เกิดมาต้องแทนคุณแผ่นดิน

  • วันที่ 30 พ.ค. 2562 เวลา 16:01 น.

เกิดมาต้องแทนคุณแผ่นดิน

ความทรงจำจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่ทำงานใกล้ชิดพล.อ.เปรม ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองเผชิญวิกฤติด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจจนสามารถนำประเทศผ่านพ้นวิกฤติมาได้อย่างปลอดภัย

******************

โดย ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

บทความนี้จะสะท้อนมุมมองเล็ก ๆ ของคนตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งเกี่ยวกับ ฯพณฯ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่เพิ่งจากไป เชื่อว่า คุณงามความดีงามและผลงานจะถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของคนไทยตลอดไป โดยเฉพาะบทเรียนที่ท่านบริหารจัดการความมั่นคงของชาติให้ไทยอยู่รอดปลอดภัยมาได้อย่างไร

ผู้เขียนขอถ่ายทอดความทรงจำที่ได้รับจากผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองที่ทำงานใกล้ชิดกับท่านในช่วงเวลาที่บ้านเมืองเผชิญวิกฤติด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ ที่ท่านสามารถนำประเทศผ่านพ้นวิกฤติมาได้อย่างปลอดภัย

ไม่มีใครรู้ว่า เมื่อท่านเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เวลานั้น เงินของประเทศแทบจะไม่มีเหลือจ่ายให้เป็นเงินเดือนของข้าราชการ ต้องไปยืมจากรัฐวิสาหกิจ เช่น โรงงานยาสูบ สำนักงานสลากกินแบ่ง มาจ่ายไปก่อน

ท่านมีคุณสมหมาย ฮุนตระกูล รัฐมนตรีคลังซึ่งเป็นมือด้านเศรษฐกิจการเงินและเป็นหลักในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของชาติตลอดมา ในขณะที่นักการเมืองและนักธุรกิจบางคนโจมตีคุณสมหมายอย่างรุนแรงเพราะผลประโยชน์ส่วนตนถูกกระทบ แต่นักการทูตบางคนจากชาติมหาอำนาจกลับบอกว่า คุณสมหมายเป็นรัฐมนตรีคลังที่ดีที่สุด หากประเทศของเขามีรัฐมนตรีคลังแบบคุณสมหมาย บ้านเมืองคงเจริญก้าวหน้ากว่านี้อีกมาก

พล.อ.เปรม ตัดสินใจลดค่าเงินบาทอย่างน้อยสองครั้ง แต่ละครั้งย่อมขัดใจนักธุรกิจที่พยายามเข้าหาทหารให้ช่วยกดดันและเปลี่ยนรัฐบาลเปรม โดยเฉพาะการลดค่าเงินบาทครั้งที่สองที่นายทหารใหญ่และนักการธนาคารใหญ่ที่ใกล้ชิดกันไม่พอใจอย่างมาก ถึงกับมีข่าวว่าจะปฏิวัติยึดอำนาจ แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดี

เป็นรัฐบาลชุดเดียวที่ตัดสินใจดับไฟหลังหกทุ่มเพื่อประหยัดพลังงาน ให้คนขับรถไม่เกิน 90 ก.ม.ต่อชั่วโมงซึ่งเป็นจุดที่ประหยัดน้ำมันที่สุด ท่านสามารถเอาธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันบางจากที่ต่างชาติคุมและกอบโกยผลประโยชน์จากโรงกลั่นกลับมาเป็นของคนไทยได้จนถึงขณะนี้ นอกเหนือจากที่ประเทศทค้นพบแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในช่วงรัฐบาลนี้

จากรัฐบาลเกือบถังแตกเมื่อเริ่มต้น กลับเป็นรัฐบาลที่มีสถานะทางเศรษฐกิจแข็งแกร่ง มีเงินสะสมไว้ให้กับรัฐบาลชุดต่อถลุงอย่างสบาย

เมื่อท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประเทศเผชิญกับภัยคุกคามจากภายในประเทศคือ จากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พ.ค.ท.) ซึ่งมีการก่อการร้ายรุนแรงกว้างขวางทั่วประเทศ ท่านเป็นผู้ริเริ่ม “นโยบายการเมืองนำการทหาร” และ”นโยบาย 66/23” ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาประชาชนที่เข้าร่วมกับ พ.ค.ท.ได้รับโอกาสในการกลับมาเป็น “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” ( ผ.ร.ท.) ไม่เช่นนั้นก็คือต่อสู้กันอีกหลายปีที่จะก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บอีกมากมายในหมู่คนไทยด้วยกัน

ภัยคุกคามจากนอกประเทศ โดยเฉพาะจากกองกำลังเวียตนามในกัมพูชา อีกทั้งปัญหาผู้อพยพลี้ภัยจากกัมพูชาและลาวนับล้านคน ตะวันตกมองว่าไทยคงเป็น “โดมิโน” ตัวต่อไป หลังจากคอมมิวนิสต์ยึดครองเวียตนามใต้ ลาว และกัมพูชาได้ในปี 2518 แต่รัฐบาล พล.อ.เปรม ก็สามารถลบคำปรามาสนั้นได้ ฝรั่งทั้งหลายแทบไม่เชื่อว่าประเทศไทยสามารถอยู่รอดปลอดภัยจากลัทธิคอมมิวนิสต์มาได้ จนฝรั่งต้องส่งคนมาศึกษาว่าไทยเอาตัวรอดมาได้อย่างไร

ท่านมีเพื่อนร่วมรุ่น 2 คนที่ช่วยทำงานด้านความมั่นคงของชาติ คนหนึ่งคือ พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา รัฐมนตรีต่างประเทศ รับผิดชอบในการต่อสู้บนเวทีการเมืองระหว่างประเทศและเวทีสหประชาชาติ และให้ พล.อ.ประจวบ สุนทรางกูร รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบความมั่นคงในประเทศ ทีมงานของท่านรู้จักกันในนามกลุ่ม “ 4 พี” คือ พล.อ.ประจวบ สุนทรางกูร รองนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่น ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมดูแลด้านความมั่นคงในประเทศ ประสงค์ สุ่นศิริ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ปิยะ จักกะพาก ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ พล.ต.อ.เภา สารสิน อธิบดีกรมตำรวจ (บางคนเรียกขบวนการ 5 พีโดยรวม พล.อ.เปรม ซึ่งเป็นหัวขบวนเข้าไปด้วย) .

นอกจากการสร้างมิตรกับจีนเพื่อต่อต้านการคุกคามจากเวียตนามแล้ว สหภาพโซเวียตเป็นอีกประเทศที่มีความสำคัญมากต่อความอยู่รอดปลอดภัยของประเทศเพราะอาจส่งสัญญานให้เวียตนามบุกไทยหรือไม่ก็ได้ พล.อ.อ.สิทธิ ได้ส่ง อรุณ ภานุพงษ์ อดีตทูตไทยประจำมอสโคว์ ฝรั่งเศส วอชิงตัน อดีตปลัดกระทรวงต่างประเทศ อดีตรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลเกรียงศักดิ์ และรัฐบาลเปรม) ไปเจรจาที่มอสโคว์ ซึ่งโดนฝ่ายโซเวียตแกล้งเจรจาติดต่อกัน 24 ชั่วโมง โดยฝ่ายโซเวียตมีคนผลัดเปลี่ยนทุก 3 ชั่วโมง แต่ผู้แทนไทยต้องนั่งต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง แต่ในที่สุด ทุกอย่างก็จบลงด้วยดี

อีกคนหนึ่งที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้ คือ 1 ซี. หรือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีต ผบ.ทบ.และ ผบ.ทหารสูงสุด ท่านเหล่านี้มีบทบาทสำคัญที่ช่วย พล.อ.เปรม ในการรักษาชาติบ้านเมืองให้อยู่รอดปลอดภัยมาได้ นอกจากคอยเจรจาลับกับพรรคการเมืองต่าง ๆ แล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการเจรจากับกองทัพจีนให้ช่วยยันกองทัพเวียตนามไม่ให้ส่งกำลังรุกรานไทย และสนับสนุนเขมรสามฝ่ายในการสู้กับทหารเวียตนามและเขมรแดงในกัมพูชา สรุปว่า พล.อ.เปรม มีทีมงานที่ดี เข้าใจและทำงานเข้าขากันจนทำให้งานของประเทศผ่านพ้นอุปสรรคและก้าวสู่ความสำเร็จด้วยดี

หลายคนอาจไม่ทราบว่า พล.อ.เปรม ซึ่งทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองมาตลอดชีวิต ถูก “ลอบสังหาร”หลายครั้ง ซึ่งก็ไม่ใช่มาจากคนที่ห่างไกล แต่มาจาก “ลูกรัก”ของท่านทั้งนั้น เมื่อไม่ได้ดังใจก็โกรธเคืองถึงกับมุ่งหมายเอาชีวิตกัน แต่คนดีแบบท่านก็รอดปลอดภัยมาได้ทุกครั้ง นอกจากนั้น ท่านเผชิญกับ “การยึดอำนาจ” สองครั้งคือ 1-3 เมษายน 2523 และ 9 กันยายน 2528 และคนที่ทำก็คือลูกรักของท่านเช่นเคย แต่ผู้ก่อการก็ล้มเหลวทุกครั้งพล.อ.เปรม ให้ความสำคัญกับเรื่องการข่าวกรองอย่างมาก คุณปิยะ จักกะพาก ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติต้องรายงานสถานการณ์ในและต่างประเทศให้ท่านทราบทุกวัน และต้องรายงานท่าน “คนเดียว” ห้ามมีสำเนาส่งให้คนอื่นเป็นอันขาด พล.อ.เปรม เป็นคนที่ละเอียดมาก อ่านทุกตัวอักษร หากผู้รายงานเขียนภาษาไทยไม่ถูกต้องทั้งเรื่องประธาน กริยา กริยาวิเศษณ์ คุณศัพท์ ท่านเขียนวงกลมและโยงมากให้เป็นการสอนไปด้วย แสดงว่าท่านเป็นคนละเอียดมาก ความลับที่เสนอไปให้ท่านอ่านจะไม่มีวันหลุดรอดไปถึงบุคคลที่สามเป็นอันขาด แม้ได้รับโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นประธานองคมนตรี ท่านก็ยังสนใจรายงานข่าวกรองเรื่องบ้านเมืองตลอดมา

คำว่า “เกิดมาต้องแทนคุณแผ่นดิน”จะเตือนสติให้เราทำงานเพื่อชาติเพื่อแผ่นดินตามแบบของท่านจนกว่าชีวิตจะหาไม่

ข่าวอื่นๆ