สำนักพุทธ-มหาเถร จะใช้กฎอะไร

วันที่ 15 ก.พ. 2559 เวลา 09:49 น.
สำนักพุทธ-มหาเถร จะใช้กฎอะไร
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง

เป็นที่ทราบกันว่า พุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ จะดำรงอยู่ได้ 5,000 ปี เหตุที่ทำให้พุทธศาสนาสูญสิ้นไปนั้น ก็มิได้มาจากคนนอกศาสนา แต่จะเกิดจากคนในคือพุทธบริษัทนั่นเอง

พุทธศาสนาล่วงกึ่งพุทธกาลมาแล้ว เราเริ่มเห็นความเป็นจริงว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าถูกบิดเบือน ปลอมปน จนไม่รู้ว่า แก่นแท้ของพุทธศาสนาที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ เกิดลัทธิใหม่ที่อาศัยศรัทธาขอชาวพุทธ เอาบุญไปเป็นสินค้าชักชวนคนให้ทำบุญเยอะๆ ทำให้ชาวพุทธที่ไม่ได้ศึกษาปฏิบัติเกิดความสับสน สร้างความร่ำรวยให้กับเจ้าลัทธิ สร้างอำนาจเหนือฝ่ายปกครองทั้งทางบ้านเมืองและคณะสงฆ์

ธรรมกายคือลัทธิแอบแฝงพุทธศาสนา ธรรมกายไม่ใช่พุทธศาสนา แต่เป็นกาฝากที่อาศัยศรัทธาของชาวพุทธดูดทรัพย์สินเงินทองไปสร้างร่ำรวยมหาศาล แล้วแทรกซึมเข้าทำลายพุทธศาสนาอย่างแนบเนียน โดยอาศัยความอ่อนแอของชาวพุทธที่ไม่ศึกษาธรรมที่แท้จริง และที่สำคัญ อาศัยความโลภของผู้ปกครองคณะสงฆ์บางส่วน ที่บวชเพื่อหวังสมณศักดิ์ จนได้เป็นใหญ่เป็นโต มีอำนาจปกครองคณะสงฆ์ตามกฎหมาย ด้วยการติดสินบนด้วยลาภสักการะ จนไม่สนใจพระธรรมวินัย ไม่มีสำนึกที่จะปกป้องพระพุทธศาสนา  

ยังโชคดีที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช พระผู้ทรงธรรม รู้ธรรมวินัย ไม่ตกอยู่ภายใต้กิเลสใดๆ รู้เท่าทันธรรมกาย จึงมีพระบัญชาโดยลิขิตเป็นลายลักษณ์อักษร ชี้ชัดว่า คำสอนของธรรมกายบิดเบือนหลักธรรมและธัมมชโย ยักยอกทรัพย์ของวัด ตามพระลิขิตฉบับที่ 1 “ความบิดเบือนพระพุทธธรรมคำสอน โดยกล่าวหาว่าพระไตรปิฎกบกพร่อง เป็นการทำให้สงฆ์ที่หลงเชื่อคำบิดเบือน แตกแยกออกไปกลายเป็นสอง มีความเข้าใจความเชื่อถือพระพุทธศาสนาตรงกันข้ามเป็นการทำลายพระพุทธศาสนา ทำสงฆ์ให้แตกแยกเป็นอนันตริย กรรม มีโทษทั้งปัจจุบันและอนาคตที่หนัก ส่วนที่มิใช่เป็นการลงโทษ แต่เป็นการกระทำที่ถูกต้องคือ ต้องมอบสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัดทันที”

แต่ธัมมชโย ไม่ยอมคืนทรัพย์ให้วัด พระองค์จึงทรงพระลิขิตตามมาว่า “การไม่ยอมคืนสมบัติให้วัด ในขั้นต้นอาจมิใช่มีเจตนาถือเอาเป็นของตน แต่เมื่อถึงอย่างไร ก็ยังไม่ยอมมอบคืนสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัดก็แสดงชัดแจ้งว่าต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะ โดยอัตโนมัติ ต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับผู้ไม่ใช่พระปลอมเป็นพระ ด้วยการนำผ้ากาสาวพัสตร์ไปครอง ทำความเศร้าหมองเสื่อมเสีย ให้เกิดแก่สงฆ์ในพระพุทธศาสนา”

แม้จะมีโชคดีที่มีสมเด็จพระญาณสังวร แต่โชคร้ายที่มีพระราชาคณะส่วนหนึ่งที่มีอำนาจ ไม่ทำตามพระลิขิต ไม่รักษาพระธรรม ไม่ใส่ใจปกป้องพระศาสนาด้วยการกำจัดอลัชชี

มติมหาเถรสมาคมเมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา ตอกย้ำว่า มหาเถร (ส่วนใหญ่) ไม่กล้าจัดการกับธัมมชโย ไม่ให้ความสำคัญกับพระลิขิตหรือพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช ที่ทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก ที่มีอำนาจบัญชาคณะสงฆ์ (ตามมาตรา 8 พ.ร.บ.คณะสงฆ์) รวมถึงการที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ไม่ทำหน้าที่สนองพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ไม่ปกป้องพุทธศาสนาตามอำนาจหน้าที่

การอ้างว่าคดีทางโลกสิ้นสุดแล้ว โดยไม่มีการอุทธรณ์ จึงไม่พิจารณานั้น ทำให้สงสัยว่ามหาเถรไม่ยึดถือธรรมวินัย ถือแต่กฎหมายทางโลกอย่างเดียวหรืออย่างไร หรือแม้แต่พระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช ประมุขของคณะสงฆ์ มหาเถรที่เป็นสงฆ์ ก็ไม่ต้องสนใจ ไม่ต้องนำมาพิจารณาเลยกระนั้นหรือ  

แม้พระภิกษุสงฆ์จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ เหนือคนทั่วๆ ไป กฎหมายบ้านเมืองใดๆ แม้เป็นกฎหมายที่ออกเฉพาะกับคณะสงฆ์ หากไม่ขัดกับพระธรรมวินัย พระพุทธองค์ทรงให้อนุวัตรตามกฎหมายของบ้านเมืองที่พระสงฆ์ต้องปฏิบัติตาม แต่การปฏิบัติตามกฎหมายต้องไม่ละเลยที่จะต้องปฏิบัติตามพระธรรมวินัยโดยเคร่งครัดด้วย จะถือกฎหมายเป็นใหญ่ลบล้างพระธรรมวินัยไม่ได้

มหาเถรกับสำนักพระพุทธฯ ก็ทำนองเดียวกัน สำนักพระพุทธฯ เป็นหน่วยงานทางโลกที่ตั้งขึ้นเพื่อสนองงานของมหาเถรไม่ใช่เป็นผู้นำ และแม้เรื่องใดที่สำนักพระพุทธฯ ไม่นำเสนอ หากมหาเถรทราบเรื่องและเห็นว่าสำคัญ ก็ย่อมหยิบยกขึ้นพิจารณาได้ เพราะมหาเถรมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 18 ที่จะต้องปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อย

กรณีอาบัติปาราชิกเป็นอาบัติร้ายแรงที่สุด ย่อมเป็นเรื่องสำคัญ และยิ่งเป็นเรื่องสำคัญมากที่สมเด็จพระสังฆราชทรงวินิจฉัยไว้แล้ว แม้สำนักพระพุทธฯ ไม่เสนอเรื่องมา มหาเถรก็มีหน้าที่ต้องหยิบยกขึ้นมาพิจารณา และประเด็นเรื่องนี้กำลังสร้างความแตกแยกไม่เฉพาะในหมู่คณะสงฆ์ แต่ฆราวาสเองก็แตกแยก เป็นความไม่สงบเรียบร้อยในสังฆมณฑล ที่มหาเถรมีหน้าที่ต้องเข้ามาจัดการ แต่แปลกมากที่ทั้งสำนักพระพุทธฯ และมหาเถรไม่สนใจพิจารณา กลับเป็น DSI หน่วยงานที่ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนาโดยตรงเป็นผู้เสนอเรื่องให้พิจารณา

เมื่อ DSI ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านกฎหมายเป็นผู้เสนอเรื่องให้พิจารณา หากสำนักพระพุทธฯ ยังเพิกเฉย มหาเถรยังไม่ดำเนินการใดๆ DSI คงต้องบังคับใช้กฎหมายให้เป็นกฎหมาย

ข้ออ้างที่ว่า เรื่องของพระให้พระจัดการ ฆราวาสไม่ควรเข้าไปยุ่งนั้น เป็นข้ออ้างของพวกอลัชชี ในครั้งพุทธกาลนั้น ข้อบัญญัติต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นจากฆราวาส แม้ปัจจุบันกาล กรณียันตระก็ดี นิกรก็ดี ภาวนาพุทโธ หรือล่าสุด เณรคำก็ดี ล้วนแต่จบลงได้ด้วยกฎหมายทางโลกที่เป็นฆราวาสทั้งนั้น

กรณีธัมมชโยกำลังจะถูกกฎหมายทางโลกจัดการ คดียักยอกศาลกำลังจะตัดสิน แต่ด้วยอำนาจเงิน อำนาจรัฐในยุคทักษิณ ทำให้พัชร ยุติธรรมดำรง อัยการสูงสุด ถอนฟ้องเสียก่อน เป็นเหตุให้สำนักพระพุทธฯ และมหาเถรยกเป็นข้ออ้าง ไม่ดำเนินการต่อไป

การที่ธัมมชโยยอมคืนเงินที่ยักยอกให้วัดแล้ว เท่ากับยอมรับว่า ได้ยักยอกไปจริง “ก็แสดงชัดแจ้งว่าต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ ต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับผู้ไม่ใช่พระปลอมเป็นพระ ด้วยการนำผ้ากาสาวพัสตร์ไปครอง ทำความเศร้าหมองเสื่อมเสียให้เกิดแก่สงฆ์ในพระพุทธศาสนา”

การถอนฟ้องไม่ทำให้ความผิดหายไป คดีทางโลกกฎหมายยังถือว่าผิดอยู่เพียงแต่ไม่เอาโทษ แต่ทางธรรมนั้น เป็นไปโดยอัตโนมัติตามธรรมวินัย มหาเถรที่เป็นพระผู้ใหญ่ ไม่รู้หรือแกล้งไม่รู้

คำว่า “เถร” อ่านได้ 2 อย่าง คือ เถระ หรือเถน แปลว่า พระผู้ใหญ่ แต่ถ้าคำเขียนว่า เถน แปลว่า โจร ในพุทธวจนธรรมบท กล่าวไว้ว่า “เพียงมีผมหงอก ยังไม่นับว่า เถระ เขาแก่แต่วัยเท่านั้นเรียกได้ว่า คนแก่เปล่า ผู้ใดมี สัจจะคุณธรรม ไม่เบียดเบียน สำรวม ข่มใจ ฉลาด ปราศจากมลทินโทษ ผู้นั้นแล เรียกว่า เถระ”

พระผู้ใหญ่ในมหาเถรจะเป็น พระเถร หรือพระเถน ก็อยู่ที่ท่านจะยึดถือพระธรรมวินัยหรือจะอ้างเอากฎหมายทางโลกเป็นสรณะ