เปิดใจ ยากที่สุด

  • วันที่ 12 มี.ค. 2562 เวลา 09:26 น.

เปิดใจ ยากที่สุด

3 มหาวิทยาลัยสุดยอดของเยอรมนีสอนว่า แม้จะต้องแข่งขันกันหนักแค่ไหนก็ตาม ในโลกยุคดิสรัปชั่นนี้ เราต้องร่วมมือกันและต้องเปิดใจก่อน ไม่เช่นนั้น อะไรก็เป็นไปไม่ได้

*****************

โดย...ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานสถาบันนวัตกรรมชุมชนอัจฉริยะ และ อธิการบดี สจล.

เยอรมนี เป็นประเทศที่ได้ชื่อว่าทันสมัย ล้ำหน้าที่สุดประเทศหนึ่งในโลก สินค้าเยอรมนีถือเป็นสินค้าคุณภาพ ทั่วโลกยอมรับ แข่งขันกับใครก็ได้ บ้านเมืองก็เรียบร้อย สะอาด ทุกอย่างเนี้ยบ ลองดูถนนออโตบาร์นหรือถนนมอเตอร์เวย์ของประเทศก็ได้ ว่าสร้างได้เรียบเนียนขนาดไหน ขับรถไม่มีสะดุด เพราะคนเยอรมนีเป็นคนเอาจริงเอาจัง รับผิดชอบ ขยัน และ “แข่งขัน” กันทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด

รถเยอรมันทั้งเบนซ์ บีเอ็มดับเบิลยู อาวดี้ โฟล์ค ปอร์เช่ ก็แข่งกันแบบสุดๆ ไม่มีใครยอมกัน ใครไม่เก่ง ก็ไม่รอด ดังนั้นคนเยอรมันเกิดมาต้องแข่งขันกับทั้งคนชาติอื่น และคนชาติตนเอง จะอยู่นิ่งๆ เฉยๆ ไหลตามเวลา ไม่ได้ ไม่รอด

ผมมาเยี่ยมมหาวิทยาลัยสุดยอด 3 อันดับแรกของเยอรมนี คือ มหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก (University of Heidelberg) มหาวิทยาลัยลูทวิช-มัคซีมีเลียนแห่งเมืองมิวนิก หรือแอลเอ็มยู (Ludwig Maximilian University of Munich, LMU) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งเมืองมิวนิก หรือทียูเอ็ม (Technical University of Munich, TUM) ทั้งสามมหาวิทยาลัย คือ “มหาวิทยาลัยวิจัย” ของเยอรมนี

มหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์กมีอายุมากกว่า 600 ปี ถือเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และยังเป็นวิจัยแห่งแรกๆ ขณะที่มหาวิทยาลัยแอลเอ็มยู ก็มีอายุมากกว่า 500 ปี ส่วนมหาวิทยาลัยทียูเอ็มกำลังฉลองครบรอบ 150 ปี ทั้งสามมหาวิทยาลัยแข่งขันกันเป็นที่สุดของเยอรมนี

มหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์กก่อตั้งตั้งแต่ยุคอาณาจักรโรมันศักดิ์สิทธิ์ เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีศิษย์เก่าและอาจารย์ได้รับรางวัลโนเบลถึง 56 คน มากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ในอดีตยิ่งใหญ่มาก ถึงขนาดที่เคยมีกฎหมายของมหาวิทยาลัยเอง ไม่ขึ้นอยู่กับรัฐ แม้มีเด็กนักศึกษาเกเร ก็สามารถพิพากษาให้เข้าคุกมหาวิทยาลัย เพื่อดัดนิสัยได้

มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีวัฒนธรรมองค์กรที่น่ายกย่อง คือ “การเปิด” (Open) หมายถึง เปิดอิสระในความคิดสร้างสรรค์ ยอมรับในความเห็นต่าง และเชื่อมั่นว่า การเห็นไม่ตรงด้านวิชาการเป็นสิ่งดีงาม หอประชุมจึงมีแท่นบรรยายหรือโพเดียม 2 แท่น ที่หน้าห้องและหลังห้อง หันหน้าประจัญบานกัน น่าสนใจมาก เถียงกันได้ เพื่อให้เกิดปัญญา พอออกจากห้อง ก็กอดกันได้ เป็นเพื่อนรักกันได้

มหาวิทยาลัยแอลเอ็มยู สุดยอดมหาวิทยาลัยของรัฐบาวาเรียตอนใต้ของเยอรมนี ก็มีศิษย์เก่าและอาจารย์ได้รับรางวัลโนเบล 42 คน มีนักฟิสิกส์ชื่อก้องโลก มักซ์ พลังค์ และสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ก็เรียนจบจากที่นี่ เปิดการเรียนการสอนหลายคณะ โดยเฉพาะคณะวิทยาศาสตร์ และคณะแพทยศาสตร์ นั้นถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

มหาวิทยาลัยทียูเอ็มแม้จะเป็นน้องใหม่ ไม่ได้เก่าแก่มาก แต่ รูดอล์ฟ ดีเซล ผู้คิดค้นประดิษฐ์เครื่องยนต์ดีเซลก็เรียนจบจากที่นี่ ยังมีศิษย์เก่าและอาจารย์ได้รับรางวัลโนเบล 16 คน มีวิสัยทัศน์เป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีที่ครบวงจรที่สุดของโลก มุ่งสร้างทั้งผลงานวิจัย สร้างนวัตกรรม และสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่

ที่น่าสนใจมากคือ แม้จะเป็นมหาวิทยาลัยเทคนิค แต่กลับมีคณะแพทยศาสตร์ เพราะเชื่อว่าแพทย์และเทคโนโลยีต้องไปด้วยกัน จึงเน้นสร้างแพทย์ที่โดดเด่นด้านการวิจัยและนวัตกรรม นักศึกษาแพทย์ปีที่ 1-2 ต้องเรียนร่วมกันนัก ศึกษามหาวิทยาลัยแอลเอ็มยู ซึ่งก็มีคณะแพทยศาสตร์เช่นกัน แม้จะเป็นคู่แข่งกัน แต่ก็มาช่วยกันสร้างคนเยอรมันชั้นยอดร่วมกัน ช่วยกันทำสิ่งที่ตนถนัดให้ดีที่สุด

สามมหาวิทยาลัยสุดยอดของเยอรมนีสอนเราว่า แม้จะต้องแข่งขันกันหนักแค่ไหนก็ตาม ในโลกยุคดิสรัปชั่นนี้ เรายังต้องร่วมมือกัน แต่ที่ยากที่สุด คือ การต้องเปิดใจก่อน ไม่เช่นนั้น อะไรก็เป็นไปไม่

ภาพ เอเอฟพี

ข่าวอื่นๆ