ห้ามจอด

  • วันที่ 27 ก.พ. 2561 เวลา 11:57 น.

ห้ามจอด

โดย...ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย

จากข่าวทุบรถยนต์ที่มาจอดขวางหน้าบ้านเพื่อไปซื้อของในตลาดที่อยู่รอบด้าน จนต้องร้องถาม กทม.ว่าทำไมปล่อยปละละเลย ทั้งที่มีการร้องเรียนกันไปก่อนหน้านี้นานแล้ว ประเด็นเรื่องข้อพิพาทก็คงเป็นเรื่องที่ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย แต่เรื่องที่น่าขบคิด คือ ปัญหาการจอดรถไม่เป็นที่เป็นทางในกรุงเทพฯ ทั้งที่จอดในที่ห้ามจอดทั่วไป จนถึงจอดตามสี่แยก ตามหัวโค้ง คนไทยก็ยังใจกล้า จอดได้เป็นจอด บ้างก็จอดข้ามคืน บ้างก็จอดจนเป็นที่ของตัวเอง เวลาไม่อยู่ก็ยังกล้าเอาเก้าอี้หรือกรวยส่วนตัวไปจับจองเลยก็มี เห็นอยู่ถมไป

ถนนในกรุงเทพฯ ซึ่งไม่พอกับจำนวนรถอยู่แล้ว หากจอดผิดที่ ก็ทำให้ถนนแคบเข้าไปอีก รถก็ยิ่งติดหนัก ตามซอยในกรุงเทพฯ ก็จะเห็นแบบนี้จนชินชา แม้แต่ถนนสายหลักก็ยังไม่เว้น พอเวลาฝนตก น้ำระบายไม่ได้ น้ำก็ท่วม เพราะรถไปจอดขวางปากท่อระบายน้ำ กทม.จะเอาคนมาทำความสะอาดก็เข้าถึงได้ยาก เพราะรถจอดขวางตลอดแนว นี่คือผลกระทบจากการจอดรถไม่เป็นที่ ปัญหาที่พลเมืองส่วนใหญ่คิดว่าคงไม่มีทางแก้ได้ แต่ในความเป็นจริง เราทำให้ดีขึ้นได้แน่นอน เพราะมหานครอื่นทั่วโลกทั้งนิวยอร์ก โตเกียว ลอนดอน ก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน แต่แก้ไขได้

วิธีการจัดการกับเรื่องการจอดรถในที่ห้ามจอด ต้องทำทั้งสามด้าน คือ 1.ด้านกฎระเบียบ 2.ด้านโครงสร้างการบริหารเมือง และ 3.ด้านเทคโนโลยี

หนึ่ง แม้กฎหมายไทยจะเอาโทษกับคนจอดรถในที่ห้ามจอด แต่ยังปรับไม่มากพอที่จะทำให้เกรงกลัว ขณะที่ในต่างประเทศ จะต้องเสียค่าปรับราคาแพง ใครโดนไปมักจะเข็ดไม่กล้าทำอีก ตอนสมัยที่ผมเรียนอยู่สหรัฐอเมริกา ขับรถไปไหนหาที่จอดไม่ได้ ก็ขอแอบจอดในที่ห้ามจอด คิดว่าสัก 5-10 นาที คงไม่เป็นไร ปรากฏว่าเจอใบสั่งทุกที บางครั้งกลับมารถถูกลากไปแล้ว ต้องนั่งรถแท็กซี่ออกไปอู่เก็บนอกเมือง เพื่อไถ่ถอนรถในราคาหลายพันบาท ทำให้ผมไม่กล้าจอดผิดที่อีกต่อไป แต่ละเมืองจะให้สัมปทานบริษัทเอกชนลากรถที่จอดผิดที่ บริษัทจึงต้องลากรถให้มากที่สุด เพราะรายได้มาจากค่าไถ่ถอน ดังนั้นจะขยันวิ่งลากทั้งวันทั้งคืนเพื่อหาเหยื่อที่จอดผิดที่ กทม.น่าจะลองทำตามบ้าง

สอง โครงสร้างจัดการนั้นก็สำคัญมาก ปัจจุบันตำรวจจราจรเป็นผู้ให้ใบสั่ง ล็อกล้อ แต่ไม่ค่อยได้ผลเพราะไม่ได้ประสานกับ กทม. และการจัดการจราจรก็ไม่สามารถทำได้อย่างเป็นระบบ คงถึงเวลาที่รัฐควรดำเนินการเรื่องโอนตำรวจจราจรมาอยู่กับ กทม.เสียที

และสาม ด้านเทคโนโลยี ซึ่งในอดีตอาจคิดว่าคงไม่มีทางช่วยแก้ปัญหาของกรุงเทพฯ ได้ แต่ในวันนี้ เทคโนโลยีคือปัจจัยใหม่ ที่จะทำให้ปัญหาที่ไม่เคยแก้ไขได้ สามารถช่วยให้ดีขึ้นได้ เช่น กรุงลอนดอนได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดซึ่งนอกจากจะช่วยเรื่องความปลอดภัยแล้ว ยังฉลาดมากด้วยอัลกอริทึมแบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่สามารถวิเคราะห์สภาพการจราจร จนควบคุมสัญญาณไฟจราจรเพื่อแก้ปัญหารถติดอย่างได้ผล ยิ่งไปกว่านั้นกล้องยังระบุได้ว่ามีรถจอดในที่ห้ามจอด จะบันทึกเลขทะเบียนรถ แล้วโทรศัพท์อัตโนมัติไปถึงเจ้าของให้เลื่อนรถออก หากไม่ได้รับการตอบสนอง ก็จะสั่งการไปยังรถลากที่อยู่ใกล้ที่สุดมาลากออกไปทันที ไม่ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่รัฐเลย

เชื่อว่าปัญหาการจอดรถในที่ห้ามจอดก็จะค่อยๆ หมดไป หาก กทม.เร่งดำเนินการทั้งสามด้านนี้

ข่าวอื่นๆ