รวย

ดอกเบี้ยขาขึ้น ลงทุนอะไรดี

เรื่อง สุนทรียา ช่างดำ

อัตราดอกเบี้ยเริ่มเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอีกครั้ง หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทำให้ดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปีขึ้นมาใกล้ 3% สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรไทย และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ส่งสัญญานการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจากอัตราปัจจุบัน 1.5%

ในภาวะเช่นนี้ ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนแนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ตลงทุนตราสารหนี้ลดการขาดทุน และธนาคารแนะลูกหนี้ต้องปรับตัว

อัตราดอกเบี้ยขาขึ้นนอกจากเป็นข่าวร้ายของตลาดหุ้นที่ทำให้บรรยากาศการลงทุนไม่สดใสเพราะต้นทุนในการประกอบธุรกิจของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เพิ่มขึ้นฉุดแนวโน้มกำไร บจ. แล้ว ได้ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในพันธบัตร ตราสารหนี้ หรือหุ้นกู้ระยะยาวที่กำหนดดอกเบี้ยจ่ายให้นักลงทุนคงที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนเตือนนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสม่ำเสมอให้เตรียมปรับพอร์ตลงทุนในตราสารหนี้เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นด้วยการ

• ลดการลงทุนพันธบัตรและหุ้นกู้ระยะยาวมาลงทุนระยะสั้นลง

• เลือกหุ้นกู้รายตัว ในบางอุตสาหกรรมที่จะได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น

• ลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ เพราะมีผู้จัดการกองทุนเตรียมบริหารจัดการให้ทันกับสถานการณ์ตลอดเวลา

• ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้อาเซียนสำหรับผู้ที่สามารถลงทุนระยะยาวได้ ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

• ลงทุนในทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (รีท) กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับผู้ที่ชอบเงินปันผลสม่ำเสมอ

กองทุนรวมตราสารหนี้ ลดเสี่ยง

วศิน วณิชย์วรนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย กล่าวว่า การถือพันธบัตร/หุ้นกู้ อายุยาว เช่น 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.5% และในยุคที่อัตราดอกเบี้ยกำลังจะขึ้นไปอยู่ที่ 3% จะทำให้ราคาพันธบัตรลดลงกว่านักลงทุนรายย่อยที่ลงทุนตรงในพันธบัตร/หุ้นกู้ส่วนใหญ่จะรู้เมื่อสายไปแล้ว

การลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้จึงเป็นทางเลือกที่จะทำให้ลดความเสี่ยงนี้ได้ เพราะมีข้อดีที่ผู้จัดการกองทุนจัดการปรับพอร์ตให้เรียบร้อยก่อนที่อัตราดอกเบี้ยจะมีการปรับขึ้น คือ ลดการถือครองพันธบัตรระยะยาวลงมาถือครองพันธบัตรระยะสั้น ทำให้ไม่มีผลต่อราคาหน่วยลงทุนที่ถืออยู่ และยังมีสภาพคล่องสามารถขายเมื่อไรก็ได้เมื่อต้องการเงิน

กองทุนตราสารหนี้จะจัดพอร์ตตามอายุของพันธบัตร/หุ้นกู้ที่ถือ อายุต่ำกว่า 3 เดือน จะซื้อขายได้ T+1 คือขายวันนี้พรุ่งนี้ได้เงิน มีความคล่องตัวและความผันผวนต่ำ ผลตอบแทนก็ต่ำ แต่สูงกว่าผลตอบแทนจากเงินฝาก เหมาะกับกลุ่มที่วางแผนใช้เงินภายใน 1 ปี

อายุ 3-6 เดือน ซื้อขายได้เงิน T+1 ความผันผวนและผลตอบแทนจะสูงขึ้นอีกเล็กน้อย และพอร์ตระยะกลาง-ยาว จะมีความผันผวนสูงขึ้น ซื้อขายแล้วได้เงิน T+2 ผลตอบแทน 1.5-2% ต่อปี เหมาะกับการลงทุน 2 ปีขึ้นไป

วศิน ย้ำว่า ระยะเวลาการถือครองเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ถึงจุดมุ่งหมายได้ หากไม่ต้องการผลตอบแทนสูงมาก ซึ่งได้ให้ทีมบริหารความเสี่ยงทำข้อมูลสถิติผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปีถึงปัจจุบัน พบว่าการถือหุ้นกู้ 100% ถึงปัจจุบันไม่ขาดทุนแต่ก็ไม่ไปไหน ส่วนพอร์ตที่มีหุ้นอย่างเดียว มีการติดดอยและขาดทุน แต่พอร์ตที่ผสมตราสารหนี้และหุ้นในสัดส่วนที่เหมาะสมให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7%

"หากลงทุน 3 ปีไม่ได้ ให้ไปผสมตราสารหนี้เยอะๆ และรับผลตอบแทนน้อยๆ" วศิน ย้ำ

วศิน อธิบายว่า ให้มองที่พันธบัตรของภาครัฐ ซึ่งมีความเสี่ยงผิดนัดชำระต่ำเพราะเป็นของรัฐบาล พันธบัตรที่ถืออยู่ในมือสามารถนำไปชำระหนี้ได้ มีระยะเวลาการลงทุนโดยเฉลี่ยอยู่ประมาณ 7.5 ปี มีความผันผวนสูง ผลตอบแทนเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลังให้อยู่ที่ 2.8-2.9% และได้ปันผลออกมาด้วยปีละ 2 ครั้ง ข้อดี มีสภาพคล่องสูงสามารถแปลงเป็นเงินสดได้ง่าย เพราะสามารถซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้

ทั้งนี้ เหมาะกับคนที่เข้าใจตลาดตราสารหนี้พอสมควร เพราะระยะเวลา 7.5 ปี มีความผันผวนกว้าง ทำให้คนที่คาดการณ์ตลาดได้ หรือเข้าใจอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) สามารถเข้าไปซื้อขายเพื่อเก็งกำไรได้ เหมาะกับคนที่ถือลงทุนระยะยาวได้และไม่ต้องการมีความเสี่ยงกองทุนอสังหาฯ-รีทพีรพงศ์ จิระเสวีจินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง กล่าวว่าการลงทุนในทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (รีท) กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน จากการเก็บสถิติผลตอบแทนในช่วงอัตราดอกเบี้ยขึ้นพบว่า 3 ใน 5 ปีชนะตลาดหุ้น และในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้กลุ่มนี้ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 2%

ทั้งนี้ เพราะการเคลื่อนไหวของผลตอบแทนจากกลุ่มดังกล่าวไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกับการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น จึงเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่ดีในช่วงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุน ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอเฉลี่ย 4-7% ต่อปี โดยมั่นใจว่าปีนี้จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าปีที่ผ่านมา

"ผลตอบแทนของกลุ่มนี้อยู่ระดับกลางระหว่างหุ้นกับหุ้นกู้ คือได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 4-7% ต่อปี ขณะที่หุ้นจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8-10% ส่วนหุ้นกู้ให้ผลตอบแทน 2-3% ต่อปี" พีรพงศ์ อธิบาย

ทั้งนี้ แนะนำวิธีการลงทุน อันดับแรกให้ดูที่อัตราผลตอบแทนของโครงการ (ไออาร์อาร์) ย้อนหลัง 1 ปี และดูมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (เอ็นเอวี) กับราคาในตลาดที่มีการซื้อขายมาประกอบกัน จากนั้นให้มาเจาะลึกว่าไออาร์อาร์เป็นอย่างไร ประมาณการรายได้ที่เข้ามาเป็นไปได้หรือไม่ และที่สำคัญที่สุด คือ สภาพคล่องในการซื้อ/ขาย

ยกตัวอย่าง กองรีทโดยภาพรวมให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ประมาณ 5-6% มีความผันผวนน้อยกว่าการลงทุนในหุ้นโดยตรง ต้องดูว่ากองรีทลงทุนในสินทรัพย์ของอุตสาหกรรมใด คุณภาพของสินทรัพย์สถานที่ตั้ง ใครเป็นผู้เช่าผู้จัดการสินทรัพย์จัดการได้ดีแค่ไหน เช่น การปล่อยให้นักศึกษาเช่ากับการปล่อยให้ต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทยเช่า รายได้จากการปล่อยให้ผู้เช่ากลุ่มหลังจะดีกว่า

ข้อควรระวัง หากมีการสะดุดของค่าเช่าจะทำให้มีผลต่อรายได้ จึงต้องเน้นคุณภาพสินทรัพย์และแหล่งรายได้ของสินทรัพย์นั้นด้วยดอกเบี้ยขยับรับมืออย่างไร

ดอกเบี้ยขึ้นกับผลตอบแทนพันธบัตร/หุ้นกู้

เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นจะทำให้มูลค่าของหุ้นกู้ลดลง ยกตัวอย่าง วันนี้อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วที่สัญญาว่าจะจ่ายปีละ 3% ต่อปีปีละ 2 ครั้ง ต่อมาอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็น 4% หมายความว่าตราสารหนี้รุ่นใหม่ที่จะออกขายจะให้ผลตอบแทน 4% ทำให้ตราสารหนี้รุ่นเก่าที่จ่าย 3% ต่อปีไม่น่าสนใจแล้ว

หากนักลงทุนจะขายรุ่นเก่าออกมาเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินไปซื้อพันธบัตรรุ่นใหม่ที่ให้ผลตอบแทน 4% จะต้องลดราคาพันธบัตรให้ต่ำกว่าราคาพาร์ เพื่อดันให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับตลาดในช่วงนั้นที่ 4% เพื่อดึงดูดให้คนเข้ามาซื้อ แต่ถ้าอายุพันธบัตรเหลือเพียงไม่กี่วันจะครบกำหนด ถือไว้ดีกว่าจะได้ไม่ต้องขายขาดทุนจึงทำให้ราคาพันธบัตร/หุ้นกู้สวนทางกับอัตราดอกเบี้ย


แนะนำการลงทุน

ได้เวลาซิ่งกองทุนลดหย่อนภาษีหุ้นไทยปรับฐานโอกาสซื้อ

ได้เวลาซิ่งกองทุนลดหย่อนภาษีหุ้นไทยปรับฐานโอกาสซื้อ

บอนด์ยิลด์ เพิ่มขึ้น ราคาตราสารหนี้ปรับลดลง

วางแผนภาษีที่ดี ดูที่เงินได้ก่อนค่าลดหย่อน

วางแผนภาษีที่ดี ดูที่เงินได้ก่อนค่าลดหย่อน

การวางแผนภาษีจะเป็นฮอท อิชชูในช่วงใกล้สิ้นปีเสมอ

5 เมกะเทรนด์ กำหนดโลกลงทุน

5 เมกะเทรนด์ กำหนดโลกลงทุน

นักลงทุนต้องศึกษาหาความรู้ ดูแนวโน้มใหญ่ หรือที่เรียกว่า “เมกะเทรนด์”

ลงทุนต่างประเทศอย่างไร ได้ทั้งลดหย่อนภาษี กระจายความเสี่ยง

ลงทุนต่างประเทศอย่างไร ได้ทั้งลดหย่อนภาษี กระจายความเสี่ยง

การลงทุนในกลุ่มกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ถือเป็นหนึ่งในทางเลือก