล้าใส่กระหม่อม ขอเดชะ” แล้วทรงโปรยดอกพิกุลทองพิกุลเงินพระราชทานพวกพราหมณ์ และทรงหลั่งน้ำทักขิโณธกทรงอธิษฐาน ขณะนั้นพราหมณ์เป่าสังข์ไกวบัณเฑาะว์ และชาวประโคมก็ประโคมขึ้นพร้อมกัน อนึ่งในตอนเช้าวันนี้พระสงฆ์ทำพิธีดับเทียนชัยที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย แล้วพระสงฆ์ทั้ง ๘๕ รูป ขึ้นไปพร้อมกันอยู่ที่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานองค์ตะวันตก สวดชัยปริตถวายเวลาสรง แล้วเจ้าพนักงานถวายภัตตาหาร ครั้นเมื่อเสร็จพิธีราชาภิเษกแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเปลื้องพระมหามงกุฎ และฉลองพระองค์ครุยแล้ว เสด็จขึ้นไปยังพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานทรงถวายไทยธรรมแก่พระสงฆ์ กรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธ์ถวายอติเรกเป็นปฐม พระสงฆ์ราชาคณะสวดสรรพมงคล แล้วถวายพระพรลา จึงพระราชครูพิธีกับพระหมอเถ้าขึ้นไปบนพระมหามณเทียรประพรมน้ำกลศน้ำสังข์รอบพระมหามณเทียรทั้งภายในและข้างนอก อวยชัยถวายพระพรในการเฉลิมพระราชมณเทียร 

เวลาเช้าวันนั้น เจ้าพนักงานจัดเตรียมการเสด็จออกรับราชสมบัติ และให้พระบรมวงศานุวงศ์เสนาบดีข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยเฝ้าพร้อมกัน ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย อันเป็นส่วนหนึ่งในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ข้างหน้าพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยตั้งแถวพวกชาวประโคมสังข์แตรกลองชนะและมโหรธึก ต่อไปทางหน้าทิมดาบตำรวจตั้งแถวพวกทหารอย่างยุโรปเป็นกองเกียรติยศ และที่ตรงเกยพระที่นั่งดุสิดาภิรมย์ด้านเหนือตั้งพระราชเชนทรยาน ด้านตะวันตกผูกช้างต้นเจ้าพระยาปราบไตรจักร์ราชพาหนะ นอกประตูพิมานชัยศรีออกไป พวกทหารอาสาสิบหมู่แต่งเครื่องเสนากุฏถือศัสตราวุธต่างๆ ยืนกลบาทสองข้างถนน และในที่สนามปลูกปรำยืนช้างต้นม้าต้น ที่ท่าราชวรดิษฐแต่งเรือพระที่นั่งกิ่งศรีสมรรถชัยลำ ๑ กับเรือพระที่นั่งกิ่งไกรสรมุขลำ ๑ เทียบท่ามีพลพายประจำลำพร้อมสรรพ  

ครั้นถึงเวลาเช้า ๑๑ นาฬิกา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องเยียรบับฉลองพระองค์ครุยกรองทอง ทรงพระมหามงกุฎและพระแสงขรรค์ชัยศรีเสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ประทับพระแท่นเศวตรฉัตร์พระบรมวงศานุวงศ และข้าราชการทั้งปวงถวายบังคม เหล่ากงสุลต่างประเทศกับนายทหารเรือรบอังกฤษ ซึ่งได้อนุญาตให้เข้ามาเฝ้าด้วยก็ถวายคำนับพร้อมกัน ขณะนั้นชาวประโคม ๆ สังข์แตรกลองชนะมโหรธึก กองแก้วจินดายิงปืนมหาฤกษ์มหาชัยมหาจักร์มหาปราบ ทหารยิงปืนใหญ่สลุตในท้องสนามหลวง ทหารเรือยิงปืนใหญ่ในเรือรบยงยศอโยธยา และเรือสยามูประสดัมภ์ และเรือรบอังกฤษชื่ออะวอง ก็ยิงปืนใหญ่สลุตด้วยแห่งละ ๒๑ นัด. 

ครั้นสุดเสียงประโคม พระมหาราชครูพิธีร่ายเวทถวายพระพร พราหมณ์เป่าสังข์แล้ว จึงพระศรีสุนทรโวหารที่พระอาลักษณ์กราบบังคมทูลเบิกข้าราชการ 

ครั้นได้เวลาพระฤกษ์เฉลิมพระมหามนเทียร จึงเสด็จมายังพระที่นั่งไพศาลทักษิณ แล้วเสด็จขึ้นพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ทรงโปรยดอกพิกุลทองพิกุลเงินไปตามทางมีนางเชิญเครื่องราชูปโภคตามเสด็จ แล้วมีนางเชื้อพระวงศ์ อุ้มวิลา ๑ เชิญศิลาบด ๑ เชิญพานผลฟักเขียว ๑ เชิญพานพลข้าวเปลือก ๒ เชิญพานถั่ว ๑ เชิญพานงา ๑ ที่เชิงบันไดพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน มีนางชำระพระบาท ๒ คน ครั้นเสด็จถึงในที่ทรงเปลื้องฉลองพระองค์ครุย และทรงจุดเทียนนมัสการ แล้วเสด็จขึ้นพระแท่นที่บรรทม พระองค์เจ้าปุกถวายดอกหมากทำด้วยทองคำหนัก ๕ ตำลึง พระองค์เจ้ายี่สุ่นถวายพระแส้หางช้างเผือกท้าวทรงกันดาล (ศรี) ถวายลูกกุญแจ ทรงรับวางไว้ข้างที่ แล้วทรงเอนพระองค์ลงบรรทมเหนือพระแท่นที่โดยทักษิณปรัศว์เบื้องขวาเป็นพระฤกษ์ และพระเจ้าราชวรวงศเธอพระองค์เจ้าลม่อมถวายพระพรก่อน[๑๓๙] แล้วพระบรมวงศานุวงศทั้งนั้นถวายพระพรต่อภายหลัง และชาวประโคมดุริยางคดนตรีก็ประโคมขึ้นพร้อมกัน 

ครั้นเสร็จการพิธีเฉลิมพระราชมนเทียรแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงผลัดเครื่องแต่งพระองค์ทรงขาวเสด็จโดยทางข้างใน ทรงโปรยเงินไปตลอดทาง จนถึงพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เสด็จขึ้นไปทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการถวายบังคมและสดัปกรณ์พระบรมศพ กับทั้งพระบรมอัฏฐิสมเด็จพระบรมราชบุรพการี แล้วเสด็จกลับคืนไปสู่พระมหามนเทียร 

ครั้นเวลาบ่ายเจ้าพนักงานตั้งบายศรีแก้ว บายศรีทอง บายศรีเงิน บายศรีตอง เวียนเทียนสมโภชพระมหามนเทียรตามจารีตโบราณขัติยราชาธิราชเจ้าสืบมา  

ต่อจากวันบรมราชาภิเษกมา เสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เวลาเช้าทรงตั้งพระราชาคณะกับข้าราชการ ซึ่งจะกล่าวต่อไปข้างหน้าและทรงรับดอกไม้ธูปเทียนซึ่งพระบรมวงศานุวงศ ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยทูลเกล้าฯ ถวาย ครั้นเวลาค่ำเสด็จออกทรงสดับพระธรรมเทศนาพิเศษเนื่องด้วยงานพระบรมราชาภิเษก ๔ กัณฑ์ คือ วันแรม ๑๓ ค่ำ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆัง ถวายเทศนา ว่าด้วยทศพิธราชธรรมและจักรวรรดิวัตร วันแรม ๑๔ ค่ำ กรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธ์ถวายเทศนา ว่าด้วยพระราชพงศาวดาร วันแรม ๑๕ ค่ำ (พระสาสนโสภณวัดราชประดิษฐ) ถวายเทศนามงคลสูตร เดือนอ้าย ขึ้นค่ำ ๑ (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์จี่วัดประยุรวงศาวาส) ถวายเทศนารัตนสูตร เป็นเสร็จงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก  

เสด็จเลียบพระนครเมื่อวันพุธ เดือนอ้าย ขึ้น ๔ ค่ำ ปีมะโรงฯ เมื่อก่อนวันแห่เจ้าพนักงานแต่งทางถนน “เกลี่ยทรายราบรื่น” สองข้างทางปักฉัตรเบญจรงค์ ๗ ชั้น กั้นราชวัตรผูกต้นกล้วยอ้อยและธงกระดาดรายเป็นระยะ และมีปี่พาทย์กลองแขกเครื่องประโคม และตั้งร้านน้ำสำหรับบริโภคไว้ด้วยทุกระยะที่แห่งใดเป็นหัวถนนหนทาง ก็มีพวกทหารกรมอาสาหกเหล่าไปตั้งกระโจมหอกจุกช่องทุกแห่งไป เป็นอย่างทหารรายทางในสมัยนั้น อนึ่งแต่ก่อนมามีประเพณีบังคับเจ้าของเรือนบรรดาอยู่ริมทางแห่เสด็จให้ปิดประตูหน้าต่า แต่เมื่อเสด็จเลียบพระนครในรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้เลิกหัามนั้นเสีย พระราชทานอนุญาตให้ผู้อยู่บ้านเรือนริมทางเสด็จเปิดประตูหน้าต่างได้ตามชอบใจ จึงเกิดมีการตั้งเครื่องสักการะบูชาตามบ้านเรือนซึ่งเสด็จผ่านไป ถึงครั้งนี้ก็เหมือนกัน  

ถึงวันพุธ เดือนอ้ายขึ้น ๔ ค่ำ เวลาเช้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกพระที่นั่งดุสิดาภิรมย์ ทรงเครื่องพระภูษาเขียนทอง ฉลองพระองค์เยียรบับสายรัดพระองค์ประดับเพ็ชร์ ทรงพระมหาสังวาลนพรัตน์ และพระธำมรงค์เพ็ชร์ เหน็บพระแสงตรี ฉลองพระองค์ครุยกรองทองชั้นนอก ทรงพระมหาชฎาพระกลีบ เสด็จขึ้นประทับพระที่นั่งพุดตาล เวลาเช้า ๑๐ นาฬิกายิงปืนใหญ่ให้สัญญาแล้วเคลื่อนกระบวนพยุหยาตราออกจากพระบรมมหาราชวังไปทางประตูวิเศษชัยศรี ทรงโปรยเงินพระราชทานชาวพระนคร ประทักษิณพระบรมมหาราชวังไปทางถนนหน้าพระลาน ถนนสนามชัย หยุดกระบวนประทับที่วัดพระเชตุพน ที่หน้าวัดปลูกโรงไว้เป็นที่รับฝรั่งชาวต่างประเทศ นายพลเรือเกบเปลแม่ทัพเรืออังกฤษที่เมืองจีน กับนายทหารเรือและกงสุลแลพ่อค้าฝรั่งต่างประเทศไปคอยเฝ้าอยู่ด้วยกัน ณ ที่นั้น โปรดให้แม่ทัพนายเรืออังกฤษกับกงสุลต่างประเทศเฝ้าที่พลับพลาวัดพระเชตุพน และพระราชทานดอกพิกุลทองและเงินของสำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้เป็นที่ระลึกด้วยทั่วกัน  

เมื่อเสด็จนมัสการพระที่ในพระอุโบสถเสร็จแล้ว เคลื่อนกระบวนแห่ไปทางถนนท้ายวัง เลี้ยวเข้าประตูสุนทรพิศาลทิศ สกัดใต้มาทางท้ายสนม (เจ้านายฝ่ายในเสด็จออกทอดพระเนตรแห่ที่โรงทาน ออกประตูพิทักษบวรสกัดเหนือเลี้ยวถนนหน้าพระลาน มากลับเข้าประตูวิเศษชัยศรี เสด็จกลับขึ้นเกยพระที่นั่งดุสิดาภิรมย์เป็นเสร็จการเลียบพระนคร 

ที่มา : พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๕

Share to

© บริษัท บางกอก โพสต์ จำกัด (มหาชน) 2003-2019