ฝึกอบรมอย่างมีคุณภาพ

  • วันที่ 05 ม.ค. 2562 เวลา 14:51 น.

ฝึกอบรมอย่างมีคุณภาพ

หากต้องการพัฒนาทักษะของบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า การอบรมในห้องเรียนที่เน้นการฝึกปฏิบัติ และการใช้ข้อมูลสะท้อนกลับอย่างมีคุณภาพ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

*********************

โดย...ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ Chief Learning Officer บริษัท แอคคอม แอนด์อิมเมจ อินเตอร์เนชั่นแนล

เวลาที่เราซื้อของใช้หรืออาหารมาเก็บไว้ทานที่บ้าน เรามักจะดูวันหมดอายุ เพราะคงไม่มีใครอยากเสียเงินไปฟรีๆ โดยยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าหรือเพลิดเพลินกับอาหารที่ซื้อมาจริงๆ

เมื่อกล่าวถึงการพัฒนาผู้บริหารและบุคลากร ย้อนกลับไปในอดีตที่การเปลี่ยนแปลงต่างๆ รอบตัวเรา ไม่ได้รวดเร็วเหมือนในปัจจุบัน การลงทุนพัฒนาทักษะใดๆ ให้ผู้บริหารและบุคลากรในรูปแบบฝึกอบรมไปแล้ว ผู้เข้าอบรมก็จะสามารถนำมาใช้งานได้นานหลายปี ซึ่งก็กล่าวได้ว่าคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายและเวลาที่ลงทุนไป

ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นไปอย่างรวดเร็ว ถึงกับมีการทำนายกันว่า ทักษะหลายๆ ทักษะ จะมีอายุสั้นลงเหลือเพียงหนึ่งปีถึงครึ่งปีเท่านั้น นั่นคือทักษะก็มีวันหมดอายุเช่นกัน นอกจากนั้นการประเมินเพื่อระบุทักษะใหม่ๆ ที่จำเป็นต่อการพัฒนาก็สำคัญมาก เพราะหากผู้บริหารและบุคลากรขาดทักษะใหม่ๆ ที่สอดคล้องหรือทันกาลกับกลยุทธ์ขององค์กรก็อาจเกิดปัญหาหรือความล่าช้าในการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงได้

ในขณะที่เรามีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเรียนรู้มากขึ้น เพื่อการเรียนรู้แบบเมื่อไหร่ และที่ไหนก็ได้ผ่านหน้าจอที่เราถืออยู่ ที่เราเรียกว่า E-learning หรือ Micro-learning ซึ่งก็น่าจะมาช่วยให้การเรียนรู้เร็วขึ้นได้บ้าง อย่างไรก็ตาม รูปแบบนี้จะเหมาะกับการให้ข้อมูลความรู้ที่ไม่เยอะจนเกินไป หรือการพัฒนาทักษะที่ไม่ซับซ้อนมากนัก

ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์ของการเรียนรู้ยังคงยืนยันว่า หากเราต้องการพัฒนาทักษะของบุคคลอย่างมีประสิทธิผลและคุ้มค่า การอบรมในห้องเรียนที่เน้นการฝึกปฏิบัติ และการใช้ข้อมูลสะท้อนกลับ (Feedback) อย่างมีคุณภาพ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

การจัดการการอบรม หรือเรามักจะเรียกติดปากว่า Training ดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่จริงแล้วเป็นเรื่องที่ต้องใช้ศาสตร์ในการเรียนรู้ (The Science of Learning) และศิลป์ในการถ่ายทอดและอำนวยการเรียนรู้ (The Art of Facilitating) เข้ามาช่วย เพื่อให้องค์กรและผู้เข้าอบรมได้รับความคุ้มค่ามากที่สุด เทคนิคนั้นมีมากมาย แต่วันนี้ดิฉันขอแลกเปลี่ยนสามข้อก่อนดังนี้

หนึ่ง คุณภาพมาก่อนปริมาณ ความคุ้มค่าในการอบรม ไม่ใช่การให้ปริมาณเนื้อหามากจนเกินไปในแต่ละครั้ง แต่เป็นการช่วยให้ผู้เข้าอบรมสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้ได้จริงในการปฏิบัติงาน หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านความคิด ความรู้สึกและการลงมือทำตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

ก่อนที่จะออกแบบการอบรม จึงต้องตั้งคำถาม เช่น “หลังจากอบรมไปแล้ว ต้องการเห็นผู้เข้าอบรมมีความสามารถในการทำอะไร” หรือ “ต้องการเห็นผู้เข้าอบรมเปลี่ยนแปลงในด้านใด”

ในด้านการออกแบบเนื้อหา สิ่งที่ไม่ควรทำคือ ถาโถมข้อมูลให้ผู้เรียน ซึ่งอาจมาจากความซับซ้อนของเนื้อหาที่ยังขาดการเรียบเรียงให้เข้าใจง่าย หรือมาจากรูปภาพหรือกราฟสถิติต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับทักษะที่ต้องการ หนึ่งในวิธีการที่ช่วยผู้เข้าอบรมให้รับเนื้อหาใหม่ได้เร็ว คือช่วยให้ผู้เรียนเชื่อมโยงเรื่องใหม่กับเรื่องที่รู้อยู่แล้ว

สอง ออกแบบการวัดผลตั้งแต่ต้นทาง อาจจะฟังดูแปลกๆ ที่เราให้เวลากับเรื่องวัดผลก่อนจะออกแบบเนื้อหาและวิธีการเรียนการสอน แต่เมื่อได้ผลลัพธ์ที่ต้องการจะวัดแล้ว จะทำให้เราออกแบบเนื้อหาที่จำเป็น รูปแบบการฝึกปฏิบัติ การให้ Feedback และรูปแบบการวัดผลทั้งทางตรงและทางอ้อมได้สอดคล้องกัน

ในการอบรมที่คุ้มค่า เราไม่ได้ต้องการวัดผลเพียงแค่ “ผู้เรียนรู้อะไรบ้าง” แต่ต้องการวัดไปถึงระดับที่ว่า “ผู้เรียนทำหรือเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง”

สาม การสนับสนุนหลังจากการอบรม ในยุคที่ข้อมูลความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ การอำนวยให้เกิดการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการ (Informal Learning) หรือบรรยากาศที่ส่งเสริมให้คนสนใจเรียนรู้อยู่เสมอ สำคัญเท่าๆ กับการออกแบบการเรียนรู้แบบเป็นทางการ (Formal) ในห้องอบรม

ที่สำคัญ การออกแบบวิธีการหรือเทคนิคเพื่อสนับสนุนผู้เรียนในการประยุกต์ใช้ทักษะในงานจริง เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ ตัวอย่างเช่น มีระบบและวิธีการให้ Feedback ทั้งระหว่างการอบรมและหลังจากการอบรม ข้อนี้มีความสำคัญเท่าๆ กับการออกแบบเนื้อหาการอบรมเลยทีเดียว

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2562 ดิฉันขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย โปรดดลบันดาลให้ท่านผู้อ่านของโพสต์ทูเดย์มีแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพกายและใจแข็งแรง คิดและหวังสิ่งใดขอให้สมดังปรารถนา โชคดีมีชัยตลอดปีใหม่นี้นะคะ

ข่าวอื่นๆ