ต้องพลิกวิกฤต เป็นโอกาส

  • วันที่ 25 ก.ค. 2560 เวลา 10:54 น.

ต้องพลิกวิกฤต เป็นโอกาส

โดย...ไพรัช วรปาณิ กรรมการอัยการ

“Churchill” นายกรัฐมนตรีนามกระเดื่องก้องโลกแห่งประเทศอังกฤษ เคยกล่าวไว้ว่า “The price of greatness is responsibility

ปรากฏการณ์ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าที่เกิดเหตุบัญชาการ “จัดหนัก” คดีสะเทือนขวัญฆ่า 8 ศพ ที่ จ.พังงา ด้วยตนเองอย่างเด็ดเดี่ยวทันท่วงที จนสามารถจับกุมแก๊งมือปืน และซูริก์ฟัต หรือ บังฟัต บ้านนบวงศ์สกุล คนร้ายฆ่า วรยุทธ สังหลัง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.บ้านกลาง อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ พร้อมครอบครัวถึง 8 ชีวิตอย่างโหดเหี้ยม เป็นข่าวดังกระหึ่มทั้งสื่อในประเทศและต่างประเทศ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ท่ามกลางเสียงชื่นชมของประชาชนและผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ซึ่งมองว่าผลงานของ ผบ.ตร.ในครั้งนี้ มีส่วนทำให้เกียรติยศชื่อเสียงขององค์กรผู้พิทักษ์สันติราษฎร์กลับคืนมาเป็นที่ศรัทธาของประชาชนเป็นที่ประจักษ์อีกครั้ง

เมื่อผู้เขียนเห็นความตั้งใจจริงของท่าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ที่มุ่งมั่นทุ่มเทกำลังกาย-ใจ นำชุดดรีมทีม อันมี พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน พล.ต.อ.สุเทพ เดชรักษา รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ ที่ปรึกษา 10 ไปปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันจนประสบความสำเร็จดังกล่าวในที่สุด จึงต้องปรบมือให้ด้วยสัญเจตนา

คดีใหญ่ขนาดนี้ การจะทำได้สำเร็จลุล่วงในเวลาไม่กี่วัน ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ใช่โชคช่วยแน่นอน คงต้องอาศัยความมุ่งมั่นจริงจังจากจิตใจอันเข้มแข็งของ ผบ.ตร.เป็นประการสำคัญดังจะได้เห็นจากวาจาของท่านจักรทิพย์ ที่ได้ลั่นว่า ไม่หวั่นที่คนร้ายจะต่อสู้แม้แต่น้อย ทางตำรวจพร้อมที่จะจับตาย หรือวิสามัญฆาตกรรมสำหรับคดีนี้ ซึ่งเป็นการวางแผนการปราบปรามที่สมเหตุสมผล เพราะคนร้ายมีพฤติกรรมโหดเหี้ยมอำมหิต ฆ่าแม้กระทั่งเด็กและผู้หญิงที่ปราศจากอาวุธ จึงพึงใช้มาตรการเด็ดขาดในการปราบปรามกวาดล้างให้สิ้นซาก ดังที่ปรากฏเป็นข่าวดังไปทั่วทุกสารทิศ

การที่ ผบ.ตร.อุตส่าห์เดินทางลงใต้ไปอำนวยการสืบสวนจับกุมคนร้ายได้ทั้งหมดในเวลาอันรวดเร็ว เชื่อว่า นอกจากจะภาคภูมิใจในผลงานของตัวท่านเองแล้ว ยังมีผลต่อขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจโดยทั่วหน้าอีกด้วย เพราะจะทำให้ผู้คิดจะก่ออาชญกรรมรายต่อๆ ไปต้องคิดหนักและอาจถึงขั้นใจฝ่อเกรงกลัวกฎหมายบ้านเมืองและศักยภาพของตำรวจโดยปริยาย

หลังเกิดเหตุมีเพื่อนพ้องน้องพี่หลายท่านเป็นห่วงเป็นใยประเด็นเรื่องการท่องเที่ยวและถามไถ่มาจำนวนมากว่า เมื่อเกิดคดีสะเทือนขวัญเช่นนี้ จะทำให้ จ.กระบี่ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทิวทัศน์สวยงามเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวต่างนั้น จะเกิดผลกระทบต่อกิจการการท่องเที่ยวหรือไม่ เพียงใด

ประเด็นนี้ผู้เขียนเผอิญได้มีโอกาสสนทนากับเพื่อนฝูงในงานเลี้ยงแสดงความยินดีแก่ ศ.วิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรมคนใหม่ อันมี ท่านพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ท่านเข็มชัย ชุติวงศ์ ว่าที่อัยการสูงสุด ท่านสมชาย แสวงการ สนช.คนดัง และท่านสมัคร เจียมบุรเศรษฐ์ อดีตเลขาพรรคประชาธิปัตย์ ผู้คร่ำหวอดทางการเมืองมาร่วมงานด้วย

ในวงสนทนาต่างมีมุมมองเป็นแนวทางเดียวกันว่า คดีนี้แม้จะฆาตกรรมถึง 8 ศพก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เป็นการฆ่าล้างแค้นส่วนตัว อันเนื่องมาจากผลประโยชน์ขัดกันระหว่างปัจเจกชนธรรมดา มิได้เป็นการก่อการร้าย ก็ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อความรู้สึกของนักท่องเที่ยวแต่ประการใด ในทางตรงข้ามการได้เห็นตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายได้ทันควันดังนี้ น่าจะเพิ่มความมั่นใจในศักยภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจการรักษาความสงบของบ้านเมืองยิ่งขึ้นไปอีก จึงวิเคราะห์สรุปตรงกันว่า ไม่เป็นเหตุกระทบต่อการท่องเที่ยวแต่อย่างไร

คดีสะเทือนขวัญที่เกิดใน จ.กระบี่ครั้งนี้ สื่อให้เห็นถึงความต่ำทรามและจุดอ่อนในจิตสำนึกของมนุษย์ในสังคมปัจจุบันบางคน ทั้งที่เกิดในเมืองพุทธศาสนา กล่าวคือเมื่อรู้ตัวว่าได้กระทำผิดกฎหมายร้ายแรงในเบื้องต้นแล้ว กลัวความผิดจะปรากฏถึงตัวจึงสวมวิญญาณสัตว์ร้าย ฆ่าปิดปากยกครัวถึง 8 ศพ เพื่อให้ตนเองหลุดพ้นจากหลักฐานการจับกุมอย่างเหี้ยมโหด จนกลายเป็นประเด็นน่าศึกษาของนักจิตวิทยาที่มุ่งทำการวิเคราะห์ในเชิงลึกว่า ไย?...จิตใจมนุษย์บางคนจึงดุยิ่งกว่าใจของสัตว์นรกเสียอีก!

อย่างไรก็ตาม บัดนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ผู้ “พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส” ได้กลายเป็น “ฮีโร่” ในใจของประชาชนแล้ว และอาจกลายเป็นดาวเด่นทางการเมืองในอนาคต ก็เป็นได้ใครจะรู้ ดั่งคำกล่าวอันเป็นอมตะของ “Churchill”...”The price of greatness is responsibility” ในผลงานอันห้าวหาญ โดดเด่น ครั้งนี้ นั่นเอง...ว่าไหม?

แม้ว่า ผบ.ตร.และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่สำเร็จลุล่วงอย่างงดงามเป็นที่ประจักษ์ จนได้รับเสียงยกย่องจากผู้คนทุกหมู่เหล่าทั้งในและนอกประเทศดังกล่าวแล้วก็ตาม โดยความเห็นของผู้เขียนยังไม่เพียงพอกับที่ประชาชนฝากความหวังไว้กับตำรวจ จึงอยากจะได้เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับผู้การและผู้กำกับในท้องที่ต่างๆ จงอย่าได้ลืมตัว “ได้ปลื้มแล้วหยุด” ยิ่งจักต้องยึดแนวทางของ ผบ.ตร.ในการโดดลงมาตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุร้ายอย่างฉับพลัน เร่งด่วน เข้มข้น จริงจัง ด้วยตนเอง และยึดแบบการทำงานอย่างเข้มแข็งเยี่ยง ผบ.ตร.ในครั้งนี้เป็นสรณะ มิใช่ทำงานแบบหน่อมแน้ม เฉื่อยชา ตามที่ถูกตำหนิจากชาวบ้านในหลายท้องถิ่นโดยเฉพาะชาวชนบทที่รอคอยความเป็นธรรมจากตำรวจอีกจำนวนไม่น้อยเพื่อสร้างความมั่นใจ ศรัทธาแก่ประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างทั่วถึง

หน้าที่อันสำคัญของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ หาใช่ว่าจะเน้นทำเฉพาะคดีดังๆ อันเป็นที่สนใจของสังคมเท่านั้น ยังจะต้องวางแผนเร่งรัดปฏิรูปการทำงานในหน่วยงานความรับผิดชอบของตน ด้วยการเร่งรัดสะสางคดีต่างๆ ที่ยังตกค้างให้เกิดความโปร่งใส เที่ยงธรรม เพราะความล่าช้า คือ ความอยุติธรรมนั่นเอง!

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เขียนอยากได้เห็นการปฏิรูประบบการบริหารบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้วยความคิดและประสบการณ์ของผู้นำฝ่ายตำรวจเอง เพราะตำรวจจะรู้ดีปัญหาของตำรวจลึกซึ้งกว่าใครอื่น ในโอกาสที่มีแนวคิดจะปฏิรูปตำรวจนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนจึงต้องร่วมมือร่วมใจกันปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันแสดงฝีมือให้เกิดผลงานเป็นรูปธรรม ดังเช่น กรณีคดี 8 ศพ จ.กระบี่ และให้ประชาชนได้เห็นผลงานเป็นที่ประจักษ์ เพื่อนำมาเป็น “ดัชนีชี้วัด” ในการตอบสนองความดีความชอบแก่ตำรวจผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ สำหรับเป็นข้อมูลในการพิจารณาโยกย้ายเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นเป็นไปตามผลงานและความรู้ความสามารถอย่างเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

มิใช่ใช้กฎเกณฑ์ “มันนี่ทอล์ก” ตามที่ถูกครหา จนเป็นข่าวหนาหูดังไปทั่วทิศ ถึงกับท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. ซึ่งมีงานใหญ่ๆ เต็มมืออยู่แล้ว ต้องหันมาเหน็ดเหนื่อยกับเรื่องตำรวจอีกครั้ง ด้วยการสั่งแต่งตั้งท่าน พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีต ผบ.ทหารสูงสุด ผู้มีดีกรี “เวสต์ปอยท์” และเป็นบุคคลที่ได้รับความเชื่อถือทั้งในและต่างประเทศ เป็นประธานคณะกรรมการเพื่อทำการปฏิรูปองค์กรตำรวจใหม่ดังที่เป็นข่าว หวังให้องค์กรตำรวจเกิดความสดใสซาบซ่าน อันเป็นสิ่งที่ทุกคนในชาติปรารถนา

 ทว่า...ไม่สงสารท่านนายกฯ บ้างหรือไง?! (ฮา)

ข่าวอื่นๆ