นาฬิกาอาถรรพ์

วันที่ 19 ธ.ค. 2560 เวลา 12:01 น.
นาฬิกาอาถรรพ์
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง

เมื่อมีประเด็นเกี่ยวกับนาฬิกา ทำให้นึกถึง สุเมธ ตันติเวชกุล ที่ท่านเคยเล่าเรื่องเกี่ยวกับนาฬิกาของในหลวงรัชกาลที่ 9 ไว้ว่า “เมื่อครั้งไปถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ในพระราชวัง มีโอกาสได้เฝ้าพระองค์ท่านอย่างใกล้ชิด รู้สึกตื่นเต้นมาก ก็เลยแอบเมียงมองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่พระเศียรจรดพระบาท มองแบบบันทึกทุกสิ่งทุกอย่าง พระองค์ท่านทรงสังเกตเห็นว่า นายคนนี้ดูเราทุกสิ่งทุกอย่างเลย มีอะไรที่อยากดูจึงให้ดูหมด พระองค์ท่านเลิกแขนเสื้อให้ดู สุเมธเลยได้เห็นนาฬิกาของพระเจ้าอยู่หัวเป็นครั้งแรก

พอกลับออกมาก็ไปถามใครต่อใครว่า นาฬิกาที่พระองค์ทรงใช้นั้นมีวางขายที่ไหน ถามไปถามมาถึงกับตกใจเมื่อรู้ว่านาฬิกาเรือนนั้น ราคา 700 บาทเท่านั้น ส่วนของตัวเองใช้ยี่ห้อโรเล็กซ์ จึงถอดออกเลยตั้งแต่นั้นมา ไม่กล้าใส่เกินพระองค์ท่าน ท่านยังเคยบอกว่ามันไม่ใช่โรเล็กซ์ เป็นโรแหลก คือ ใช้เงินมากเหลือเกินกว่าจะได้มา”

นาฬิกานอกจากจะใช้ประโยชน์เพื่อดูเวลาแล้ว ยังใช้เป็นเครื่องประดับที่บ่งบอกฐานะให้กับเจ้าของด้วย นาฬิกาในวันนี้ จึงมีราคาตั้งแต่หลักร้อยบาท จนถึงเกือบร้อยล้านบาท  

คนไทยวันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักนาฬิกา Richard Mille แม้ไม่ใช่นักเลงหรือนักสะสมนาฬิกา รู้จักในฐานะที่เป็นนาฬิกาหรูที่แพงกว่ารถยนต์คันโตจากยุโรป ทั้งๆ ที่ Richard Mille เพิ่งจะเริ่มวางตลาดเมื่อปี ค.ศ. 2001 ว่ากันว่าราคาของนาฬิกายี่ห้อนี้มีตั้งแต่ 8 หมื่น-2 ล้าน หน่วยไม่ใช่เป็นบาท แต่เป็นดอลลาร์ครับ อยากทราบว่าเท่าไหร่ก็คูณกันเอาเอง

นาฬิกาอาถรรพ์ในวันนี้ ไม่ได้เป็นนาฬิกาที่ลี้ลับหรือต้องคำสาปใดๆ แต่เป็นนาฬิกาธรรมดาๆ ที่ไม่ธรรมดา อันเนื่องจากราคาแพงจนเหลือเชื่อ แพงจนทำให้เกิดอาถรรพ์

จะไม่ให้เรียกว่านาฬิกาอาถรรพ์ได้อย่างไร ในเมื่อคนใส่ระดับรองนายกรัฐมตรีไทย อย่างบิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ ที่ใหญ่จนนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ยังต้องให้ความเกรงใจ ท่านเพียงยกแขนที่ใส่นาฬิกาขึ้นปิดหน้าปิดตาเท่านั้น เป็นข่าวครึกโครมทันที และดูท่าจะเป็นเรื่องใหญ่ที่คงไม่จบง่ายๆ ด้วย และอาจจะถึงขั้นปลาตายน้ำตื้น

วันนี้ พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ยังเล่นตีกรรเชียงหลบเลี่ยงไม่ยอมตอบคำถามนักข่าว จะอ้างว่าซื้อจากคลองถมหรือเสิ่นเจิ้นก็ไม่ได้ เสียเกียรติยศรองนายกฯ และคงรู้ดีว่า ทุกคำที่พูดออกไปจะเป็นหลังฐานมัดตัวเองในอนาคต ข้อหาไม่แจ้งทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.นี้ หนักใจแทนอาตั่วเฮียว่า จะหาข้อแก้ตัวอย่างไร

มีใครไม่ทราบ รวบรวม 9 คำอ้างเหตุผลที่ไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. แต่ไปไม่รอด ในท้ายสุดศาลตัดสินว่ามีความผิดทั้ง 9 ข้ออ้าง ดังนี้

(1)  “ยืมเพื่อนมาใช้” เป็นคำอ้างของ สุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม กรณีรถยนต์ Volkswagen มูลค่า 2.9 ล้านบาท ศาลตัดสินจำคุก 10 เดือน ห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 5 ปี

(2)  “เป็นของๆ แม่” (3) “ยังไม่ถึงเวลาต้องยื่น”

เป็น 2 คำอ้างของ เกษม นิมมลรัตน์ อดีต สส.เชียงใหม่ เรื่องการโอนหุ้นบริษัท A ให้มารดา เป็นเงินกว่า 70 ล้านบาท อ้างว่าเพื่อใช้หนี้ที่เคยติดกันอยู่ (อ้างว่าหุ้นบริษัทนี้เป็นของมารดาจึงไม่ยื่น) กับไม่แจ้งการขายหุ้นบริษัท B โดยอ้างว่ายังไม่ถึงเวลาที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน คดีนี้ศาลตัดสินจำคุก 12 เดือน และห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 5 ป

(4) “คิดว่าตัวเองไม่เกี่ยวข้อง” เหตุผลนี้ อรพินท์ มั่นศิลป์ อดีต สว.นครสวรรค์ อ้างว่า หนี้สิน 171 ล้านบาท ที่ไปค้ำประกันบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งเป็นของอดีตสามีที่ไปทำสัญญาประนีประนอมกับเจ้าหนี้แล้ว จึงคิดว่าตัวเองไม่มีภาระผูกพัน ศาลตัดสินจำคุกเธอ 2 เดือน แต่เปลี่ยนเป็นรอการกำหนดโทษ 1 ปี ปรับ 4,000 บาท และห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 5 ปี

(5) “คนให้ข้อมูลไม่รู้จริง” ยงยุทธ ติยะไพรัช เจ้าของฉายายุทธตู้เย็น ถูกระบุว่า ทำนิติกรรมอำพรางด้วยการโอนหุ้นบริษัทให้กับน้องภรรยา เพื่อเลี่ยงกฎห้ามรัฐมนตรีถือหุ้น เขาชี้แจงว่าพยานที่ ป.ป.ช.นำมาไต่สวนไม่รู้จริง และรายงานของผู้สอบบัญชีก็คลาดเคลื่อน ศาลท่านไม่เชื่อ ตัดสินจำคุก 2 เดือน ให้รอการกำหนดโทษ 1 ปี ปรับ 4,000 บาท และห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดเป็นเวลา 5 ปี

(6) “สับสน เพราะมีทรัพย์สินเยอะ” พีระพงศ์ อิศรภักดี อดีตผู้อำนวยการ ขสมก. ชี้แจงว่า ที่ไม่แสดงบัญชีเงินฝาก 15 บัญชี เกิดจากได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกและดูแลการเงินภายในครอบครัว ทำให้ต้องเปิดบัญชีเงินฝากจำนวนมาก เป็นเหตุให้สับสนยื่นบัญชีได้ไม่หมด แต่ศาลระบุว่า “ไม่สมเหตุสมผล” ลงโทษได้เพียงห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง 5 ปี เพราะโทษจำคุกนั้นหมดอายุความไปแล้ว (ป.ป.ช.นำตัวพีระพงศ์มาส่งศาลช้า)

(7) “เข้าใจคลาดเคลื่อน” ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ อดีต สส.เชียงใหม่ ลูกเจ๊แดง ไม่แจ้งการเป็นหนี้เงินกู้ 100 ล้านบาท โดยเธออ้างว่า เข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากหนี้สินส่วนนี้ในเวลานั้นถูกอายัดอยู่ คิดว่าไม่ต้องยื่นก็ได้ แต่ศาลเห็นว่า “ไม่มีเหตุผลพอให้รับฟัง” ให้พ้นจากตำแหน่ง สส.ทันที พร้อมจำคุก 2 เดือน ให้รอการกำหนดโทษ 1 ปี ปรับ 4,000 บาท และห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 5 ปี

(8) “มีคนแนะนำว่าไม่ต้องยื่น” เสี่ยตือ-สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง และ สส.อ่างทอง หลายสมัย ใช้ชี้แจงว่า ได้ปรึกษากับ ป.ป.ช.แล้ว แต่ในเมื่อทรัพย์สินเหล่านั้นไม่ได้ใส่ชื่อตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และใช้เงินกงสีซื้อ ก็ไม่จำเป็นต้องยื่น ศาลไม่เชื่อ พิพากษาให้จำคุก 6 เดือน ให้รอการกำหนโทษ 3 ปี ปรับ 10,000 บาท และห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี

(9) “น้ำท่วม ต้องย้ายบ้าน” วิฑูร กรุณา อดีตที่ปรึกษา รมว.วัฒนธรรม เคยใช้คำอ้างนี้ ถึงเหตุที่ไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน ทั้งที่ ป.ป.ช.ส่งหนังสือแจ้งเตือนถึง 6 ครั้ง แต่ศาลเห็นว่า “เป็นคำให้การที่ไม่มีเหตุผลสมควรรับฟัง”  ตัดสินจำคุก 4 เดือน ให้รอการกำหนดโทษ 1 ปี ปรับ 8,000 บาท และห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี

สำหรับ พล.อ.ประวิตรที่ลือกันว่า ท่านจะให้เหตุผลว่า “แหวนมารดา นาฬิกาเพื่อน” ถึงเวลาจะเป็นอย่างไร โปรดช่วยกันเตือนความจำ ป.ป.ช.ว่าอย่าหลงลืมเรื่องนี้ เพราะคดีไม่ยากที่จะสะสาง

รอดูกันว่า พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์จะยังมีมนตร์ขลังใหญ่พอที่จะเอาตัวรอดได้หรือไม่

บทความแนะนำ