พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

< ประวัติศาสตร์ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
รัชกาลที่ ๒

ในหนังสือ "พระราชพงษาวดาร กรุงรัตนโกสินทร รัชกาลที่ ๒" พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้บรรยายพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ไว้อย่างละเอียด ดังนี้ (คงตัวสะกดตามอักขรวิธีเดิม) 

พระราชพิธีบรมราชาภิเศก

การพระราชพิธีบรมราชาภิเศกที่ทำในรัชกาลที่ ๒ มีการเปลี่ยนแปลงข้อสำคัญอย่าง ๑ ที่ย้ายสถานมาทำพิธีราชมณเฑียรหมู่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานด้วยพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทซึ่งสร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๑ แทนพระที่นั่งอมรินทราภิเศกมหาปราสาทที่ไฟไหม้นั้น เปนที่ประดิษฐานพระบรมศพอยู่ [ในรัชกาลหลังต่อๆ มา พระมหาปราสาทก็เปนที่ตั้งพระบรมศพอย่างเดียวกัน จึงเปนประเพณีที่มาทำพระราชพิธีบรมราชาภิเศกในพระมหามณเฑียรหมู่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ตั้งแต่รัชกาลที่ ๒ สืบมาทุกรัชกาล]
 
โปรดให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษมนตรีเปนผู้อำนวยการพระราชพิธี เริ่มด้วยการพระราชพิธีจาฤกพระสุพรรณบัตร ข้าราชการผู้ใหญ่ประชุมพร้อมกันที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ราวเดือน ๑๐ ขึ้น ๕ ค่ำ ครั้นได้ฤกษ์โหรลั่นฆ้อง ชาวประโคมๆ สังข์แตรแลพิณพาทย์อาลักษณจาฤกพระสุพรรณบัตรพระบรมราชนามาภิไธยว่า

“พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนากาศภาษกรวงษ์ องค์ปรมาธิเบศร์ ตรีภูวเนตวรนายก ดิลกรัตนราชชาติอาชาวศรัย สมุทัยดโรมนต์ สกลจักรวาฬาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทร์ หริหรินทราธาดาธิบดี ศรีสุวิบุลย์คุณอกนิฐ ฤทธิราเมศวรมหันต์ บรมธรรมิกราชาธิราชเดโชไชย พรหมเทพาดิเทพนฤบดินทร์ ภูมินทรปรมาธิเบศร์ โลกเชฐวิสุทธิ รัตนมกุฎประเทศคตา มหาพุทธางกูร บรมบพิตร”

เมื่อจาฤกพระสุพรรณบัตรแล้ว พระมหาราชครูพราหมณ์เจิมแล้วรัดแผ่นพระสุพรรณบัตรด้วยไหมเบญจพรรณ วางไว้ในหีบทองมีถุงเยียรบับชั้นนอก ผูกประทับตราประจำครั่ง ตั้งบนพานแว่นฟ้าทองสองชั้นคลุมปักหักทองขวาง ตั้งไว้ในพระอุโบสถ พราหมณ์เบิกแว่นเวียนเทียนสมโภชแล้ว จึงเชิญพานพระสุพรรณบัตรขึ้นพระราชยานกั้นพระกลด ตำรวจแห่เข้าไปตั้งในพระแท่นมณฑล

ถึง ณ วันพฤหัศบดี เดือน ๑๐ ขึ้น ๖ ค่ำ ปีมเสงเอกศก เปนวันเริ่มงานพระราชพิธี ข้าราชการแต่งตัวนุ่งผ้าสมปักลายคาดเสื้อครุย พระราชวงษานุวงษ์ เสนามาตย์ แลเจ้าพนักงาน เข้ามาพร้อมกันอยู่ตามตำแหน่ง เข้าไปข้างในแต่เจ้านาย แลข้าราชการผู้ใหญ่กับเจ้าพนักงานผู้มีน่าที่ นอกนั้นอยู่ข้างน่า ครั้นเวลาบ่าย นิมนต์พระสงฆ์เถรานุเถระ ทั้งฝ่ายคามวาสี อรัญวาสี มีสมเด็จพระสังฆราชเปนประธาน เข้าไปยังที่สวดมนต์ที่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานหลังตวันตก ๓๘ รูป พระสงฆ์ฝ่ายสมถะ ๕ รูปสวดที่ห้องพระบรรธม เวลาพระเข้าชาวประโคมๆ สังข์แตรแลพิณพาทย์มโหรีขึ้นพร้อมกัน

ขณะนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ทรงพระภูษาเขียนทองพื้นขาว ทรงสายรัดพระองค์เพ็ชร ฉลองพระองค์กรองทอง เสด็จจากพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ขึ้นสู่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ สมเด็จพระสังฆราชจุดเทียนไชยแล้ว เสด็จขึ้นยังพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการที่พระที่นั่งหลังตวันตก สมเด็จพระสังฆราชถวายศีลแล้ว เสด็จไปประทับทรงสดับพระจตุภาณปริตในห้องที่พระบรรธม พระสงฆ์หมู่ใหญ่สวดพระปริตเจ็ดตำนาน แต่พระสงฆ์ฝ่ายสมถะที่สวดในห้องที่พระบรรธมสวดจตุภาณวารแบ่งเปน ๓ ตอน สวดตอนละวัน ครั้นสวดพระปริตจบ เสด็จมาประทับที่พระที่นั่งหลังตวันตก สมเด็จพระสังฆราชถวายอติเรกแล้ว พระสงฆ์ถวายพระพรลากลับวัด ชาวประโคมๆ ขึ้นพร้อมกัน

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับคืนยังที่ประทับณพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เมื่อเจ้าพนักงานฝ่ายน่ากลับออกมาหมดแล้ว เกณฑ์ผู้หญิงซึ่งเปนพนักงานฝ่ายใน เฝ้ารักษาที่พระมณฑลซึ่งอยู่ฝ่ายในทุกแห่ง ครั้นเวลาเช้าในวันรุ่งขึ้น เจ้าพนักงานเตรียมสำรับเลี้ยงพระ แลของไทยธรรม นิมนต์พระสงฆ์ที่ได้สวดมนต์ทั้ง ๔๓ รูปไปพร้อมกันที่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานหลังตวันตก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องขาวอย่างเมื่อเวลาเย็น เสด็จทรงจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนไตรย สมเด็จพระสังฆราชถวายศีล พระสงฆ์ถวายพรพระเสร็จแล้ว ทรงอุทิศสังฆทานแลทรงหลั่งน้ำทักขิโณทก (พระสงฆ์อนุโมทนา) แล้ว ทรงประเคนภัตตาหารสมเด็จพระสังฆราช ข้าราชการประเคนแลปฏิบัติพระสงฆ์องค์อื่นต่อมา ครั้นพระสงฆ์ทำภัตรกิจแล้ว ถวายอติเรก ถวายพระพรลาแล้ว จึงเสด็จกลับคืนยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยณวันศุกร ขึ้น ๗ ค่ำ ณวันเสาร์ขึ้น ๘ ค่ำสวดมนต์เลี้ยงพระเหมือนกับวันแรก

ครั้น ณ วันอาทิตย์ ขึ้น ๙ ค่ำ เปนวันพระฤกษ์บรมราชาภิเศก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องขาวอย่างวันก่อน เสด็จยังที่ประชุมสงฆ์ ทรงศีลแล้ว (เสด็จประทับคอยฤกษ์ที่ท้องพระโรงน่า) ครั้นได้ฤกษ์ หลวงโลกทีปลั่นฆ้องไชย ชาวประโคมๆ ขึ้นพร้อมกัน เจ้าพนักงานภูษามาลาเชิญเครื่องถอดถวายทรงแล้ว พราหมณ์เชิญพระพุทธปฏิมาไชย พระมหาราชครูโปรยเข้าตอกนำเสด็จตามทางลาดพระบาท สู่ที่พระมณฑปพระกระยาสนาน เสด็จขึ้นประทับเหนือตั่งไม้มะเดื่อ ผันพระภักตร์สู่ทิศบูรพา เจ้าพนักงานไขท่อสหัสธาราถวายมุรธาภิเศก สมเด็จพระสังฆราช (สุก) วัดมหาธาตุ ถวายน้ำมนต์ในพระเต้าเบญจครรภ สมเด็จพระพนรัตน วัดพระเชตุพน พระธรรมราชา วัดศาลาปูนกรุงเก่า พระญาณสังวร (สุก) วัดพลับ ถวายน้ำมนต์ในพระเต้าปทุมนิมิตร พราหมณ์ถวายน้ำสังข์น้ำกรดแลใบมะตูมประสิทธิด้วยมนต์ไสยเวท ครั้งสรงมุรธาภิเศกแล้ว ทรงเครื่องต้น เสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ประทับพระที่นั่งอัฐทิศ พราหมณ์ประจำทิศทั้ง ๘ ถวายไชย แลถวายน้ำสังข์ทีละทิศ ตั้งแต่ทิศบูรพาเปนต้น เวียนประทักษิณไปจนครบทั้ง ๘ ทิศแล้ว เสด็จไปประทับพระที่นั่งภัทรบิฐ พระมหาราชครูพราหมณ์กราบบังคมทูลฯ ถวายศิริราชสมบัติ แลถวายพระสังวาลพราหมณ์ ซึ่งสมมตว่าเปนของพระอิศวรทรง แล้วถวายพระสุพรรณบัตรแลเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ มหาดเล็กแทนกำนัลทั้ง ๘ ถวายพระแสงอัษฎาวุธ ทรงรับด้วยพระหัดถ์แต่พระมหามงกุฎ พระแสงขรรค์ ๑ พระแสงดาบ ๑ พัดวาลวิชนี ๑ ธารพระกร ๑ พระเสวตรฉัตร ๑ ฉลองพระบาท พระมหาราชครูพราหมณ์วางถวาย ส่วนพระแสงอัษฎาวุธโปรดให้เจ้าพนักงานรับ

เมื่อถวายเครื่องราชูประโภคแล้ว พระมหาราชครูพราหมณ์จึงอ่านเวทถวายพระพร ครั้นจบจึงมีพระราชโองการแก่พระมหาราชครูว่า พรรณพฤกษชลธีแลสิ่งของในแผ่นดินทั่วทั้งพระราชอาณาจักรนั้น ถ้าไม่มีเจ้าของหวนแหนแล้ว ตามแต่สมณพราหมณาจารย์ อาณาประชาราษฎรจะปราถนาเถิด พระมหาราชครูรับพระราชโองการเปนฤกษ์ แต่นั้นบัตรหมายจึงใช้พระราชโองการต่อมา แล้วทรงโปรยดอกพิกุลทองพิกุลเงินสิ่งละพาน พระราชทานแก่พราหมณ์ มีพระมหาราชครูเปนประธาน ทรงพระเต้าทองหลั่งน้ำษิโณทก พราหมณ์ถวายบังคมแล้วเป่าสังข์ เจ้าพนักงานประโคมขึ้นพร้อมกัน จึงเสด็จจากพระที่นั่งภัทรบิฐ ขึ้นสู่พระมหามณเฑียร ซึ่งพระสงฆ์ได้ทำภัตรกิจแล้ว แลคอยถวายพระพรอยู่นั้น ทรงนมัสการพระรัตนไตรยแล้ว ทรงประเคนไตรจีวรแลเครื่องบริขารแก่พระสงฆ์ พระสงฆ์ถวายพระพร ถวายอติเรก ถวายพระพรลากลับไป

ครั้นพระสงฆ์กลับแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระแสงเวียด ทรงฉลองพระบาท เสด็จออกท้องพระโรงพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ประทับพระแท่นภายใต้พระมหาเสวตรฉัตร พระราชวงษานุวงษ์ ข้าทูลลอองธุลีพระบาททั้งฝ่ายทหารแลพลเรือนพร้อมกันอยู่ในที่เฝ้า กราบถวายบังคมแล้ว เจ้าพระยามหาเสนา (ปิ่น) ที่สมุหพระกลาโหม กราบบังคมทูลถวายพระมหาพิไชยราชรถ เรือพระที่นั่งเรือกระบวนทั้งปวง แลเครื่องสรรพสาตราวุธพลทหาร แลหัวเมืองเอก โท ตรี จัตวา ซึ่งอยู่ในบังคับกลาโหม เวลานั้นตำแหน่งสมุหนายกว่าง พระยามหาอำมาตย์กราบบังคมทูลแทนที่สมุหนายก ถวายพระยาช้างต้น พระยาม้าต้น พลเรือน แลหัวเมืองเอก โท ตรี จัตวา ซึ่งอยู่ในบังคับมหาดไทย พระยาโกษาธิบดี (กุน) กราบบังคมทูลถวายราชพัทยากร แลราชสมบัติทั้ง ๑๒ ท้องพระคลัง (แลหัวเมืองซึ่งอยู่ในบังคับกรมท่า) พระยายมราช (บุญมา) กราบบังคมทูลถวายกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทรมหินทราโยทธยา อันเปนราชธานี เจ้าพระยาธรรมาฯ (สด) กราบบังคมทูลถวายพระมหาปราสาทราชมณเฑียรสถาน แลเสวตรฉัตรเครื่องสูง เครื่องประดับพระเกียรติยศทั้งปวง ตำแหน่งเจ้าพระยาพลเทพว่าง พระยาประชาชีพ กราบบังคมทูลถวายธัญญาหารแดนสถานลานนาเขตรทั้งปวง จึงมีพระราชโองการดำรัสสั่งให้มุขมนตรีผู้เปนเจ้าน่าที่จงรักษาสรรพสิ่งทั้งปวงนั้นไว้ตามพนักงาน เพื่อจะได้ป้องกันพระราชอาณาเขตร ทนุบำรุงพระบวรพุทธสาสนาให้สถาพรสืบไป อรรคมหาเสนาบดีรับพระราชโองการ ข้าราชการถวายบังคมพร้อมกันอิกครั้ง ๑

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ประทับเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐ ข้าราชการฝ่ายในเฝ้าทูลลอองพระบาทพร้อมกัน ท้าววรจันทร์กราบบังคมทูลฯ ถวายสิบสองพระกำนัล แลมีพระราชปฏิสันถารแล้ว พอได้เวลาพระฤกษ์เฉลิมพระราชมณเฑียร ชาวประโคมๆ ขึ้นพร้อมกัน จึงเสด็จขึ้นสู่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน มีนางในตระกูลสูงอุ้มวิฬาร์ ๑ เชิญพานทองรองเข้าเปลือก ๑ ถั่ว ๑ งา ๑ ผลฟักเขียว ๑ หินบด ๑ ตามเสด็จ แลมีนางชำระพระบาทเมื่อเสด็จขึ้นพระราชมณเฑียร เสด็จสู่ห้องพระบรรธม ทรงนมัสการพระศรีรัตนไตรย ตั้งอธิฐานตามพระราชอัธยาไศรย แล้วผลัดเครื่องทรง เสด็จขึ้นพระแท่นบรรธม พระราชวงษ์ฝ่ายในถวายดอกหมากทองคำ ท้าววรจันทร์ถวายลูกกุญแจ ทรงรับวางข้างที่พระบรรธมแล้ว เอนพระองค์ลงบรรธมโดยทักษิณปรัศเปนฤกษ์ พระราชวงษ์ฝ่ายในซึ่งเจริญพระชัณษาถวายพระพรก่อนแล้ว พระราชวงษ์ฝ่ายในทั้งปวงจึงถวายพระพรพร้อมกัน

เมื่อเฉลิมพระราชมณเฑียรเปนฤกษ์ (แลเสวยพระกระยาหาร) แล้ว จึงเสด็จพระราชดำเนินโดยทางฝ่ายใน ทรงโปรยเงินพระราชทานผู้ที่มาคอยเฝ้าถวายพระพรตลอดทาง จนถึงพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เสด็จไปถวายบังคมพระบรมศพ ทรงอธิฐานขอพระราชทานพระพร แล้วเสด็จกลับคืนยังพระราชมณเฑียร เวลาบ่ายเจ้าพนักงานตั้งบายศรีเวียนเทียนสมโภชพระราชมณเฑียร ต่อมาพระราชวงษานุวงษ์ แลข้าทูลลอองธุลีพระบาททั้งฝ่ายน่าฝ่ายใน ถวายดอกไม้ธูปเทียนทั่วกัน

เมื่อเสร็จพิธีบรมราชาภิเศกแล้ว เสด็จเลียบพระนครโดยกระบวนพยุหยาตราตามโบราณราชประเพณี ทางเดินกระบวนแห่เสด็จเลียบพระนครครั้งนั้น ออกประตูวิเศษไชยศรี ประทักษิณพระบรมมหาราชวัง ไปเลี้ยวป้อมเผด็จดัษกร แล้วตรงไปจนถึงสพานข้ามคลองตลาด แล้วจึงเลี้ยวกลับขึ้นทางริมกำแพงพระนคร มาทางท้ายสนมเข้าถนนน่าวังที่ท่าพระ เลี้ยวกลับเข้าพระบรมมหาราชวังทางประตูวิเศษไชยศรี ตลอดถนนที่จะเดินกระบวนแห่นั้น เจ้าพนักงานจัดตั้งราชวัตรฉัตรเบญจรงค์ ๗ ชั้นแลร้านน้ำเปนระยะ ปราบถนนโรยทรายเกลี่ยให้ราบรื่น แลให้รื้อร้านโรงอันกีดขวางอยู่ริมทางให้เปนที่เรียบร้อย

ในวันกำหนดนั้น ถึงเวลา ๒ โมงเช้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกท้องพระโรง ทรงเครื่องสนับเพลาเชิงงอน พระภูษาเขียนทอง ฉลองพระองค์ตาดจีบ คาดเจียรบาดสายรัดพระองค์เพ็ชร เหน็บพระแสงกั้นหยั่น ทรงพระสังวาล พระธำมรงค์ และพระมาลาเพ็ชร ทรงพระแสงเวียด เสด็จขึ้นเกยพระที่นั่งดุสิดาภิรมย์ ทรงพระราชยานเดินกระบวนแห่ออกจากพระบรมมหาราชวัง ทรงโปรยเงินพระราชทานราษฎรซึ่งมาคอยถวายพระพรอยู่ทั้ง ๒ ข้างทาง จนตลอดระยะทางแล้ว เสด็จกลับคืนเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง 

ที่มา : พระราชพงษาวดาร กรุงรัตนโกสินทร รัชกาลที่ ๒ 

Share to

© บริษัท บางกอก โพสต์ จำกัด (มหาชน) 2003-2019