ถอดความหมาย "จดหมายจากเพื่อน"

  • วันที่ 26 เม.ย. 2562 เวลา 10:30 น.

ถอดความหมาย "จดหมายจากเพื่อน"

ความแตกต่างพื้นฐานซึ่งดำรงอยู่จริงระหว่างเรา ที่ไม่อาจประสานเข้าหากันได้ ก็คงจะมีเหลืออยู่ต่อไป แต่ “หลักอันล่วงละเมิดมิได้”ที่เราแต่ละฝ่ายช่วยกันประมวลขึ้นมายึดถือเป็นหลักการร่วมกัน จะช่วยป้องกันมิให้ใครต้องมาทำร้ายทำลายกันด้วยความรุนแรง

****************

จดหมายจากเพื่อน

ศุภมิตร ปิติพัฒน์

คุณที่รัก

เหตุการณ์ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาพลิกเปลี่ยนไปอย่างที่น้อยคนจะคาดคิด ผมไม่มั่นใจว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรต่อไป เหมือนอากาศร้อนอ้าวที่อัดแน่นรอพายุ แต่พายุจะแรงขนาดไหนไม่มีนักพยากรณ์อากาศคนไหนสามารถบอกเราได้แน่ชัด บางแห่งได้ยินว่าฝนตกลงมาพอให้เย็นชื่นใจ แต่อีกหลายแห่ง ก็ถูกแรงพายุซัดสร้างความเสียหายมากเหลือเกิน ดินฟ้าอากาศสมัยนี้ไม่อาจวางใจได้เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

มาถึงตอนนี้ แม้ว่าผลการเลือกตั้งอันแปลกประหลาดยังไม่มีการประกาศรับรองผลทางการออกมา คุณคงบอกผมได้แล้วกระมังว่าคุณเลือกใคร แต่ถ้าจะให้ผมเดา คุณกับผมคงเลือกต่างพรรคกันแน่ เพราะเราเห็นไม่ตรงกันตลอดมาในปัญหาการเมือง 10 กว่าปีมานี้ (หรือบางคนเขาว่า เราเลือกมองคนละด้านของปัญหาอันเดียวกัน)

คุณคงมีทางเลือกใหม่ๆ คนรุ่นใหม่ๆ มาให้เลือกได้สมใจ ในขณะที่ผมยังต้องรับข้อจำกัดของตัวเลือกที่มีอยู่ของผมต่อไป แล้วผลที่ออกมามันก็แปลกจริง ที่การเลือกของคุณของผมยังต่างสร้างความคับข้องใจให้แก่กันและกลับมายันกันอยู่เหมือนเดิม

กฎอยู่ข้างผม คุณเคยบอก จำได้นะครับ แล้วผมก็อวยพรคุณกลับว่า ขอให้เวลาอยู่ข้างคุณก็แล้วกัน คุณและผมจึงยังไม่ควรจะสิ้นหวัง ถูกไหม?

​แต่ความหวังของเราแตกต่างกัน คุณเคยว่า

ก็คงจะมีส่วนจริง ไม่เช่นนั้น เราคงเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กันไปแล้ว สิ่งดีๆ ที่คุณและผมอยากจะเห็น อยากให้มีอยู่ในสังคมของเรา ผมเองก็ไม่อาจรับรองได้ว่ามันจะเดินตามกันมาไหม อาจจะไม่ อีกอย่าง โลกแบบของมานะมานีปิติชูใจในแบบเรียน ที่คนในนั้นยึดถือสืบทอดค่านิยมและคุณธรรมความดีชุดเดียวกัน มีแบบแผนวิถีชีวิตอย่างเดียวกัน มีมาตรศีลธรรมสำหรับวัดความถูกต้องดีเลวอันเดียวกัน ถ้ามันจะเคยมีอยู่จริง มาถึงตอนนี้ ก็คงเหลืออยู่แต่ในแบบเรียนเท่านั้น

​ยกศีลธรรมมาพูดอีกแล้ว คุณคงนึกท้วงขึ้นในใจ แต่ผมเห็นว่าสำคัญนะ พูดเรื่องการเมืองในชีวิตประจำวัน เลี่ยงเรื่องศีลธรรมยาก เพราะปัญหาความชอบธรรมในที่สุดแล้วมันวกกลับมาที่ประเด็นการมองของคนเราว่าอะไรถูกอะไรผิด และใช้อันนั้นเป็นมาตรวัดตัดสินเรื่องต่างๆ อยู่ในใจเสมอ ว่าทำอย่างนี้ อย่างนั้นได้อย่างไร

คนที่ต้องอยู่ด้วยกัน ถ้าถือคนละแบบ เห็นคนละอย่างในความผิดความถูกต้อง ก็อยู่ด้วยกันยาก อย่าเพิ่งเข้าใจผมผิดนะว่าผมกำลังจะลุกขึ้นมาใช้มาตรวัดของตัวเองตัดสินว่าใครดีใครเลวกว่ากัน หรือจะชวนให้เราทั้งหมดกลับเข้าไปอยู่ในโลกในแบบเรียนชั้นประถมหรืออย่างไร

เพียงแต่ว่าเมื่อต้องมาอยู่ด้วยกัน และเมื่อเลยเวลาที่จะทำให้คนเห็นเหมือนกันจากมาตรวัดแบบเดียวกันได้เสียแล้ว ผมคิดว่าเพื่อทำให้การอยู่กันยากอยู่กันได้ง่ายขึ้น เราคงต้องการอะไรบางอย่างที่จะทำให้เราอยู่ด้วยกันได้ ด่ากันวิพากษ์วิจารณ์กันได้ และมีที่ให้เห็นตรงกันเกี่ยวกับส่วนรวมบ้าง

อะไรบางอย่างที่ว่านั้น ผมคิดว่าอย่างน้อยสิ่งที่จำเป็นได้แก่การมีโอกาสที่จะได้ร่วมกันคิดวางหลัก “อันล่วงละเมิดมิได้” ขึ้นมาให้เป็นบัญญัติที่ชัดเจนว่า ในความแตกต่างระหว่างกันของผู้คนที่ดำรงอยู่จริงในสังคมนี้ ที่เคยใช้ความรุนแรงเข้าจัดการกับความแตกต่างระหว่างกันที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วนี้ การจะอยู่ด้วยกันต่อไปได้ มีอะไรบ้างในบริบทของส่วนรวมที่จะต้องมาร่วมกันตราขึ้นมา และร่วมกันยึดถือเป็นหลักอันศักดิ์สิทธิ์ที่ล่วงละเมิดมิได้ของระบอบประชาธิปไตย ในทำนองเดียวกันกับนิติประเพณีที่มีกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่าองค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้

ความแตกต่างพื้นฐานซึ่งดำรงอยู่จริงระหว่างเรา ที่ไม่อาจประสานเข้าหากันได้ ก็คงจะมีเหลืออยู่ต่อไป แต่ “หลักอันล่วงละเมิดมิได้” ที่เราแต่ละฝ่ายช่วยกันประมวลขึ้นมายึดถือเป็นหลักการร่วมกัน จะช่วยป้องกันมิให้ใครต้องมาทำร้ายทำลายกันด้วยความรุนแรงเพราะถือหางอุดมการณ์ที่แตกต่างกันอีก

และเพื่อที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าแผ่นดินนี้มีความกว้างขวางและหนักแน่นพอที่จะโอบรับความแตกต่างนั้นไว้ให้ดำรงอยู่ร่วมกันได้ในวิถีทางของประชาธิปไตย คุณและผม และเราทั้งหมดจะได้ไม่ถูกบีบให้ต้องเลือกแลกระหว่างการรักษาอุดมการณ์กับมิตรภาพ และจำนนอยู่กับทางเลือกอันจำกัดอีกต่อไป

เมื่อสภาผู้แทนราษฎรเปิดอีกครั้งหนึ่ง คุณว่า พรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของเราทั้งหมด พวกเขาจะช่วยกันทำเรื่องนี้ออกมาได้ไหม

ผมอยากให้พวกเขาทำได้สำเร็จจริงๆคิดถึงคุณเสมอ

ข่าวอื่นๆ