ไทยกำลังเสีย “อธิปไตยด้านข้อมูลข่าวสาร” ?

วันที่ 22 ก.พ. 2563 เวลา 12:38 น.
ไทยกำลังเสีย “อธิปไตยด้านข้อมูลข่าวสาร” ?
บทความโดย : พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และรองประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร

หนึ่งในความท้าทายครั้งใหญ่ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งรัฐบาลทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการกำกับดูแลบริษัทโซเชียลมีเดีย อย่างเช่น Facebook, Google, Youtube และ LINE เป็นต้น โดยในปัจจุบันก็ยังไม่มีการดำเนินการด้านกฎระเบียบที่สามารถกำกับดูแลหรือควบคุมข้อมูลกับบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเหล่านี้

แต่เหตุการณ์ไม่สงบหลายครั้งที่เกิดขึ้นทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยที่ผ่านมา ก็เริ่มชี้ให้เห็นว่าเรากำลังสูญเสีย “อำนาจอธิปไตยด้านข้อมูลข่าวสาร (Data sovereignty)” จนแทบไม่เหลืออะไรที่จะควบคุมได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นขีดความสามารถในการวิเคราะห์ขอมูลขนาดใหญ่ของพฤติกรรมคนในชาติเราเอง ไปจนถึงการแพร่ภาพ เสียง และข้อมูลทุกชนิด ซึ่งกำลังลุกลามไปสู่การถูกควบคุมกระแสข่าวและความคิดของคนในชาติจากแพลตฟอร์มต่างชาติในทุกมิติ จนในที่สุดการโจมตีทางไซเบอร์จะกลายเป็นประเด็นที่รัฐจะต้องยืนงงแบบทำอะไรไม่ถูกอย่างแน่นอนในไม่ช้า

บริษัทแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ต่างๆ มีความภาคภูมิใจที่ได้เป็น Disruptors ที่กฎหมายและกฎเกณฑ์ควบคุมกำกับดูแลในประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่มีอยู่นั้น เริ่มล้าสมัยเกินกว่าที่จะนำมาใช้กำหนดและควบคุมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่า จะมีการกำหนดกฎหมายหรือเทคนิคใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพเพื่อนำมาแทนที่กฎหมายเดิมๆ และวิธีการเดิมๆ ที่ล้าสมัย ซึ่งน่าจะถึงเวลาแล้วที่ผู้นำรัฐบาลที่มักจะเป็นคนในยุค Babyboomer และ Gen X ต้องยอมรับและเตรียมรับมือเชิงรุกต่อภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่ได้กล่าวไปแล้ว

โดยแนวคิดดั้งเดิมเมื่อพูดถึงการควบคุมกำกับดูแลก็คือ “การกำกับดูแลตนเอง (self-governance)” แต่อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาวิจัยจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่าการกำกับดูแลตนเองนั้น ยังไม่เพียงพอและมักไม่ได้ผลสำหรับสื่อสังคมออนไลน์ที่กำลังก้าวหน้าด้วยการขับเคลื่อนของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งผู้นำทั้งหลายมักจะเอ่ยคำนี้ขึ้นโดยแท้ที่จริงแล้วพวกเขามักไม่เข้าใจมันแม้แต่น้อยว่า AI คืออะไร

ดังนั้น รัฐจึงควรหันมาให้ความสำคัญอย่างจริงจัง เพื่อทำให้บริษัทสื่อสังคมออนไลน์ต้องเข้ามาปกป้องผู้ใช้จากเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง การก่อการร้าย การกลั่นแกล้งในโลกไซเบอร์ และการล่วงละเมิดเด็ก เยาวชน โดยบริษัทจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าเนื้อหาที่เป็นอันตราย จะถูกลบออกอย่างรวดเร็วโดยรัฐไม่ทันต้องเข้าไปจัดการ (ด้วยกฎหมายที่ล้าสมัย) และต้องมีการดำเนินการเพื่อป้องกันไม่ให้ปรากฏขึ้นอีก

ที่ผ่านมาสื่อสังคมออนไลน์ส่วนใหญ่ใช้วิธีการกำกับดูแลตนเอง โดยที่แพลตฟอร์มต่างๆ เช่น YouTube และ Facebook ต่างก็มีกฎเกณฑ์ของตนเอง เกี่ยวกับแนวทางการใช้งานของผู้ใช้งาน แต่ก็ไม่ได้ตอบโจทย์ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นเกือบทุกนาที ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สร้างความเสียหายอย่างมาก เช่น ในเหตุการณ์กราดยิงที่จังหวัดนครราชสีมา และเหตุการณ์นั้นถูกโพสต์ลงใน Facebook ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ก่อความไม่สงบสามารถใช้อินเทอร์เน็ตเป็นพื้นที่ในการแสดงและโฆษณาชวนเชื่อได้ หรือเหตุการณ์การฆ่าตัวตายของ Molly Russell ในเดือนพฤศจิกายน 2017 ที่แสดงเนื้อหาเกี่ยวกับการทำร้ายตนเองในห้องนอนบนแพลตฟอร์ม Pinterest และ Instagram ไปจนถึงผลกระทบทางการเมืองจากแพลตฟอร์ม Facebook ที่เชื่อว่าข้อมูลของผู้คนจำนวนมากถึง 87 ล้านคน อาจถูกเปิดเผยอย่างผิดกฎหมายเพื่อการวิเคราะห์ในการวางแผนการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกาของ Cambridge Analytica

แต่การห้ามไม่ให้ผู้คนใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เหล่านี้นั้น ไม่ใช่ตัวเลือกที่เป็นไปได้ บริษัทอย่างเช่น Facebook ที่ต้องมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คนนับพันล้านคนทั่วโลกจากการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต แต่วิธีการที่สื่อสังคมออนไลน์ดำเนินการนั้นยังไม่ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยต่ออธิปไตยของประเทศต่างๆ อย่างเพียงพอ ซึ่งอาจเป็นเพราะวิธีคิดเชิงปรัชญาของแพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่ได้ยอมรับวิธีควบคุมแบบโลกเก่า จนทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังดำเนินการหาวิธีการเพื่อควบคุมแพลตฟอร์ม เช่น Facebook ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นไปได้ยากมาก

ในสหภาพยุโรปกำลังพิจารณาบทลงโทษ โดยเฉพาะในวิดีโอที่มีเนื้อหารุนแรง แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจะต้องเสียค่าปรับ หากไม่ลบเนื้อหารุนแรงออกภายในหนึ่งชั่วโมง และทางสหภาพยุโรปยังได้นำเสนอ “กฎการคุ้มครองข้อมูลทั่วไป” หรือ General Data Protection Regulation (GDPR) ที่กำหนดกฎเกณฑ์สำหรับบริษัทต่างๆ รวมถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ในการจัดเก็บ และการใช้ข้อมูลของผู้คน

ขณะที่ประเทศออสเตรเลียเพิ่งผ่านกฎหมาย Sharing of Abhorrent Violent Material Act ในปี 2019 เพื่อกำหนดบทลงโทษทางอาญาให้กับบริษัทโซเชียลมีเดีย โดยอาจลงโทษด้วยการจำคุกสำหรับผู้บริหารด้านเทคโนโลยีสูงถึง 3 ปี และโทษปรับเงินมูลค่าสูงถึง 10% ของมูลค่าผลประกอบการทั่วโลก

นอกจากนี้ ยังมีกฎหมาย NetzDG ของเยอรมนี ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2018 โดยใช้กับบริษัทโซเชียลมีเดียที่มีผู้ลงทะเบียนใช้งานมากกว่า 2 ล้านรายในประเทศ โดยกฎหมายดังกล่าวบังคับให้บริษัทฯ ต้องกำหนดขั้นตอนเพื่อตรวจสอบการร้องเรียนเกี่ยวกับเนื้อหา และต้องลบเนื้อหาที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจนภายใน 24 ชั่วโมง และเผยแพร่วิธีการดำเนินงานในทุกๆ 6 เดือน หากไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้ หากเป็นบุคคลธรรมดาจะต้องถูกปรับเป็นเงิน 5 ล้านยูโร และหากเป็นนิติบุคคลจะต้องถูกปรับเป็นเงินสูงถึง 50 ล้านยูโร

แน่นอนว่าการปิดบัญชีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียอาจเป็นเรื่องง่ายๆ และอาจเป็นหนึ่งในวิธีการแก้ปัญหา แต่คำตอบที่แท้จริงนั้นอยู่ในหน่วยงานที่มีอำนาจทั่วโลก ที่เฝ้าติดตามพฤติกรรมการใช้งานสื่อออนไลน์อย่างจริงจัง และมีบทลงโทษทางกฎหมายอย่างเต็มที่ หากกฎหมายที่มีอยู่ในขณะนี้ไม่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกอินเทอร์เน็ตได้ ก็มีความจำเป็นจะต้องให้ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนร่วมมือกันร่างกฎหมายหรือมาตรการใหม่ขึ้นมา เพื่อรับมือกับการสื่อสารในโลกในยุค AI ต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต