ประเทศไทยหลังอ่านคำพิพากษาคดีอดีตนายกฯ "ปู"

  • วันที่ 27 ก.ย. 2560 เวลา 12:17 น.

ประเทศไทยหลังอ่านคำพิพากษาคดีอดีตนายกฯ "ปู"

โดย...ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย

ในวันที่ 27 ก.ย. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีการอ่านคำพิพากษาคดีอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากความเสียหายโครงการรับจำนำข้าวเป็นการอ่านคำพิพากษาลับหลัง เพราะจำเลยอยู่ระหว่างการถูกหมายศาลจับในข้อหาหนีศาลและน่าจะไม่อยู่ในประเทศ ผลของคำพิพากษาจะออกมาในทางใดจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาคงบอกเป็นนัยคาดเดาได้ระดับหนึ่ง อีกทั้งยังมีคดีที่จะตามมารวมทั้งโอกาสการถูกยึดทรัพย์

ประเด็นที่อยากจะสื่อสารคงเลยจากคำพิพากษาว่าออกมาทางใดหรืออดีตนายกรัฐมนตรีหนีไปไหน ออกไปได้อย่างไร จะกลับมาหรือไม่ ช็อตที่อยากให้มองข้ามออกไปคือ การเมืองไทยหลังยุคพ้นตระกูลชินวัตรจะเป็นอย่างไร เพราะคุณทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถูกปฏิวัติเมื่อ 19 ก.ย. 2549 ในข้อหาทุจริตจนต้องหนีออกไปนอกประเทศใช้เวลาถึง 11 ปี ดิ้นรนทุกอย่างจนชนะเลือกตั้ง 2 ครั้ง ดันพี่เขยจนได้เป็นนายกรัฐมนตรีได้แต่ไม่สามารถพากลับประเทศได้

และยังสู้ไม่ถอยทุ่มเททุกวิถีทางทั้งเงินทองและหนุนเสื้อแดงเป็นทัพหน้าจนทำให้น้องสาวเป็นนายกฯ หญิงคนแรกแต่อยู่ในตำแหน่งถึง 3 ปี พยายามออกกฎหมายนิรโทษกรรมและทำทุกวิถีทางที่จะให้พี่ชายได้กลับคืนการเมืองไทย จนในเวลาต่อมาประวัติศาสตร์ซ้ำรอยถูก คสช.ปฏิวัติตามมาด้วยโดนคดีทุจริตจำนำข้าวจนต้องหนีศาลมีโอกาสรับโทษทั้งอาญาและยึดทรัพย์เป็นหลักหมื่นล้าน ถึงจะรวยแค่ไหนเงินขนาดนี้ก็คงหนักพอควร

คำถามการเมืองไทยหลังยุคตระกูลชินวัตรจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางใด โฉมหน้าการเมืองจะเป็นอย่างไรไม่ขอวิจารณ์แต่ทางเศรษฐกิจความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุนดีแน่ เห็นได้จากดัชนีเชื่อมั่นของตลาดทุนเป็นบวกถึงร้อยละ 19.34 และความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมเป็นบวกเล็กน้อย แสดงว่าเอกชนมองปัจจัยความต่อเนื่องของการบริหารประเทศเป็นสำคัญ

ขณะที่ฟากรัฐบาลดูมั่นใจไม่กังวลโรดแมปเลือกตั้งระบุว่าปลายปีหน้ามีแน่นอน แต่กันเหนียวบอกว่าต้องรอกฎหมายลูกให้แล้วเสร็จ การต่อเนื่องของรัฐบาลจะส่งผลต่อโครงการต่างๆ ที่ผลักดัน เช่น รถไฟฟ้าเชื่อมจังหวัดสำคัญโดยเฉพาะสายโคราช ซึ่งจะมีการตอกหมุดในเร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรถไฟไทย-จีน เชื่อมหนองคาย-เวียงจันทน์-คุนหมิง

ความต่อเนื่องของรัฐบาลจะมีผลต่อโครงการอภิโปรเจกต์ EEC หรือระเบียงเศรษฐกิจพิเศษตะวันออกจะมีการชงเป็นกฎหมายเข้า สนช. เพื่อประกาศให้มีผลบังคับใช้ในปลายปี โครงการนี้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มุ่งมั่นเป็นงานชิ้นโบแดงและจะเป็นอีสเทิร์นซีบอร์ดเฟส 2 หลังจากเฟสแรก ยุคนายกฯ เปรม ติณสูลานนท์ ประสบความสำเร็จผ่านมา 30 ปี ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยยืนมาได้ถึงจุดนี้ เป็นประเทศซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจลำดับที่ 28 ของโลก มูลค่า 390,592 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 13 ล้านล้านบาท เป็นระดับ 2 ของอาเซียน

การผลักดัน EEC รัฐบาลคาดว่าใช้เงินลงทุนใน 5 ปีแรกทั้งรัฐและเอกชนรวมกันน่าจะใกล้ๆ 1.5 ล้านล้านบาท มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขยายท่าเรือแหลมฉบัง สร้างท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่ที่สัตหีบ ขยายสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินใหญ่แห่งที่ 3 สร้างถนนมอเตอร์เวย์ 3 สาย รถไฟฟ้าไฮสปีด กทม.-ระยอง บอกว่าเมื่อสร้างเสร็จจะสร้างงานได้หนึ่งแสนตำแหน่ง และเศรษฐกิจของไทยจะโตเฉลี่ยได้ปีละร้อยละ 6 ทราบว่านักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ เช่น แอร์บัส ค่ายรถยนต์ทั้งญี่ปุ่นและยุโรป อุตสาหกรรมผลิตหุ่นยนต์ระดับโลก อาลีบาบากรุ๊ป และนักลงทุนญี่ปุ่นจะยกโขยงมาลงทุน

การเมืองไทยหลังการเลือกตั้งอาจขาดตัวละครที่เป็นที่ชื่นชอบซึ่งจะต้องประเมินว่าคุณทักษิณทุ่มเทขนาดนี้จะเอาอย่างไรต่อ คงตอบได้ยากหากคิดอย่างนักธุรกิจเล่นมาขนาดนี้คงต้องพอแค่นี้ เรียกว่า “Cut Lost” เพราะ 10 กว่าปีที่ผ่านมาทั้งพี่เขยและน้องสาวเป็นถึงนายกฯ ยังเอาตัวกลับมาบ้านไม่ได้แถมยังต้องระเห็จหนีออกนอกประเทศ แต่หากใช้ “แค้นนี้ต้องชำระ” เรื่องเงินคงไม่เท่าไรแต่ฐานเสียงจะเหนียวแน่นเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะการที่นายกฯ ปูหนีศาลคงต้องหาเหตุผลดีๆ มาอธิบายกับประชาชน

อีกทั้งนักการเมืองหัวคะแนนที่เคยอยู่ข้างเดียวกันอาจไม่อยากตกขบวนเป็นฝ่ายค้านเพราะรู้ว่ารัฐบาลหน้าด้วยโครงสร้างคงอยู่ยาว ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยเอื้อต่อ คสช. และช่วงเวลานี้คงหาใครมาทาบ พล.อ.ประยุทธ์ ค่อนข้างยาก ซึ่งจะทำให้นโยบายต่อเนื่อง ส่วนจะปลดล็อกนักการเมือง เมื่อใดยังไม่ค่อยชัดเพราะว่ายิ่งช้า ทำให้นักการเมืองมืออาชีพตั้งตัวไม่ทัน การเมืองจะอ่อนแอหลายพรรคมีปัญหาที่ต้องสะสางอีกมาก คงทำให้พรรคการเมืองของไทยอ่อนเปลี้ยไประดับหนึ่ง

การเปลี่ยนแปลงของไทยหลังคำพิพากษาของศาลมีแน่นอน จากนี้ไปผู้บริหารประเทศคงต้องระมัดระวังโครงการที่สุ่มเสี่ยง ขณะเดียวกันข้าราชการประจำไม่ว่าจะเป็นปลัด หรืออธิบดีคงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างตำแหน่งที่อาจต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงเข้าคุกเข้าตะรางจนไปถึงถูกยึดทรัพย์ นักการเมืองเก่าต้องลอกคราบให้เข้ากับยุคสมัย โครงการริเริ่มใหม่หรือสโลแกนหาเสียงต้องระมัดระวัง ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลคงเปลี่ยนอะไรไม่ได้มาก เพราะถูกล็อกไว้ด้วยยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แต่ในด้านดีเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง แต่ต้องดูเรื่องเหลื่อมล้ำอย่าให้รวยกระจุกแต่จนกระจาย...นะครับ

(สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์  www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat)

ข่าวอื่นๆ