กรองข่าวมาเล่า ขอเสนอ "สถาบันกษัตริย์กับประชาชน"

  • วันที่ 09 พ.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

กรองข่าวมาเล่า ขอเสนอ "สถาบันกษัตริย์กับประชาชน"

จุดมุ่งหมายแท้จริงของพรรคนี้คือ “การเปลี่ยนระบอบ”ผ่านรูปแบบการปฏิวัติวัฒนธรรมแบบจีน โดยเรดการ์ดคนรุ่นใหม่ และเน้นความเท่าเทียมกันในสังคมที่ปกครองโดยคนสามัญ

**************

โดย ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

หลายคนรอและได้ฟังประปฐมบรมราโชบายของในหลวงรัชกาลที่ 10 “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์แห่งอาณาราษฎร ตลอดไป”ซึ่งเป็นการสืบสานปณิธานของพระราชบิดา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ได้ประกาศพระปฐมราโชบายเมื่อปี 2493 ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

พระมหาพิชัยมงกุฎและพระมาลา ตลอดจนฉลองพระองค์ครุยที่สวมใส่ในวันเสด็จพระราชดำเนินทางสถลมารค ซึ่งมีน้ำหนักมากนั้น สะท้อนให้เห็นว่า พระองค์จะต้องแบกภารกิจอันหนักหน่วงยิ่งนับจากนี้ต่อไปเพื่อให้บ้านเมืองมีความเจริญมั่นคงและเพื่อประโยชน์สุขแห่งคนไทยทั้งปวง

การเป็นพระเจ้าแผ่นดินไม่ใช่เรื่องสบาย ๆ หรือชีวิตมีความสุขฟุ้งเฟ้อเหมือนอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ต้องแบกภารกิจอันหนักอึ้งเพื่อประเทศชาติและประชาชนทั้งประเทศ ในขณะที่พวกเรารับผิดชอบแค่ครอบครัวของตัวเองก็แสนจะหนักอยู่แล้ว

งานพระราชพิธีและสิ่งที่ประชาชนแสดงออกถึงความชื่นชม ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ สะท้อนให้เห็นว่า “รูปแบบการปกครอง”ของประเทศไทยระบุไว้ในมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญตั้งแต่ฉบับแรกปี 2475 จนถึงฉบับปัจจุบัน 2560 ที่ว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”นั้นเหมาะสมอย่างยิ่งกับประเทศนี้ ซึ่งหมายถึงว่า ประชาชนต้องการการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ใช่ประธานาธิบดี หรืออย่างอื่น ทั้งนี้ ประชาชนเห็นว่า ถ้าไม่เหมาะสมเราก็คงไม่ใช้มาได้เกือบ 70 ปีแล้ว และจะใช้กันต่อไป

การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นับว่าเป็น”การผสมผสานที่ดีที่สุด ลงตัวที่สุด และสวยงามที่สุด“ระหว่างระบอบประชาธิปไตยกับระบอบกษัตริย์ซึ่งมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อความคงอยู่ของชาติบ้านเมืองตลอดมา บางคนกล่าวว่า ถ้าไม่มีกษัตริย์ ก็ไม่มีประเทศไทย ถ้าไม่มีประเทศไทย ก็ไม่มีระบอบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้น จุดลงตัวที่สุด คือ ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

พระมหากษัตริย์อยู่คู่กับประวัติศาสตร์ไทยมากว่า 700 ปี และทรงทำให้ประเทศไทยเป็นเอกราช เจริญรุ่งเรือง พาชาติผ่านพ้นวิกฤติมาแล้วหลายครั้ง ไม่ต้องดูย้อนไปไกล เอาแค่สมัยรัตนโกสินทร์ก็พอ

พระมหากษัตริย์สามารถนำพาประเทศให้พ้นจากลัทธิล่าอาณานิคมของฝรั่ง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคตกเป็นอาณานิคมจนหมดสิ้น พระมหากษัตริย์ได้เตรียมการที่จะมอบรัฐธรรมนูญให้กับราษฎรแล้วในปี 2475 แต่ที่ต้องชะลอไปก่อนก็เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจพอสมควรเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไม่ทันใจคณะผู้ก่อการที่ต้องการการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่จำกัดอำนาจของพระมหากษัตริย์ แต่บางกลุ่มก็ไปไกลกว่านั้นถึงกับต้องการล้มเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์

ในระบอบประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน รัฐธรรมนูญไทยฉบับก่อน ๆ เขียนว่า “มาจากประชาชน”บ้าง แต่ฉบับหลัง ๆ เขียนชัดเจนว่า “เป็นของประชาชน”หรือ “เป็นของปวงชน”บ้าง

ส่วน มาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญปี 2560 เขียนว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และ ศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ”ซึ่งเป็นที่เข้าใจว่า ประชาชนได้ถวายอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นของตนให้กับพระมหากษัตริย์ทรงใช้ผ่านองค์กรต่างๆ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

เช่น อำนาจนิติบัญญัติผ่านรัฐสภา อำนาจบริหารผ่านรัฐบาล อำนาจตุลาการผ่านศาล นี่ก็คือ การทำงานร่วมกันระหว่างประชาชนกับพระมหากษัตริย์ ๆ ทรงทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติตลอดมา โดยไม่ต้องดูอื่นไกลก็ได้ แค่สมัยรัชกาลที่ 9 ก็เห็นได้ชัดเจนเป็นรูปธรรมแล้วว่า พระองค์ท่านทรงงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนมากมายอย่างไร

มีหลายกรณีที่ผ่านมา เมื่อองค์กรที่ได้รับมอบอำนาจไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ด้วยเหตุผลใดก็ตาม พระมหากษัตริย์ทรงถือว่าเป็นพระราชภาระที่จะทรงมาช่วยแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองให้โดยใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ และใช้ “พระบารมี”กำกับ คนไทยที่ทะเลาะกัน ตีกันโดยไม่ฟังคำห้ามปรามของใคร แต่กลับหยุดทันทีเมื่อได้ฟังกระแสรับสั่งของพระมหากษัตริย์

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในสมัยในหลวงรัชกาลที่ 9 เช่น ทรงระงับยับยั้งเหตุร้ายของบ้านเมืองไม่ให้ลุกลามบานปลายในกรณีเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ พฤษภาคม 2535 หรือกรณีที่พระองค์ท่านทรงรับสั่งต่อประธานศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ให้ไปร่วมกันแก้วิกฤติของบ้านเมือง เป็นต้น

ทั้งนี้ พระองค์ท่านทรงทำตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ล่าสุด รัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 5 ระบุไว้ว่า “ เมื่อไม่มีบทบัญญัติใดใช้บังคับ ก็ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

พระมหากษัตริย์ขาดประชาชนไมได้ฉันใด คนไทยก็ขาดพระมหากษัตริย์ที่ทรงทศพิธราชธรรมไม่ได้ฉันนั้นในพระราชดำรัสตอบผู้แทนพระบรมวงศานุวงศ์ และผู้แทนฝ่ายบริหาร ตุลาการ นิติบัญญัติซึ่งกล่าวถวายพระพร ความตอนหนึ่งว่า “ในโอกาสนี้ ข้าพเจ้าขอเชิญชวนทุกท่านและทุกฝ่ายในมหาสมาคมนี้ และปวงชนชาวไทยทุกคน ได้ตั้งความปรารถนาร่วมกันกับข้าพเจ้า ในอันที่จะร่วมกันปฏิบัติงานตามฐานะและหน้าที่ของตน โดยยึดเอาประโยชน์ คือ ความเจริญมั่นคงของประเทศชาติ และความผาสุกร่มเย็นของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด......” ซึ่งหมายถึงการทำงานร่วมกันภายใต้แนวคิด “ราชประชาสมาศรัย”ที่พระเจ้าแผ่นดินและประชาชนต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน

สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเปรียบเสมือนต้นใหม่ใหญ่ที่มีนกกาจำนวนมากมาอาศัยร่มเงาทำรังและกินผลไม้อย่างเป็นสุขตลอดมา เป็นของธรรมดาที่จะมีนกกาขี้รดทำสกปรกบ้าง ฉันใดฉันนั้น ประเทศไทยก็ไม่เคยว่างเว้นจากคนกลุ่มนี้

หัวโจกส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่หลงใหลความคิดจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ “การปฏิวัติฝรั่งเศส 1789”แต่เลือกที่จะเอาบางตอนของประวัติศาสตร์มาใช้เท่านั้น บางคนประกาศที่จะสืบทอดเจตนารมณ์คณะผู้ก่อการ 2475 ซึ่งหมายถึงในส่วนที่จะยกเลิกสถาบันกษัตริย์ บางคนประกาศว่าจะไม่ยอมผิดพลาดเหมือนกับคณะผู้ก่อการ 2475 บางคนที่ต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปอยู่และตายในต่างประเทศ

การเมืองปี 2562 ก็ไม่เป็นข้อยกเว้น มีนักการเมืองบางคนประกาศที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ของกลุ่มก่อการปี 2475 โดยไม่สนใจกับเสียงวิจารณ์ที่ว่า

ข้อเรียกร้องพื้นฐานของกลุ่มต่อต้านสถาบันที่ผ่านมา คือ ให้ยกเลิก ม.112 ของกฎหมายอาญา ซึ่งมีไว้เพื่อปกป้องพระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เท่านั้น จากการหมิ่นประมาท ใสร้ายต่าง ๆ ซึ่งประชาชนทั่วไปก็ได้รับการปกป้องสิทธิจากการถูกหมิ่นประมาท และสามารถฟ้องร้องต่อศาลได้

การที่คนพวกนี้มุ่งหมายให้เลิก ม.112 ก็เพื่อจะโจมตี ทำลายชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของสถาบันโดยไม่ผิดกฎหมาย อันเป็นขั้นต้นของการเรียกร้องไม่ให้มีสถาบันกษัตริย์ต่อไป เวลานี้ พวกที่ทำผิด ม.112 ต่างหนีไปอยู่ต่างประเทศ

เมื่อคนไทยตกลงและกำหนดรูปแบบการปกครองของประเทศไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 2 ว่า “ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”ก็หมายความว่า การกระทำใด ๆ ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำไม่ได้ หากใครทำก็ผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ระบุไว้ชัดเจนว่า “ผู้ใดจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มิได้”ในหมวดว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 ระบุว่า “การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทำมิได้”

รัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติมาด้วยคะแนนเสียง 60 ต่อ 40 โดยประมาณ ดังนั้น หากมีการแก้ไขในสาระสำคัญ ก็ต้องไปผ่านประชามติอีกเช่นกัน เพราะจะเป็นการล้มประชามติเดิม

ส่วน พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560”มาตรา 14 “ข้อบังคับต้องไม่มีลักษณะดังต่อไปนี้ (1) เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และต้องไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ “มาตรา 92 “

เมื่อคณะกรรมการมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคการเมืองใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น (1) กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึงอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ (2) กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข “เพียง ก.ก.ต.มีแค่ “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า”ไม่ต้องถึงกับมีหลักฐานอันเป็นที่ประจักษ์ชัดเหมือนกับกฎหมายอาญา และพรรคการเมืองแค่กระทำการอัน “อาจ”เป็นปฏิปักษ์ฯ ก็มีสิทธิถูกยุบพรรคแล้ว

เวลานี้ ศูนย์กลางการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์กำลังเคลื่อนย้ายไปสู่รัฐสภา เพราะที่ผ่านมา การต่อสู้นอกสภาไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อจะต่อสู้ในสภาก็ต้องศึกษากฎหมายให้ดีๆ ว่า ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะประชาชนชาวไทยที่จงรักภักดีกำลังเฝ้าดูอยู่เช่นกัน

ดังนั้น บางพรรคที่ประกาศจะแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น คงไม่มีใครกล้าที่จะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นในส่วนที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะเพียงเห็นประชาชนคนไทยทั่วประเทศแสดงความจงรักภักดีในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่ผ่านมา ก็คงหัวหดไปตามๆ กันแล้ว

กฎหมายเป็นเพียงมาตรการป้องกัน ป้องปราม แต่สถาบันจะอยู่ได้ด้วย “ความศรัทธา”ที่ประชาชนมีต่อพระมหากษัตริย์ ความศรัทธาเป็นเกราะคุ้มกันภัยต่อสถาบันสูงสุดในเชิงป้องกันและป้องปราม ที่ประชาชนศรัทธาก็เพราะพระมหากษัตริย์ทรงงานหนักเพื่อประชาชนและประเทศชาติตลอดมา พระมหากษัตริย์กับประชาชนจึงผูกพันกันอย่างแยกไม่ออก ซึ่งนำไปสู่รูปแบบการปกครองที่เหมาะสม ลงตัวที่สุดสำหรับประเทศไทย คือ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ข่าวอื่นๆ