"โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์" คนดีที่ผมกราบไหว้อย่างสนิทใจ บรรยง พงษ์พานิช

วันที่ 02 มิ.ย. 2559 เวลา 15:03 น.
"โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์" คนดีที่ผมกราบไหว้อย่างสนิทใจ บรรยง พงษ์พานิช
เฟซบุ๊ก Banyong Pongpanich (บรรยง พงษ์พานิช)

กราบคารวะ ไว้อาลัยอาจารย์โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ....2 มิถุนายน 2559

ประวัติชีวิต และคุณงามความดีของท่าน คงเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณะชนโดยทั่วไป ไม่ว่าจะในแง่ของนักพัฒนา(สมัยที่อยู่สภาพัฒน์) นักบริหารชาติ(ในตำแหน่งรองนายกฯและรัฐมนตรีหลายกระทรวง) นักบริหารธุรกิจ และนักวิชาการ

ที่ผมจะเขียนถึงนี้จะเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของผมที่ได้มีโอกาสเจอะเจอกับท่านในสองวาระ

เหตุการณ์วาระแรกเกิดเมื่อสิบห้าปีก่อน  ในปี 2543 ผมและดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ได้จัดทำบทวิเคราะห์เรื่อง "วิกฤติเศรษฐกิจ : สาเหตุ การฟื้นตัว และความท้าทายในอนาคตของประเทศไทย" เผยแพร่ในวงการการเงินจนได้รับความสนใจขอให้ไปนำเสนอในงานสัมมนาประจำปีของ"ประชาชาติธุรกิจ" ซึ่งถือเป็นงานใหญ่มากในขณะนั้น มีผู้เข้าร่วมรับฟังกว่าพันคน โดยทั้งงานจะจัดในรูปแบบ Symposium มีการนำเสนอเรื่องนี้เรื่องเดียวเท่านั้น ซึ่งทำให้ผมตื่นเต้นและเป็นกังวลมากเพราะนั่นถือเป็นงานใหญ่ที่สุดในชีวิตเลยทีเดียว โดยเฉพาะผมกลัวว่าจะไม่มีคนมาฟัง หรือไม่ก็ไม่มีประโยชน์กับผู้มาร่วมงาน

แต่การปรากฎว่ามีผู้สนใจเข้าฟังเต็มห้องสัมมนาที่โรงแรมเซนทารา ลาดพร้าว เพราะเขาให้ผมเสนอบทวิเคราะห์ ชั่วโมงครึ่ง แล้วมีผู้ใหญ่วิจารณ์ 2 ท่านๆละครึ่งชั่วโมง คือ ศ.นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ และ อาจารย์โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ทำให้เป็นที่สนใจกันมาก ....ทางผู้จัดแจ้งว่า ได้ส่งบทความให้ทั้งสองท่านพิจารณาแล้ว ทั้งสองท่านตอบรับโดยบอกว่า เป็นบทความที่ดีมีประโยชน์ นั่นทำให้ผมภูมิใจมาก และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เจอะเจออาจารย์ทั้งสองท่านที่ผมเคารพนับถือในผลงานมานาน

เหตุการณ์ครั้งนั้นถือเป็นเกียรติประวัติที่สำคัญมากสำหรับผมทีเดียว เพราะไม่เป็นการง่ายสำหรับ Symposium ใดๆที่จะมีผู้วิจารณ์ที่ทรงคุณวุฒิขนาดนี้ในคราวเดียว

"ผมนึกว่าคุณบรรยงจะทำเป็นแต่ธุรกิจหาเงินหาทอง แต่ยังมีเวลามาทำเรื่องวิชาการเพื่อประโยชน์สาธารณะ เป็นเรื่องที่ดี ขอให้ทำบ่อยๆไปเรื่อยๆ" ...นี่เป็นคำชมที่ผมไม่เคยลืมและเป็นกำลังใจอย่างมากที่อาจารย์โฆสิตกรุณาบอกหลังงานสัมมนา ...ซึ่งหลังจากนั้นผมได้มีโอกาสเจอะเจอท่านบ้าง และทุกครั้งท่านก็ได้กรุณาแสดงความเมตตาเสมอมา

สำหรับวาระที่สอง ....เมื่อประมาณห้าปีก่อน ผมได้รับการเชิญชวน ให้เข้ารับตำแหน่งกรรมการมูลนิธิ และกรรมการบริหารของ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) ที่ท่านอาจารย์โฆสิตเป็นทั้งประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหาร ซึ่งทำให้ตั้งแต่นั้นมาผมได้มีโอกาสพบท่านบ่อยครั้งในการประชุม ซึ่งขอเรียนว่าเป็นการประชุมที่มีประโยชน์แก่ตัวผมอย่างมาก ทั้งได้รับความรู้ความเข้าใจในบริบททางวิชาการและทางการพัฒนา ทั้งได้ข้อคิดที่ดีๆ ได้รับฟังเรื่องราวจากผู้หลักผู้ใหญ่หลายๆท่าน เช่น ท่านประธานโฆสิต ท่านอาจารย์เสนาะ อูณากูล อาจารย์อัมมาร์ สยามวาลา อาจารย์วีรพงษ์ รามางกูร อาจารย์ณรงค์ชัย อัครเศรณี และท่านอื่นๆ รวมทั้งได้เจอะเจอนักวิชาการที่เก่งกาจมากมาย มันเป็นงานที่เปิดโลกทัศน์ของผมอย่างมาก และทำให้เห็นถึงความสำคัญของสถาบันวิจัย Think Tank ที่ทำหน้าที่ Policy Watch ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญมากในระบอบประชาธิปไตย (น่าเสียดายที่เมืองไทยมีสถาบันประเภทนี้น้อยมาก)

ในการประชุมครั้งแรก ผมได้กราบขอบคุณอาจารย์โฆสิต ที่กรุณาให้เกียรติชวนผมมารับตำแหน่ง อาจารย์ท่านก็บอกด้วยเมตตาว่า "พอเขาเสนอชื่อคุณมา ผมก็รับทันที เพราะเชื่อว่าคุณมีความสามารถที่จะช่วยเราได้ ขอให้ช่วยกันให้เต็มที่"

ทุกครั้งที่ได้ร่วมประชุมกับท่าน ผมได้เห็นถึงลักษณะ ความเป็นผู้นำ เป็นนักบริหาร นักวิชาการ และเหนือสิ่งอื่นใด เป็นผู้ที่มีจิตสาธารณะ คำนึงถึงสังคมส่วนรวม โดยเฉพาะในเรื่องของการพัฒนา และการสร้างโอกาสให้แก่ภาคส่วนที่ยังด้อยโอกาสอยู่ ท่านเป็นทั้งนักวิชาการและนักปฏิบัติที่มุ่งประสิทธิผล มากกว่าที่จะอยู่บนหอคอยงาช้าง

และนั่นคือความประทับใจจากการที่ผมได้มีโอกาสได้พบได้ร่วมงานกับท่านอาจารย์โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ คนดีที่ผมกราบไหว้ได้อย่างสนิทใจตลอดมาครับ

ที่มา https://www.facebook.com/banyong.pongpanich/posts/533654150171222

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต