ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป

วันที่ 27 ต.ค. 2559 เวลา 18:49 น.
ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป
โดย...วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ในคำกล่าวอำนวยอวยชัยให้พรของคนไทย ผู้ทำหน้าที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในงานมักจะลงท้ายคำอวยพรว่า “ขอให้อำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย ตลอดจนพระบารมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้ปกปักคุ้มครองให้ (แล้วเอ่ยชื่อผู้รับพร) มีความ......” ซึ่งล้วนแต่เป็นมงคลแก่ผู้รับพร และแขกเหรื่อที่มาร่วมในงานมงคลนั้นๆ

ในงานพระราชทานเพลิงศพ จะมีธรรมเนียมที่ทายาทของผู้วายชนม์ขึ้นอ่านคำถวายบังคมลา ตามแบบพิธีที่กำหนดไว้

ดังนั้น ไม่ว่าในงานมงคล หรือ อวมงคล คนไทยคุ้นเคยยิ่งกับการเทิดทูนว่า “ในหลวง” เป็นเจ้ามหาชีวิต เป็นพระเจ้าที่อยู่เหนือหัวของเราทุกคน

ทหารเก่าเคยเล่าว่าในภาวะคับขันในป่าเขา เวลาไม่มีพระเครื่องห้อยคอ ก็เอาเหรียญบาทในกระเป๋ากางเกงออกมากัดหรือมากำ เพื่อขอพระบารมีคุ้มครองและก้มหน้าก้มตาต่อสู้อริยราชศัตรู ถวายชีพเป็นราชพลีมานักต่อนักแล้ว

ราษฎรอย่างเราๆ ได้ฟังจนชินตั้งแต่เล็กจนแก่ที่ผู้บังคับการทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ นำกล่าวคำปฏิญาณตนจัดกิจกรรมสาบานตนต่อหน้าธงชัยเฉลิมพล ได้ยินเสียงตะโกนสุดเสียงที่นายทหารจะนำว่า “...กองทหารเกียรติยศถวายความเคารพแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ...วันทยา...วุธ...พรึ่บ” จนดูเหมือนประโยคนี้จะก้องหูกันจนคุ้นชินยิ่ง

ภาพพระบรมฉายาลักษณ์เป็นรูปที่มีกันอยู่ไม่เพียงทุกบ้าน แม้บนรถเข็นขายของ รถเก็บของเก่า ล็อกเก็ตห้อยคอ ก็ยังมีบ่อยครั้งก็อยู่บนหิ้งบนชั้นบูชา ไม่ใช่เพื่อประดับ

ทรงเป็นเทวดาประจำบ้าน ประจำใจ ให้คนไทยสัมผัสได้เสมอว่า ฟ้าส่งมาให้เมืองไทย คนไทยไว้ยึดเหนี่ยว ทั้งในวันที่สุข และในวันที่มีทุกข์ ซึ่งจะว่าไปอีกที เราเองนึกถึงพระองค์ท่านในฐานะที่เป็นฟ้าเสียเองด้วยซ้ำ

ผมโตมาจากอุบลราชธานี พ่อแม่ของบัณฑิตใหม่จะเอาภาพลูกที่รับพระราชทานปริญญาไว้บนฝาผนัง และจะอยู่อย่างนั้นชั่วกัปชั่วกัลป์ แต่ไม่ค่อยเห็นว่ามีพ่อแม่ไหนเอาแต่ตัวใบปริญญาลูกใส่กรอบขึ้นแขวน นั่นเพราะคงภูมิใจที่ลูกของท่าน ได้รับพระราชทานจากพระหัตถ์บ้าง แม้แต่รับพระราชทานจากพระบรมฉายาลักษณ์ก็ยังดี  สิ่งที่อวดกันในที จึงไม่ใช่เรื่องใครเรียนดีเท่าไหร่ แต่อวดว่า เลือดเนื้อเชื้อไขจากตระกูลของฉันได้รับโอกาสอยู่ใกล้พระพักตร์ ขนาดมือเอื้อมได้ต่างหาก

ในบทสนทนาระหว่างคุณวรรณ ชันซื่อ ประธานรัฐสภาในปี 2532 กับหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี ผมเป็นเลขานุการประธานรัฐสภา ซึ่งติดตามไปที่บ้านซอยสวนพลู ก็ได้ฟังการสนทนาชื่นชมพระบารมีปกเกล้าฯ ของในหลวงกันอย่างยิ้มแย้ม จำได้ว่า ทั้งสองท่าน (ซึ่งบัดนี้จากโลกนี้ไปแล้วทั้งคู่) เอ่ยถึง คำกล่าวโบราณของจีน เรียกว่า วันที่น้ำจะหยดลงบนกระทะที่คว่ำอยู่ ทุกคนรู้ว่าคงต้องหยดลง แต่ไม่มีทางที่ใครจะเดาได้ถูกว่า แล้วน้ำจะไหลไปทิศทางใด...” ผมฟังประโยคนี้มานานเกือบ 30 ปีแล้ว

อาจารย์คึกฤทธิ์ ตอบว่า “ผลทางจิตใจและผลทางวัฒนธรรมนั้น จะไปไกลลึกซึ้งมาก  จนท่านเองก็ไม่อาจคาดถึง” ครั้งนึง คุณวรรณ ชันซื่อประธานรัฐสภาเข้าวังไปกราบบังคมทูลถวายชื่อ นายกฯ ชาติชาย ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ผมหมอบเฝ้าฯ อยู่ไกลๆ ครั้นพอเสด็จขึ้นแล้ว คุณวรรณ กราบส่งเสด็จแล้วคลานออกมาพร้อมน้ำตาแห่งความปิติที่ออกมาอาบแก้มเอง 

หลังเสด็จสวรรคตไปหลายวัน ผมคุกเข่าพับผืนธง ภปร.สีเหลืองประจำบ้าน เพื่อเก็บเข้าไว้ใต้ฐานพระบนหิ้ง คิดย้อนหลัง คิดคำนึงไปข้างหน้าอย่างสงบอีกครั้ง...ว่าอะไรบ้างที่กำลังเปลี่ยนไปหลังจากที่ไปร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีร่วมกับคนนับแสนที่สนามหลวง หลังจากที่สวมชุดขาวไปร่วมงานพระราชพิธีธรรมบำเพ็ญพระราชกุศลบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ได้เห็นความตั้งใจมาเป็นอาสาสมัครของวัยรุ่นหนุ่มสาว คืนแล้วคืนเล่า วันแล้ววันเล่า แม้หลังเที่ยงคืน เมื่อผมขับรถผ่านไปบริเวณสนามหลวง ก็ยังได้เห็นวัยรุ่นขี่มอเตอร์ไซด์มารวมตัวกันอย่างสงบ พยายามเอื้อเฟื้อช่วยเหลือคนอื่นที่มาถวายความอาลัยรักในพระเจ้าอยู่หัวฯ ของเขาอย่างอบอุ่นเป็นมิตรแก่กัน

ได้ฟังสิ่งที่ลูกและเพื่อนๆลูกคุยกันในกลุ่มไลน์แล้ว ก็รู้สึกได้ว่า สิ่งที่ผู้ใหญ่ห่วงใยกันว่า เด็กๆ จะไม่เข้าถึงความซาบซึ้งกับพระมหากรุณาธิคุณที่ได้ทรงทำให้แผ่นดินนี้นั้น คงเป็นเพียงความกังวลกันไปเอง เพราะความดี ความทรงพระคุณอันประเสริฐนั้น “เป็นสากล...”ที่แม้เด็กและวัยรุ่นอาจไม่ทันได้สัมผัสพระองค์ แต่ก็เป็นที่รับรู้ได้เกิดสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณได้เองโดยธรรมชาติ

“ผลพระคุณ ธ รักษา ปวงประชาเป็นสุขศานต์” พระคุณของพระองค์มีผลรักษาปวงประชาให้เป็นสุข โดยแท้แล้ว

ผมจึงตื้นตัน เงียบๆ อยู่ในใจ เมื่อเห็นเด็กเสริฟในร้านอาหารริมทางที่ต่างจังหวัดใส่เสื้อสกรีนว่า “ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป”ด้วยความเต็มตั้งใจของพวกเขาจริงๆ ​