จะเปลี่ยนวิกฤตธรรมกาย ให้เป็นโอกาสได้อย่างไร

  • วันที่ 15 มิ.ย. 2559 เวลา 07:59 น.

จะเปลี่ยนวิกฤตธรรมกาย ให้เป็นโอกาสได้อย่างไร

โดย...ศ.นพ.ประเวศ วะสี วิกฤตธรรมกายเป็นวิกฤตชาวพุทธไทย ไม่ใช่วิกฤตพุทธศาสนา เพราะพุทธศาสนาหมายถึง คำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชาวพุทธไทยวิกฤตมากกว่าธรรมกาย และเพราะชาวพุทธไทยวิกฤตจึงเกิดวิกฤตธรรมกาย

วิกฤตชาวพุทธไทยเกิดจากความไม่เข้าใจหลักพุทธธรรม และปฏิบัติตามหลักพุทธธรรม ทำให้เกิดความผิดเพี้ยนต่างๆ นานา

การที่โลกวิกฤตและไม่หายวิกฤต เพราะต้องอยู่กับอำนาจและเงิน

พุทธศาสนาสอนให้ถอนตัวออกจากโลภะ โทสะ โมหะ โดยเรียกทั้ง 3 นี้ว่า อกุศลมูล ในพระไตรปิฎกเต็มไปด้วยคำสอนให้ละอกุศลมูล เงินเป็นพาหะโลหะ เมื่อเงินมีขนาดใหญ่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ก็ทำให้โลภะใหญ่ขึ้นอย่างสุดๆ อำนาจและเงินเชื่อมโยงกันไปมา คือใช้อำนาจแสวงหาเงินและใช้เงินแสวงหาอำนาจ เงินและอำนาจนำไปสู่ความรุนแรงหรือโทสะ ทั้งโลภะและโทสะ เกิดจากความหลงผิดไปหรือโมหะ และทั้งโลภะและโทสะทำให้โมหะมากขึ้น โลภะ โทสะ โมหะ จึงสัมพันธ์กันเป็นเกลียว ส่งให้อกุศลมูลมีกำลังมากขึ้น

ต้องแยกระหว่างผู้มีศรัทธาในวัดพระธรรมกายที่มาปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ กับผู้มีอำนาจกำหนดทิศทางของธรรมกาย ผู้มาปฏิบัติธรรมก็คงไม่รู้อีโหน่อีเหน่ โดยเห็นว่ามาปฏิบัติสมาธิภาวนาก็เป็นของดี แต่ที่เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นก็เพราะทิศทางของธรรมกายเป็นทิศทางแห่งอำนาจและเงิน ซึ่งไม่ต่างจากแนวคิดแนวทางของมหาอำนาจ ในครั้งพุทธกาลพระพุทธองค์และพระสงฆ์สาวก เป็นปัญญาชนที่บรรลุธรรมเป็นอิสระ มีความองอาจ มีวิมุติสุข กินน้อยใช้น้อย อยู่ตามโคนไม้และเรือนร้าง สามารถสอนและเป็นตัวอย่างในการดำรงชีวิตให้กับคนทั่วไป ตั้งแต่ยาจกจนถึงเศรษฐีและพระราชา ท่านเป็นอิสระจากรัฐ จะ เรียกว่าอยู่เหนือรัฐก็ได้ ไม่มีอำนาจรัฐอะไรจะมา แต่งตั้งท่านเป็นนั้นเป็นนี้

ในอนัตตลักขณสูตรที่ทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ ที่พอสดับจบก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ มีคำที่เป็นกุญแจอยู่ว่า

เนตัง มะมะ = นั่นไม่ใช่ของเรา

เนโส หะมัสมิ = นั่นไม่ใช่เรา

นะเมโส อัตตาติ = นั่นไม่ใช่ตัวตนของเราโดยสรุปหัวใจของพุทธศาสนาคือการไม่ต้องติดอยู่กับ "ตัวกู ของกู"

ในประเทศไทย โดยประวัติศาสตร์รัฐเข้ามาควบคุมคณะสงฆ์ จัดการปกครองคณะสงฆ์แบบระบบราชการ พระสงฆ์จึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับอำนาจ ลาภ ยศสักการะ มีเสนาสนะ โอ่อ่า บริบูรณ์ด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคแบบวัตถุนิยม และสะสมเงินทองจนร่ำรวยก็มี

ท่ามกลางวิกฤตชาวพุทธไทย ยังนับว่าโชคดีที่มีพระมหาเถระอย่างท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ และพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ที่ทบทวนหลักพุทธธรรมที่แท้และนำมาเผยแพร่ ที่มีผู้ศึกษาตามจำนวนไม่น้อย สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวัฑฒโน) สมเด็จพระสังฆราช เป็นผู้ถึงพร้อมทั้งทางปฏิบัติ และปฏิบัติทางพระพุทธศาสนาอย่างงดงามยิ่ง ยังมีชาวพุทธอีกจำนวนหนึ่งทั้งพระและฆราวาส ที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่เข้าใจหลักพุทธธรรม

ขณะนี้โลกวิกฤตอย่างยิ่ง ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม ไม่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ทั้งระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อม ปัจจัยที่ทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างสันติคือความเป็นธรรม แทนที่จะมีความเป็นธรรม กลับมีความเหลื่อมล้ำอย่างสุดๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษซึ่งได้ชื่อว่ามีความเจริญสูง ในสหรัฐอเมริกามีผู้เรียกความเหลื่อมล้ำแบบสุดๆ อย่างปรากฏการณ์ 99 : 1 คือการพัฒนาเป็นประโยชน์ต่อคน 1% แต่ทอดทิ้งอีก 99% ให้ถดถอย

ความเหลื่อมล้ำนำไปสู่ปัญหานานาประการ รวมทั้งความขัดแย้งและความรุนแรง ความ ขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมืองและศาสนานำไปสู่การก่อการร้ายสากลและสงคราม ซึ่ง บางคนกล่าวว่า บัดนี้ได้เกิดสงครามครูเสด โลกแล้ว ฯลฯ

วิกฤตโลกเกิดขึ้นท่ามกลางความก้าวหน้าทางความรู้และเทคโนโลยีอย่างยิ่ง เช่น ความรู้ทางใหญ่ที่เกี่ยวกับจักรวาล ความรู้ทางเล็กที่เกี่ยวกับอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม และความรู้เกี่ยวกับดีเอ็นเออย่างอัศจรรย์ ทางเทคโนโลยีก็ถึงกับส่งจรวดไปสู่ดวงดาวต่างๆ ความรู้และเทคโนโลยีอันก้าวหน้าอย่างยิ่งยังไม่สามารถทำให้มนุษย์ อยู่ร่วมกันอย่างสันติ และไม่มีหวังอันใด ว่าความรู้และเทคโนโลยีในทำนองเดียวกันที่มากยิ่งขึ้น จะช่วยให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ ตราบใดที่โลภะ โทสะ โมหะ หรืออกุศลมูลยังครอบงามนุษย์อยู่

มนุษยชาติไม่มีทางไปต่อไปด้วยการพัฒนาในระนาบหรือภพเดิม โดยไม่วิกฤต

คงต้องหันมามองศักยภาพสูงสุดของความเป็นมนุษย์ (Higheat Human Potential = HHP)

ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแม้มีประโยชน์เป็นอันมาก แต่ยังไม่ใช่ปัญญาสูงสุดของความเป็นมนุษย์

ในทางชีววิทยาแม้มนุษย์เป็นสัตว์และวิวัฒนาการมาจากสัตว์ ดังเช่นมนุษย์กับชิมแปนซีมีดีเอ็นเอที่มีความยาว 3,000 ล้านตัวอักษร ต่างกันไม่ถึง 2% แต่มนุษย์ต่างจากสัตว์อื่นๆ ที่มีสมองส่วนหน้าที่เรียกว่า  Cerebral Cortex ที่พอกขึ้นมาใหญ่มาก สมองส่วนหน้านี้ทำให้ มนุษย์เก่งเหนือสัตว์อื่นๆ มนุษย์ใช้ความเก่งนี้เอาเปรียบสัตว์อื่นๆ เข้าครอบครองโลกแทนสัตว์และทำลายสัตว์สูญพันธุ์ไปเป็นอันมาก และทำลายสิ่งแวดล้อมจนธรรมชาติของโลกแทบสูญสิ้น

นอกจากนั้นมนุษย์ยังเอาเปรียบกันเอง จนเกิดความขัดแย้ง รุนแรง และสงคราม แต่สมองมนุษย์นอกจากเก่งแล้ว ยังมีศักยภาพอีกแบบหนึ่งคือศักยภาพด้านดี คือสามารถรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของเพื่อนมนุษย์ และเกิดความเห็นใจ (Empathy) และอยากทำเพื่อเพื่อนมนุษย์ (Altruism)  ดังที่กล่าวว่ามีเมล็ดพันธุ์แห่งความดีอยู่ในหัวใจ สมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับสังคมนี้เรียกว่า Social Brain เมื่อทำความดีแล้วจะเกิดความปีติ ความอิ่มสมบูรณ์ในตัวเอง

จนอาจกล่าวว่ามนุษย์ขาดความดีไม่ได้ จะทำให้ขาดความสมบูรณ์ในตัวเอง จะเห็นได้ว่ามนุษย์หนีไปหาวัตถุนิยมมากในระยะไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา แม้เรื่องร่ำรวยเงินทองก็รู้สึกขาดความสมบูรณ์ในตัวเอง ต้องไปหาอะไรมาเติม เช่น ยาเสพติด ความฟุ่มเฟือย ความรุนแรง ซึ่งก็ไม่สามารถเติมเต็มให้ชีวิตที่ขาดความสมบูรณ์ในตัวเอง

 ธรรมชาติเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง (อนิจจัง) ไปตามเหตุปัจจัยหรือความเป็นเหตุเป็นผล เป็น กระแสของเหตุปัจจัย (อิทัปปัจจยตา) อันไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีตัวตน (อนัตตา)  ที่แยกส่วนเป็นเอกเทศความจริงตามธรรมชาติเป็นเช่นนั้นเอง

 แต่มนุษย์เพราะความไม่รู้ (อวิชชา) เข้าไปยึดมั่นในตัวตน (อัตตา) ซึ่งทำให้ขัดแย้งกับความเป็นจริง ความขัดแย้งคือทุกขตาอาการของอัตตา ก็คือโลภะ โทสะ โมหะ อันก่อให้เกิดความทุกข์แก่ตนเองและผู้อื่น

แต่ศักยภาพสูงสุดแห่งความเป็นมนุษย์คือ ศักยภาพในการเข้าถึงความจริงตามธรรมชาติที่ไม่มีอัตตา การเข้าถึงความจริงตามธรรมชาตินี้เมื่อประสบเข้าแล้ว มนุษย์ไม่รู้ว่าจะเรียกสภาวะนี้ว่าอะไร จึงเรียกต่างๆ กัน เช่น การเข้าถึงสิ่งสูงสุด การบรรลุธรรม (ชาติ) การเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า การเข้าถึงปรมาตมัน การตื่นรู้ (Awakening) การบรรลุความเป็นทิพย์ การเป็นคนใหม่โดยสิ้นเชิง

ผู้ที่เข้าถึงความจริงตามธรรมชาติจะเกิดสภาวะใหม่โดยสิ้นเชิง คือมีความเป็นอิสระ เบาสบาย มีความสุขอันลึกล้ำที่เรียกว่า วิมุติสุข ประสบความงามอันล้นเหลือ เพราะความจริงตามธรรมชาติเป็นความงาม เกิดไมตรีจิตอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง อันเป็นไปเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ปฏิปทาทางพุทธศาสนาที่เรียกว่า สันติวรบท นั้นมุ่งสู่การบรรลุศักยภาพอันสูงสุดของมนุษย์ดังกล่าว ไม่เกลือกกลั้วกับอำนาจและเงิน เส้นทางแห่งศีล สมาธิ ปัญญา นั้นมีจุดมุ่งหมาย อยู่ที่ปัญญา หรือการบรรลุความจริง แม้สมาธิเป็นมรรคส่งต่อไปสู่ปัญญาก็ไม่ใช่สิ่งสูงสุดที่หยุดอยู่ที่นั่น การทำสมาธิแล้วเกิดนิมิตเป็นรูปพระหรือดวงแก้วหรืออะไรก็แล้วแต่ เป็นเพียงนิมิตไม่ใช่ของจริง ไม่ใช่กายแห่งธรรมที่ควรยึดติด ดังที่นำมาสอนกันผิดๆ แล้วเกิดข้อถกเถียงว่านิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา แต่ต้องทั้งนิมิตมุ่งสู่ปัญญา

ชาวพุทธไทยทั้งพระและฆราวาส ทั้งสาวกของธรรมกายหรือมิใช่ ในยามวิกฤตธรรมกายและวิกฤตโลก ถือเป็นโอกาสที่จะทำความเข้าใจหลักพุทธธรรมที่แท้และปฏิปทา เพื่อปูทางไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เรามีวัดทั่วประเทศกว่า 3 หมื่นวัด ถ้าทั้งพระและฆราวาสช่วยกันพัฒนาวัดให้เป็นสัปปายะสถาน และเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ร่วมกันของชุมชนในการปฏิบัติที่ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง มีการพัฒนาอย่างบูรณาการ ทั้งทางเศรษฐกิจ-จิตใจ-สังคม-วัฒนธรรม-สิ่งแวดล้อม-สุขภาพ-การศึกษา-ประชาธิปไตย ชุมชนแห่งการเรียนรู้หรือสังฆะ เป็นอุดมการณ์ทางสังคมทางพุทธศาสนา พระสงฆ์ควรปลีกตัวออกจากการเกลือกกลั้วกับอำนาจและเงิน มาอยู่กับพุทธธรรมและความเป็นชุมชน

การศึกษาและปฏิบัติธรรมกับความเข้มแข็งของชุมชนจะส่งเสริมซึ่งกันและกัน

การลดตัวตนเพิ่มความเสมอภาค ภราดรภาพ และสามัคคีธรรม

ชุมชนเข้มแข็งคือการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ยิ่งส่งเสริมการปฏิบัติธรรม     ชุมชนเข้มแข็งเป็นการปฏิบัติธรรมอยู่ในตัว ยิ่งเสริมด้วยการเจริญสันติสมาธิและปัญญาจะยิ่งเป็นสังคมอาริยะ ผู้คนมีความสุขประดุจบรรลุนิพพาน มีความเป็นไปได้ที่ชุมชนทั้งหมดจะเป็นชุมชนเข้มแข็งและปฏิบัติธรรม เมื่อนั้นจะเกิดสังคมศรีอาริยะ ที่ไปพ้นวิกฤตโลกอย่างที่เผชิญอยู่

โอกาสอันยิ่งใหญ่ยืนอยู่ต่อหน้าชาวพุทธไทย

"ความเหลื่อมล้ำ นำ ไปสู่ปัญหานานาประการ รวมทั้งความ ขัดแย้งและความรุนแรง ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมืองและศาสนานำ ไปสู่การก่อการร้ายสากลและสงคราม ซึ่งบางคนกล่าวว่า บัดนี้ได้ เกิดสงครามครูเสดโลกแล้ว"

ข่าวอื่นๆ