ทำไมคนเกลียด อเมริกา?

วันที่ 26 ก.ย. 2558 เวลา 08:39 น.
ทำไมคนเกลียด อเมริกา?
โดย...ภัทระ คำพิทักษ์

ช่างเป็นความบังเอิญอย่างเหมาะเพราะระหว่างที่เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยคนใหม่กำลังเดินทางมารับตำแหน่ง สำนักพิมพ์โกมล คีมทอง ก็ได้พิมพ์หนังสือออกมาเล่มหนึ่งชื่อ “ทำไมคนเกลียด อเมริกา?”

นี่เป็นความบังเอิญที่ไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อนและมิได้เป็นหนึ่งในมาตรการรับน้องที่ท่านเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ได้เจอมาแล้วจากคนไทยในโซเชียลมีเดีย

ก่อนจะมาถึงท่านเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ได้นำคลิปแนะนำตนเองพร้อมกับภรรยาลงใน Youtube แต่นั่นอาจจะช้าไปเพราะคนไทยในนั้นเอาข้อมูลมาเผยแพร่ก่อนแล้วว่า ท่านมีประวัติความเป็นมาอย่างไรและฝีมือฉกาจฉกรรจ์อย่างไร

จะว่าไปถ้าตอนนี้ไปพลิกดูประวัติเอกอัครราชทูตที่หลายประเทศส่งมาประจำในเมืองไทย จะพบว่า หลายท่านไม่ธรรมดา แสดงให้เห็นว่า สถานการณ์ในบ้านเราและภูมิภาคนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ

ทำไมคนเกลียด อเมริกา? ไม่ใช่วาทกรรมที่คนอื่นตั้งขึ้น แต่คนอเมริกันมีคำถามนี้มากขึ้นหลังจากเหตุการณ์ 911 แต่แม้จะมีคนถามกันมากขึ้น แต่มีอเมริกันไม่เท่าไหร่หรอกที่ยี่หระกับเรื่องนี้ และการกระทำประเภทมือถือสากปากถือศีล สองมาตรฐานแบบอเมริกาในสังคมโลกก็ยังอยู่ และอเมริกายังเป็นมหาอำนาจตัวแสบที่ผู้คนเกลียดชังต่อไป

หนังสือเล่มนี้บอกเล่าถึงพฤติกรรมดังกล่าวสารพัดอย่าง หนึ่งในนั้นที่เห็นภาพมากคือ ประสบการณ์ของ คริส โตเอ็นซิงบรรณาธิการ Middle East Report ที่ว่า ขณะเขานั่งจิบน้ำชาในร้านที่ท่าเรือสุเอซอันสงบเงียบของอียิปต์นั้น บริกรหนุ่มผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาหา ดึงเก้าอี้ออก นั่งลงแล้วถามขึ้นว่า ทำไมคนอเมริกันถึงเกลียดเรา?

บริกรหนุ่มผู้นั้นขยายความว่า ยูเอ็นมีมติหลายครั้งมากแล้วว่า การที่อิสราเอลใช้กำลังยึดครองเขตเวสต์แบงก์ฉนวนกาซ่า และเยรูซาเลมนั้น เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่กระนั้นสหรัฐก็ยังให้เงินช่วยเหลือถึงร้อยละ 40 ที่มีให้กับอิสราเอล และอิสราเอลก็ใช้เงินนี้สร้างที่อยู่ใหม่และซื้ออาวุธสงครามจากสหรัฐ เขายังไล่เรียงให้เห็นความสับปลับปลิ้นปล้อนของสหรัฐต่อไปด้วยว่า ตอนคว่ำบาตร ซัดดัม ฮุสเซน นั้น แทบไม่มีผลกระเทือนต่อรัฐบาลซัดดัมเลย แต่ยูนิเซฟศึกษาแล้วพบว่า ถ้าไม่คว่ำบาตรคราวนั้นอย่างน้อยเด็กๆ ชาวอิรักกว่า 5 แสนคน ก็ยังจะมีชีวิตรอดอยู่

คริส โตเอ็นซิง ตอบว่า สมมติฐานของชายหนุ่มคนนั้นถูก แต่ข้อสรุปที่ว่าอเมริกาเกลียดมุสลิมถึงเห็นชอบกับการทำสงครามนั้นผิด เพราะแม้อเมริกาจะเป็นประเทศประชาธิปไตย แต่คนอเมริกันไม่ได้มีส่วนมากนักในเรื่องนโยบายต่างประเทศ และคนอเมริกันไม่ได้ข่าวสารที่ถูกต้องเที่ยงตรงในเรื่องนโยบายการต่างประเทศของรัฐบาลตัวเอง บริกรผู้นั้นจึงสรุปอย่างหมดจดแบบสุภาพ แต่ก็ทำเอาเงิบไปว่า แล้วพวกคุณเอาประชาธิปไตยและเสรีภาพไปใช้ประโยชน์อะไรได้?

หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาจำนวนไม่น้อยที่แสดงให้เห็นว่า ความจริงประการหนึ่ง คือ ในขณะที่รัฐบาลอเมริกาทำตนเป็นผู้ปกครองโลก แต่คนอเมริกันจำนวนไม่น้อยไม่เคยรู้จักบ้านอื่นเมืองอื่น ไม่รู้จักคุณค่าหรือลัทธิธรรมเนียมของที่อื่น ไม่เคารพความแตกต่าง แต่อยากให้ทุกคนเป็นแบบอเมริกัน โดยสร้างวิถีแบบอเมริกันขึ้นมาแล้วส่งออกผ่านภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด

จินตนาการเรื่องอเมริกันนี้กดทับแม้แต่ความจริงในสังคมของตนเอง อาทิ หลับตาเรื่องความเป็นพหุสังคมในประเทศตัวเอง ไม่มีพื้นที่ให้คนหรือเรื่องราวของแอฟริกันอเมริกันในเรื่องการสร้างชาติอเมริกาเลย ไม่มีเรื่องการเลือกปฏิบัติภายในประเทศจนทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างสีผิวขึ้นมาบ่อยครั้ง และทำไม่รู้ไม่ชี้เมื่อหลายเรื่องได้เปลือยความเละเทะของสังคมตัวเองต่อชาวโลก เช่น มีการเลือกปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรมของสหรัฐอย่างโจ๋งครึ่มในกรณีโอเจ ซิมป์สัน

จอร์จ ดับเบิลยู. บุช เคยกล่าวว่า ทำไมคนเกลียดอเมริกา เพราะพวกเขาเกลียดเสรีภาพของเรา เสรีภาพในการนับถือศาสนา เสรีภาพในการพูด เสรีภาพในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง การชุมนุมและการมีความเห็นต่างจากผู้อื่น แต่หนังสือเล่มนี้ซึ่งผู้เขียนคือ ไซอุดดิน ซาร์ดาร์ และ เมอร์ริล ไวน เดวีร์ แปลโดย กรรณิการ์ พรมเสาร์ ก็ให้มุมมองว่าเสรีภาพแลกมาด้วยความระแวดระวังตลอดกาล และด้วยคำพังเพยนี้เองที่อเมริกันยกเรื่องเสรีภาพขึ้นมาบังหน้า แล้วเปิดทางให้แก่อำนาจกิจการด้านความมั่นคงของชาติและนโยบายต่างประเทศไปทำงาน แบบที่ คริส โตเอ็นซิง ตอบบริกรหนุ่มชาวอียิปต์

หนังสือนี้ให้ภาพว่า วิถีแบบอเมริกันที่สร้างขึ้นนั้น เป็นลัทธิชาตินิยมแบบหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นโดยการสร้างทัศนคติที่ว่าอเมริกันเป็นฮีโร่ เป็นคนดี มีภารกิจที่ต้องคอยปกครองความดีงามต่างๆ ไม่ว่าจะเรียกว่าประชาธิปไตย เสรีภาพ ฯลฯ อเมริกันปฏิบัติต่อประเทศอื่นเหมือนที่ครั้งหนึ่งเคยทำกับลูกนอกสมรสที่เกิดจากคนอเมริกันที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานยุคแรกเกิดลูกเต้ากับคนพื้นเมือง แล้วต้องเอาลูกนอกสมรสไปปกป้อง คุ้มครอง สั่งสอน เปลี่ยนความเชื่อ ชักนำให้รู้จักอารยธรรม ดังที่จะเห็นได้ว่า ในประวัติศาสตร์อเมริกาและยุโรปมักจะกล่าวถึงคนพื้นเมืองว่า พวกเขาไม่...โน่น ไม่มีนี่อยู่ตลอด ราวกับว่าดินแดนก่อนที่พวกตัวเองจะไปเหยียบย่ำยึดครองนั้นไม่มีอารยธรรมหรือความเป็นมนุษย์อยู่เลย

พวกเสรีนิยมใหม่ที่พูดเรื่องไม่มีชาติอีกต่อไปแล้วนั้นน่าจะศึกษาเรื่องนี้ให้ดีว่า แท้จริงแล้วตัวพ่อเรื่องประชาธิปไตยนั้นอาจจะชาตินิยมจ๋าและใช้อุดมการณ์นี้ค้ำยันพฤติกรรมอันน่ารังเกียจไปทั่วโลก นี่เป็นทัศนะหนึ่งที่น่าสนใจในหนังสือเล่มนี้

ผู้เขียนสะท้อนให้เห็นว่า เสรีภาพแบบอเมริกันนั้น ใครจะมีได้ต้องทำสิ่งต่างๆ “ตามแบบเรา” เท่านั้น ทางเลือกเดียวที่ประเทศนี้มีใครคนอื่นคือ ยอมตามฉันเสียดีๆ เพราะแนวคิดเรื่องความเสมอภาค เสรีภาพ สิทธิมนุษยชน เสรีภาพทางวัฒนธรรมนั้นเป็นมรดกตกทอดของพวกยุโรปมิใช่ของเอเชีย หรือแอฟริกา หรือตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม มีตัวอย่างให้เห็นว่า เสรีภาพที่อเมริกันชนอวดอ้างนักหนา อย่างเสรีภาพสื่อนั้นมันสกปรกอยู่ไม่น้อย เช่น อเมริกันพยายามหยุดสำนักข่าวอัลจาซีราไม่ให้รายงานข่าวเรื่องอัฟกานิสถาน นอกจากกดดันกาตาร์ให้ถอนการสนับสนุนแล้ว ยังระเบิดสำนักข่าวแห่งนี้ที่กรุงคาบูลอีก และยังปิดสำนักพิมพ์อิสระของปาเลสไตน์ด้วย ฯลฯ

หนังสือเล่มนี้วิเคราะห์ลึกลงไปในประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ พฤติกรรมใหม่ๆ และมีเหตุการณ์ร่วมสมัย จำแนกตั้งแต่สิ่งที่ชาวอเมริกันทำไว้กับคนอินเดียนที่วูนเด็ดนียันเหตุการณ์ที่อัฟกานิสถานในปี 2002 ซึ่งรายละเอียดผู้ที่สนใจไปหาศึกษาได้

คณะผู้เขียนระบุว่า “ความยโสโอหังที่เป็นผลจากความไม่รู้นี้เองเป็นภัยร้ายแรง มันได้เสนอภาพโลกสองระดับและสุมความเกลียดชังอเมริกาไปทั่วโลก ทำให้เกิดการต่อต้านเกิดขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกันทางอารยธรรม สหรัฐต้องยอมรับว่าทุกชาติมีสิทธิที่จะดำรงอยู่ มีอิสระเช่นเดียวกันในการแสดงออกซึ่งตัวตนของพวกเขา มีเสรีภาพแบบเดียวกันที่จะจัดระเบียบสังคมด้วยแนวทางตามวิสัยทัศน์ทางคุณธรรมที่พวกเขาเห็น ยิ่งไปกว่านั้นประชาชนคนอื่นทุกคนของโลกนี้มีสิทธิและเสรีภาพที่จะเห็นต่างจากอเมริกา”

ครับ ถ้าท่านเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ มีความเข้าใจในวัฒนธรรม ประเพณี ความคิด ความเชื่อของคนไทยพอสมควร เหมือนท่านพยายามออกเสียงภาษาไทยและพนมมือไหว้ในคลิปแนะนำตัว มันก็ไม่ยากที่จะทำงานร่วมกันเพื่อให้โลกนี้ดีขึ้นแต่ถ้าเป็นอีกแบบก็คงลำบากพวกเราก็เช่นเดียวกัน คนพนมมือไหว้ๆ ไม่ใช่ว่าเขาเข้าใจเรา

ในภาวะของความประจวบเหมาะเช่นนี้ เราทั้งหลายไม่ว่าคนไทยหรือเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ จึงควรได้อ่านหนังสือเล่มนี้โดยทั่วกัน เพื่อที่จะไม่ได้มีใครต้องเกลียดใคร