9 เรื่องที่คนไม่ค่อยรู้ของ "มุฮัมหมัด อาลี"

วันที่ 04 มิ.ย. 2559 เวลา 17:07 น.
9 เรื่องที่คนไม่ค่อยรู้ของ "มุฮัมหมัด อาลี"
เฟซบุ๊ก Intarachai Panichakul

นอกจากตำแหน่งแชมป์โลกเฮฟวีเวทและนักกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล วลีอมตะ "โบยบินดุจผีเสื้อ ต่อยเจ็บเหมือนผึ้ง (float like a butterfly sting like a bee.) " ฉายาสิงห์จอมโว ความกล้าหาญในการเปลี่ยนศาสนา เปลี่ยนชื่อ รวมทั้งปฏิเสธไม่ไปรบที่เวียดนาม อาการป่วยด้วยโรคพาร์กินสัน และหัวใจอันยิ่งใหญ่ไพศาลด้านมนุษยธรรมปฏิเสธไม่ได้ว่า "มุฮัมหมัด อาลี" เป็นนักมวยที่มีสีสันมากที่สุดในประวัติศาสตร์

ขอหยิบยกเอาเกร็ดเล็ดเกร็ดน้อยของมูฮัมหมัด อาลี ที่ประทับใจมากๆมาเล่าสู่กันฟัง

....................

ต่อยมวยเพราะจักรยานหาย

ใครจะเชื่อว่า มุฮัมหมัด อาลี ก้าวเข้าสู่เวทีผืนผ้าใบ เพราะจักรยานหาย เดือนต.ค. 1954 ที่บ้านเกิดเมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนตั๊กกี้ สหรัฐอเมริกา เด็กชายแคลเซียส เคลย์ (ชื่อเดิม) ในวัย 12 ปี ถูกขโมยจักรยานราคา 60 ดอลลาร์ที่เพิ่งซื้อมาใหม่เอี่ยม มีคนแนะนำให้ไปร้องเรียนกับตำรวจคนหนึ่งชื่อโจ มาร์ติน เขาเดินร้องไห้น้ำตาซึมไปตลอดทาง เพราะกลัวโดนพ่อดุ เมื่อเจอตำรวจผู้นั้นกำลังเทรนนักมวยอยู่ในยิม เขาบอกอย่างเจ็บใจว่า "ถ้าเจอตัว ผมจะต่อยให้คว่ำเลยคอยดู!" ตำรวจผู้นั้นตอบกลับว่า "ฉันว่าเธอควรเรียนรู้การชกมวยก่อนดีกว่า เราซ้อมมวยที่นี่ทุกคืน เอาใบสมัครไปก่อนก็ได้ เผื่อสนใจจะมาฝึกมวยที่ค่ายเรา" แล้วเขาก็มาสมัคร ตำนานเริ่มขึ้น ณ บัดนั้น.

ซ้อม ซ้อม แล้วก็ซ้อม

หลังจากตั้งใจเอาดีทางหมัดมวย แคลเซียสดูแลทะนุถนอมร่างกายดี มีวินัยทั้งในการกินและฝึกซ้อม สมัเรียนไฮสคูล เขาเลือกวิ่งไปโรงเรียนซึ่งห่างจากบ้านประมาณ 20 บล็อคแทนนั่งรถบัส ภาพชินตาของเพื่อนๆคือ แคลเซียสมักจะชกลม ส่งเสียงชู่ๆ เต้นไปมาอย่างคึกสุดขีด จากนั้นตอกไข่ไก่ 2 ฟองลงในกล่องนมสด เขย่าให้เข้ากันและซดหมดกล่อง ครั้งหนึ่งเพื่อนชวนไปปาร์ตี้ที่มีทั้งเหล้า เบียร์ บุหรี่ เขาปฏิเสธหมดให้เหตุผลว่า "ฉันไม่เอาของพวกนั้นมาใส่ปอดหรอก!" เขาไม่กินหมู ดื่มน้ำผสมกระเทียมเพื่อลดความดันโลหิต

สอดคล้องกับแอนเจโล ดันดี เทรนเนอร์คู่ใจที่บอกว่า"เขาเป็นคนแรกที่มาถึงยิม และเป็นคนสุดท้ายที่ออกจากยิม แคลเซียสเป็นเด็กมีวินัยมากที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้จัก ที่สำคัญเขาเป็นคนสนุกสนาน เขาจะเดินเข้ามาในยิมแล้วทำให้ที่นั่นสว่างไสวขึ้น"

โยนเหรียญทองโอลิมปิกทิ้งแม่น้ำ

เดือนส.ค. 1960 หลังคว้าเหรียญทองโอลิมปิกรุ่นไลท์เฮฟวี่เวทด้วยวัย 18 ปี แคลเซียสกลับบ้านเกิดเมืองหลุยส์วิล ท่ามกลางการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ เขาห้อยเหรียญทองไว้ตลอดเวลาด้วยความภูมิใจ ทว่ากลับต้องเจอประสบการณ์เลวร้าย ขณะนั้นเมืองหลุยส์วิลและภาคใต้ของสหรัฐมีการแบ่งแยกสีผิวรุนแรงมาก คนดำไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าใช้บริารในภัตตาคาร โรงแรม โรงภาพยนตร์ แคลเซียสกับเพื่อนเดินเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งเขียนว่า "เฉพาะคนขาวเท่านั้น" สั่งแฮมเบอร์เกอร์ แต่เจ้าของร้านปฏิเสธไม่เสิร์ฟ "ฉันไม่สนว่ามันเป็นใคร แต่เราไม่เสิร์ฟนิโกร!"

แคลเซียสเจ็บปวดที่สุดในชีวิตและบอกว่า เขานำเหรียญทองโอลิมปิกกลับมาให้คนหลุยส์วิลได้ชื่นชม แลกมาด้วยหยาดเหงื่อ เลือด และความเจ็บปวด แต่กลับต้องเจอเรื่องน่าละอาย สุดท้ายเขาตัดสินใจโยนเหรียญทองโอลิมปิกลงแม่น้ำโอไฮโอ

เบื้องหลังฉายาสิงห์จอมโว

แม้แคลเซียสจะเป็นคนช่างจ้อ ขี้เล่น ชอบสนุกสนาน แต่ฉายาสิงห์จอมโว อันเป็นกลยุทธ์ที่สร้างสีสันให้เขามากที่สุดชนิดยากที่จะหาใครมาเทียบ เริ่มต้นขึ้นเมื่อพบกับ สิงห์จอมโวตัวพ่อ "กอร์จัส จอร์จ" นักมวยปล้ำชื่อดังผมยาวสลวยวัย 46 ปี กอร์จัสให้สัมภาษณ์โจมตีคู่ต่อสู้กลางรายการว่า "ถ้าผมแพ้ให้เฟอร์ดี บลาสซี (คู่ต่อสู้) ผมจะคลานสี่ขาไปรอบๆเวที แล้วจะตัดผมสวยๆนี่ออกซะ แต่เรื่องนี้ไม่มีวันเกิดขึ้นหรอก เพราะผมเป็นนักมวยปล้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก!"

หลังจากนั้นเมื่อเจอกับแคลเซียสในล็อคเกอร์รูม สิงห์จอมโวตัวพ่อสอนว่า "คนจำนวนมากยอมจ่ายเงินเพื่อมาดูคู่ต่อสู้หุบปากนาย ฉะนั้นนายคุยไปเลย โวไปเลย" แคลเซียสพูดกลั้วหัวเราะในภายหลังว่า "ยิ่งพูดมาก ยิ่งไม่ต้องคิดเลยว่าจะมีคนมากมายขนาดไหนยอมจ่ายเงินซื้อตั๋วเข้ามาดูผมถูกชก"

แคลเซียสเป็นคนที่มีวาทศิลป์ เจ้าสำบัดสำนวน มั่นอกมั่นใจ และไหวพริบดียิ่ง เขาให้สัมภาษณ์นักข่าวด้วยตัวเองทุกครั้ง โดยไม่ต้องมีเทรนเนอร์คอยกำกับ วีรกรรมสิงห์จอมโวที่จะถูกจดจำไม่มีวันลืมคือ การทำนายล่วงหน้าว่าจะคว่ำคู่ต่อสู้ในยกใด การให้สัมภาษณ์ยียวนกวนประสาทคู่ชกฝ่ายตรงข้าม

ผมไม่เคยทะเลาะกับพวกเวียดกง!

หลังคว้าแชมป์โลกรุ่นเฮฟวีเวท ปี 1964 แคลเซียส เคลย์ วัย 25 สร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการประกาศตัวเข้าเป็นสมาชิกเนชั่น ออฟ อิสลาม และเปลี่ยนชื่อเป็นมุฮัมหมัด อาลี โดยให้เหตุผลว่าต้องการปลดแอกจากชื่อที่คนขาวตั้งให้สมัยยุคค้าทาส และภูมิใจในความเป็นคนผิวดำ

อาลีถูกหมายเรียกเกณฑ์ทหารให้ไปรบที่เวียดนาม ก่อนปฏิเสธว่า "ผมไม่เคยทะเลาะกับพวกเวียดกงเลยนะ พวกเวียดกงไม่เคยเรียกผมว่านิโกร ทำไมพวกเขาถึงอยากให้ผมใส่เครื่องแบบทหารและบินไปหนึ่งหมื่นไมล์จากบ้าน เพื่อไปทิ้งระเบิดและยิงกระสุนใส่ชนชาติที่ยากจนด้วยล่ะ"

คำให้สัมภาษณ์ของเขาถือเป็นการจุดกระแสต่อต้านสงครามเวียดนาม ตามมาด้วยการรุมถล่มข้อหาไม่รักชาติถูกดำเนินคดี ยึดพาสปอร์ต ถูกริบตำแหน่งแชมป์โลก ถูกสั่งห้ามชกเป็นเวลาสามปีครึ่ง สูญเสียรายได้นับล้านดอลลาร์ เรียกว่าหล่นจากบัลลังก์ในช่วงที่รุ่งโรจน์ที่สุดในชีวิต ทว่ามุฮัมหมัด อาลีไม่เคยเสียใจ เขาบอกว่า "ผมจะเป็นนิโกรคนเดียวที่ชาวผิวขาวจัดการไม่ได้ คุณเข้าใจไหม? นิโกรคนเดียวที่คุณไม่มีวันจัดการได้"

โรคพาร์กินสัน

หลังแขวนนวม มุฮัมหมัด อาลี ตรวจพบโรคพาร์กินสันในปี 1983 ก่อนหน้านั้นเขาเริ่มสังเกตเห็นระหว่างการทำละหมาดว่านิ้วชี้แกว่งไกวตลอดเวลา จากนั้นอวัยวะอื่นๆก็เริ่มสั่นไปตามอาการของโรค แต่อาลีก็ยังคงเป็นอาลี เขามองโลกในแง่งามเสมอ

"พระผู้เป็นเจ้าให้ผมได้พบกับโรคร้ายนี้ เพื่อเตือนว่าผมไม่ได้ยิ่งใหญ่ที่สุด พระองค์ต่างหากที่ยิ่งใหญ่ที่สุด"

แชมป์เปี้ยนแห่งมนุษยธรรม

หลังอำลาวงการมวย อาลีเดินสายไปทั่วโลกทำงานด้านสาธารณกุศลอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่ละแห่งที่ไปมีแฟนๆรอต้อนรับอย่างล้นหลาม แม้กระทั่งดินแดนที่คุกรุ่นด้วยไฟสงคราม เช่น การบินไปพประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน ณ กรุงแบกแดด ในเดือนพ.ย.1990 ก่อนสงครามอ่าวจะระเบิดขึ้น เพื่อเจรจาช่วยเหลือตัวประกันชาวอเมริกัน 14 คน บินไปให้กำลังใจครอบครัวผู้ชาวเวียดนามที่สูญเสียลูกชาย ขนหยูกยาและเวชภัณฑ์ พร้อมเงิน 5 แสนดอลลาร์ไปช่วยเหลือชาวคิวบา ทั้งที่สหรัฐกำลังใช้มาตรการคว่ำบาตรคิวบา

บางคนมองมูฮัมหมัด อาลี ไม่ต่างจากซูเปอร์แมน ถึงขั้นเคยมีคนโทรศัพท์ขอให้อาลีเดินทางไปหย่าศึก

"มีคนโทรมาขอให้ผมเดินทางไปอิรักและซาอุดิอารเบีย ไปยืนตรงกลางระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศที่เตรียมจะประจัญบานกันรอมร่อ พวกเขาต้องการให้ผมพูดว่า "นี่ผมมูฮัมหมัด อาลีนะครับ โปรดอย่ายิ่งกัน ดูสิ พวกเขาเชื่อว่าผมสามารถหยุดยั้งสงครามได้!"

ขวัญใจเด็กๆ

มุฮัมหมัด อาลี ขึ้นชื่อว่ารักเด็กมาก ว่ากันว่าอาลีมีเรดาร์ที่จะปรับเข้าหาเด็กๆได้ดีมาก เมื่อไรที่มีเด็กอยู่ใกล้ๆ เขาจะเดินไปหา ก่อนช้อนตัวเด็กคนนั้นขึ้นมาอย่างนุ่มนวล แล้วหอมแก้มพวกเขา ลอนนี่ ภรรยาของอาลีเล่าถึงช่วงที่อาลีเป็นทูตสันติภาพของสหประชาชาติเดินทางไปอัฟกานิสถานเมื่อปี 2002

"มุฮัมหมัดตรงเข้าไปหาเด็กที่สกปรกที่สุด เคราะห์ร้ายที่สุด ขี้มูกเกรอะกรังที่สุดขึ้นมานั่งบนตัก กอดไว้ และหอมแก้ม"

ครั้งหนึ่งอาลีเข้าเยี่ยมเด็กพิการขาขาดสองข้าง เขาตรงไปอุ้มเด็กน้อยทันที จ้องดวงตา เอ่ยว่า "อย่าสิ้นหวังในชีวิต ตอนนี้เขาส่งมนุษย์ขึ้นไปบนอวกาศแล้ว หนูต้องเดินได้ในวันหนึ่ง และเต้นแบบนี้"แล้วอาลีก็เต้นสลับขาไปมาเหมือนกำลังอยู่บนเวทีมวยขณะอุ้มเด็กน้อยไว้ในอ้อมแขน

เมื่อถามว่าทำไมถึงเอ็นดูเด็กๆนัก อาลีตอบไว้อย่างกินใจว่า

"พวกเขาคือเทวดาและนางฟ้าที่ถูกส่งลงมาวิ่งเล่นบนโลกมนุษย์"

มุฮัมหมัด อาลี = ความรัก

ครั้งหนึ่งในการสัมภาษณ์รายการทีวีช่วงรุ่งโรจน์สุดขีดบนผืนผ้าใบ พิธีกรถามว่า คุณอยากให้ผู้คนบนโลกพูดถึงอย่างไรหลังจากเขาจากโลกนี้ไปแล้ว มุฮัมหมัด อาลีตอบด้วยประโยคที่จะติดตรึงผู้คนไปตลอดกาลว่า

"ผมอยากให้ผู้คนพูดถึงผมว่า มุฮัมหมัด อาลี เป็นชายคนหนึ่งซึ่งเคยเอาความรัก 2-3 ถ้วย ความอดทน 1 ช้อนโต๊ะ น้ำใจ 1 ช้อนชา ความเมตตา 1 ไพน์ เสียงหัวเราะ 1 ควอตซ์ ความใส่ใจ 1 ชิ้น เอาความตั้งใจและความสุขมารวมเข้าไว้ด้วยกัน ก่อนจะเติมความศรัทธาลงไป เขย่าให้เข้ากัน แล้วแจกจ่ายให้ผู้คนไปตลอดช่วงที่เขามีชีวิตอยู่ และมุฮัมหมัด อาลีมอบสิ่งนี้ให้ทุกคนที่เขาได้พบเจอ"

.................

ผมเกิดไม่ทันยุคที่มุฮัมหมัด อาลีรุ่งโรจน์ที่สุดในวงการมวยอาชีพ แต่โชคดีที่โลกเรามีอินเตอร์เน็ต มี google มี youtube มีหนังสือดีๆให้อ่าน

ปล.ใครอยากอ่านหนังสือชีวประวัติดีๆของมูฮัมหมัด อาลี แนะนำเล่มนี้ "แคลเซียส เคลย์:มุฮัมหมัด อาลี บุรุษแห่งศตวรรษ" โดยอัล-ซาดาวี สำนักพิมพ์ลานา

ปล.2 คำว่า "นักมวยที่มีสีสันมากที่สุดในโลก" เป็นข้อความที่อยู่บนป้ายติดรถบัส สมัยที่มุฮัมหมัด อาลี ชกมวยอาชีพใหม่ๆ

ที่มา https://www.facebook.com/intarachai.panichakul/posts/10153846628993439?pnref=story